โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จับตาอุทธรณ์คดีม. 110 เอกชัย บุญเกื้อหนุน สุรนาถกับพวกจากกรณีขวางขบวนเสด็จพระราชินี

iLaw

อัพเดต 04 ก.ย 2568 เวลา 12.21 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2568 เวลา 12.04 น. • iLaw

5 กันยายน 2568 เวลา 9:00 น. ศาลอาญา รัชดาฯ นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีมาตรา 110 ประทุษร้ายต่อเสรีภาพพระราชินีของจำเลย 5 คนได้แก่ เอกชัย หงส์กังวาน บุญเกื้อหนุน เป้าทอง สุรนาถ แป้นประเสริฐและประชาชนอีกสองคน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนสรุปใจความสำคัญของคดีเอาไว้ว่า จุดเริ่มต้นคดีมาจากการที่ทั้งห้าคนถูกแจ้งความโดยศรายุทธ สังวาลย์ทอง อดีตการ์ด กปปส. และ พ.ต.ท.พิทักษ์ ลาดล่าย โดยเป็นเหตุเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 มีการจัดการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ของคณะราษฎร 63 เวลา 17:00 น. ผู้ชุมนุมได้รวมตัวกันบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อรอร่วมขบวนเดินชุมนุมใหญ่ที่กำลังเดินทางมาถึง ขณะนั้นได้มีขบวนเสด็จของพระราชินีและพระองค์เจ้าทีปังกรผ่านเข้ามาในที่ชุมนุม ทำให้เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นในพื้นที่ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามากั้นแนวระหว่างผู้ชุมนุมและรถขบวนเสด็จ

ต่อมาตำรวจยื่นคำร้องต่อศาลอาญาออกหมายจับเอกชัย บุญเกื้อหนุนและสุรนาถ เอกชัยและสุรนาถถูกจับกุมในขณะเดินทางมามอบตัว ต่อมาตำรวจไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองก่อนที่จะนำตัวไปฝากขังและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา ส่วนบุญเกื้อหนุนได้เดินทางมามอบตัวแต่ประกันตัวในชั้นตำรวจด้วยหลักทรัพย์ 200,000 บาท

วันที่ 31 มีนาคม 2564 อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดี ตามคำฟ้องโดยสรุปคือ จำเลยทั้งห้ากับผู้ชุมนุมจำนวนหลายร้อยคนได้ลงมายืนบนพื้นผิวจราจรบนถนนพิษณุโลกช่วงตั้งแต่หน้าประตูสาม ทำเนียบรัฐบาล จนถึงเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ ในขณะที่พื้นผิวจราจรบริเวณดังกล่าวและตลอดเส้นทางบนถนนได้กำหนดใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อรถยนต์พระที่นั่งของพระราชินี กำลังแล่นขึ้นสู่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐ เพื่อมุ่งหน้าไปแยกนางเลิ้ง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ตั้งแถวปิดหน้าเพื่อป้องกันไม่ให้ฝูงชนใกล้กับรถพระที่นั่ง แต่จำเลยทั้งห้าได้บังอาจร่วมกันประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี โดยเอกชัยเป็นผู้สั่งการนำ

บุญเกื้อหนุน สุรนาถ จำเลยอีกสองคน พร้อมกับกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนหลายร้อยดังกล่าว เดินเข้าไปขัดขวางเส้นทางพระราชดำเนิน ร่วมกันใช้กำลังผลักดันแถวหน้าตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน แต่เมื่อจำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าวไม่สามารถต้านทานแรงผลักดันของตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน เพื่อเปิดเส้นทางนำขบวนเสด็จของพระราชินีได้ สุรนาถจึงได้สั่งการให้จำเลยและพวกกลุ่มผู้ชุมนุมนั่งลงบนถนนพิษณุโลก ทำให้ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชนไม่สามารถนำขบวนเสด็จราชดำเนินเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต่อได้

จำเลยทั้งห้ายังยืนอยู่บนถนนพิษณุโลก เอกชัยและจำเลยที่เป็นประชาชนอีกสองคนกับพวกดังกล่าวได้ชูสัญลักษณ์สามนิ้วใส่ขบวนเสด็จ อันเป็นการร่วมกันประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธและขอต่อสู้คดี ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2566 ศาลอาญามีคำพิพากษาถึงคดีดังกล่าวสรุปใจความสำคัญได้ว่า จากการสืบพยานทั้งหมดนั้นพิเคราะห์ได้ว่า เหตุการณ์วันที่ 14ตุลาคม 2563 เกิดขึ้นจากการที่ทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน การรับรู้ของผู้อยู่ในเหตุการณ์แต่ละคนไม่เท่ากัน อย่างเช่น ผู้ชุมนุมไม่ทราบข้อมูลเส้นทางเสด็จเพราะเป็นข้อมูลลับ ไม่พบหลักฐานองค์ประกอบเส้นทางการเสด็จฯ เจ้าหน้าที่ไม่แจ้งข้อมูลเรื่องการเสด็จให้ประชาชนทราบก่อน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังจัดการความเรียบร้อยของเส้นทางและพื้นผิวถนนไม่แล้วเสร็จอย่างน้อย 30 นาที ไม่พบว่ามีผู้ใดเข้าไปกระทำการขัดขวางขบวนเสด็จ เป็นต้น พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิดฐานประทุษร้ายเสรีภาพราชินีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 และมั่วสุมกันโดยใช้กำลังประทุษร้ายทำให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมืองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215

ส่วนความผิดฐานกีดขวางทางสาธารณะและกีดขวางการจราจรนั้น ศาลเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จอดรถตู้กีดขวางถนนเพื่อกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อตำรวจเป็นผู้กีดขวางทางสาธารณะและการจราจรเสียเอง จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิดฐานกีดขวางทางสาธารณะและกีดขวางการจราจร ให้ยกฟ้องทุกข้อหา

ต่อมาอัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดี ในประเด็นเช่น การรับทราบเส้นทางเสด็จ: อัยการโต้แย้งว่าแม้ไม่มีการประกาศเส้นทางโดยตรง แต่จำเลยทั้งห้าคนย่อมทราบจาก เช่น การมีตำรวจรักษาความปลอดภัยตามเส้นทาง และการมีประชาชนสวมเสื้อเหลืองมารอรับเสด็จบริเวณดังกล่าว การมองเห็นขบวนเสด็จ อัยการอ้างหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอ พร้อมข้อมูลความสูงของเอกชัย บุญเกื้อหนุน และจำเลยที่ 5 เพื่อโต้แย้งว่าจำเลยสามารถมองเห็นขบวนเสด็จได้แม้จะมีแนวตำรวจกั้น และพฤติการณ์ของจำเลยทั้งห้าคนอย่างเอกชัยที่มีการตะโกนว่าขบวนเสด็จและชูสามนิ้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...