โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เคาะ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

iLaw

อัพเดต 05 ก.ย 2568 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 05 ก.ย 2568 เวลา 09.36 น. • iLaw

5 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง ความร่วมมือในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มาจากข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคการเมืองที่มีจำนวนมากที่สุดคือพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยโดยพรรคประชาชนยืนยันว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเป็นการต่อไป

ในการประชุมครั้งนี้เดิมมีวาระพิจารณาร่างกฎหมายหลายฉบับ จึงนำไปสู่การถกเถียงกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่าจะเลื่อนญัตติการเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมาพิจารณาก่อนหรือไม่ แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.พรรคภูมิใจไทยได้เสนอญัตติให้มีการเลื่อนญัตติเลือกนายกรัฐมนตรีขึ้นมาก่อน แต่มีสส.จากพรรคอื่นคัดค้านจึงนำไปสู่การอภิปรายก่อนจะลงมติ

เลื่อนญัตติเลือกนายกฯขึ้นมาพิจารณาก่อน เพื่อไทยซัด MOA พรรคประชาชน-ภูมิใจไทยส่อขัดกฎหมาย

เวลา 09.41 น. แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกผู้แทนราษฎร (สส.) และโฆษกพรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติขอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมให้นำเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีขึ้นมาพิจารณาก่อน แต่เนื่องจากมีสส. ไม่เห็นด้วย จึงเปิดให้มีการอภิปราย โดยมีข้อคัดค้านสำคัญคือ บันทึกข้อตกลงร่วม (Memorandum of Agreement; MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยอาจขัดต่อมาตรา 49 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ว่าด้วยการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย จากกรณีข้อตกลงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย และการยุบสภาภายใน 4 เดือน นับแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น จากนั้นสส. ได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางในกรณีนี้

พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลหรือองค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทวีเห็นว่าการที่จะเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากมีข้อตกลงระหว่างภาคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย กรณีเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นข้อตกลงทางการเมืองที่บ่อนเซาะระบอบประชาธิปไตยและทำลายรัฐธรรมนูญ เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าว มีในข้อ 4 เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องดำเนินการด้วยวิธีใดๆให้รัฐบาลเป็นเสียงข้างน้อยเพื่อไม่ให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงทางการเมืองที่สะท้อนให้เห็นการบิดเบือน รัฐธรรรมนูญ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นเสาหลัก

ทวีอภิปรายต่อไปว่า “จริงอยู่ ท่านอนุทินอาจจะมาโดยพรรคการเมือง แต่เมื่อมีข้อตกลง ดังกล่าวจะทำให้เป็นการขัดรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐธรรมนูญในมาตราที่ 49 คือการกระทำห้ามบุคคลใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง ถึงแม้ว่าข้อ 4 จะไม่ถึงโดยตรง แต่ลักษณะเป็นการกร่อนเซาะและทำลายระบอบประชาธิปไตย และตัดกระบวนการการตั้งรัฐบาลโดยเสรี อันนี้ถือว่า เป็นเรื่องสำคัญ”

ทวีกล่าวต่อไปว่า ถ้ามีการเสนอว่าเป็นอาชญากรรมหรืออาชญากรทางประชาธิปไตยทางการเมือง ดังนั้นเนื่องจากในเวลาสั้นๆ ถ้าเราจะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี อยากให้มีการพิจารณาข้อตกลงดังกล่าวเพราะว่ามันมีการแถลงในสภา ซึ่งในรายละเอียดตนคิดว่า ทางพรรคควรจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากเป็นข้อตกลงอาจทำให้มีการยุบพรรคการเมือง และมาตราในรัฐธรรมนูญให้ สส. ไม่ได้ถูกครอบงำใดๆ แต่ข้อตกลงนี้ทวีเห็นว่าเป็นการครอบงำและเป็นการแลกผลประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งได้เป็นรัฐบาล อีกฝ่ายหนึ่งอาจจะได้เป็นฝ่ายค้านเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ "คุณไม่เห็นหัวประชาชน ผมจึงเห็นว่าควรจะเลื่อน…การเลือกตั้งนายกฯควรจะมีการวินิจฉัยให้ถ่องแท้ เพราะเริ่มต้นก็ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญและที่สำคัญเป็นการทำลายประชาธิปไตยอย่างรุนแรง ซึ่งน่าเสียใจผู้ทำลายเป็นพรรคที่ประกาศตัวเองว่า ยึดมั่นในประชาธิปไตย" ทวีกล่าว

รังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ชี้แจงเรื่องข้อตกลงว่า .พวกผมทำ MOA ขึ้น เมื่อวานก็มีการลดแลกแจกแถมโดยบางพรรคการเมืองบอกว่า รับทุกข้อของพรรคประชาชน รับทั้งหมด ถ้าท่านบอกว่า ข้อเสนอของพรรคประชาชนผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญแล้วพวกท่านรับทำไม" แต่วันมูหะหมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎรขัดจังหวะด้วยเหตุว่าประเด็นดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับญัตติ

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า สถานการณ์ในปัจจุบัน "เราก็เห็นกันอยู่แล้วจากสิ่งที่มีการตกลงกันระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยนั้นขัดต่อหลักการประชาธิปไตย มันขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ การที่เข้าไปดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีแล้วกำหนดว่าอยู่ได้เพียงแค่ 4 เดือนเข้าไปแล้ว ห้ามเป็นเสียงข้างมาก มันขัดต่อหลักการประชาธิปไตย มันสุ่มเสี่ยงกับการใช้อำนาจในการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 หรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องถัดไปที่จะต้องมีการร้องกันต่อ แล้วก็คงจะต้องมีกระบวนการวินิจฉัยจากฝ่ายอื่น ซึ่งไม่ใช่ฝ่ายนิติบัญญัติ"

จุลพันธ์กล่าวว่า “นอกจากนั้นสิ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือเรื่องของเอกสิทธิ์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นยืนยันมาโดยตลอดว่า เอกสิทธิ์ของ สส.เป็นสิ่งสำคัญ ไม่มีใครมากำหนด ไม่มีใครมากะเกณฑ์ ไม่มีใครมาบังคับสมาชิกได้ แต่วันนี้ด้วยข้อตกลงที่มันเกิดขึ้น มันทำให้เกิด deadlock (ทางตัน) ที่สมาชิกหลายท่าน หลายท่านมาคุยกันในวงนอก วงกาแฟ อยู่ในความอึดอัด ไม่อยากที่จะลงมติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ด้วยข้อตกลงที่เกิดขึ้น ด้วยสถานการณ์ที่มันเกิดขึ้นถูกบีบบังคับ อันนี้ทำให้เอกสิทธิ์ของสส. มันหายไป นอกจากนั้นเพื่อนสมาชิกมีการเกริ่นไปแล้ว เรื่องของพ.ร.ป.พรรคการเมืองฯ ซึ่งแน่นอนเรื่องของพรรคการเมืองมีข้อกำหนดในตามพระราชบัญญัติชัดเจนว่า ห้ามมีการเรียกรับผลประโยชน์ ในเรื่องของการดำเนินการเช่นเรื่องของการเลือกนายกรัฐมนตรีใดๆ แต่นี่มีกลไกในการแลกเรื่องของการยุบสภาแลกในเรื่องของการเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นประโยชน์แอบแฝงหรือไม่”

และณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนได้อภิปรายในประเด็นนี้ว่า "เมื่อสักครู่เราได้ยินเสียงสะท้อนจากเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่บอกว่าข้อตกลงเอ็มโอเอของพรรคประชาชนนั้นข้อตกลงที่จะทำให้เกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อยนั้นเป็นการขัดรัฐธรรมนูญบ้างล่ะ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายรัฐธรรมนูญบ้าง หรือไม่ก็กล่าวหาเลยเถิดเป็นการที่บอกว่า เป็นการล้มล้างการปกครอง โดยชวนให้ทุกคนในสภาและประชาชนที่ติดตามอยู่ลองคิดดูดีๆ

ถ้าเพื่อนสมาชิกที่กล่าวหาพรรคประชาชนแบบนั้น ผมเชื่อจริงๆครับว่า MOA ในครั้งนี้ เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายจริงๆ ก่อนหน้านี้เขาเสนอรับดีลทุกข้อทำไมครับ ถ้าเขาเชื่อแบบนั้นจริงๆ ท่านจะบอกว่าท่านยอมรับทุกข้อเสนอของพรรคประชาชนทำไม ลดแลกแจกแถมทั้งหมด บอกว่าต้องการยุบสภาได้เลยก็ได้ ตกลงแล้วท่านเชื่อหรือไม่เชื่อว่า MOA แบบนี้สามารถทำได้ MOA ที่มีความโปร่งใส เปิดเผยให้ประชาชนทุกคนสามารถมองเห็นได้ เจรจากันบนโต๊ะ ไม่ได้ไปทำดีลกันต่างประเทศ หรือที่ไหนที่ประชาชนมองไม่เห็น ตกลงแล้วควรทำหรือไม่ควรทำ ทำได้หรือไม่ได้ หรือถ้าไม่เชื่อ แต่มากล่าวหาในที่ประชุมแบบนี้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองหรือเปล่า "

“ผมคิดว่าตรรกะที่ย้อนแย้งแบบนี้ประชาชนฟังอยู่เขามองออกครับว่า สิ่งที่ท่านลุกขึ้นอภิปรายเนี่ย มันเป็นเหตุเป็นผลไหม หรือเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์อะไร” ณัฐพงษ์ตั้งคำถาม

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า “ผมเชื่อว่าสิ่งที่วันนี้พ่อแม่พี่น้องประชาชนกำลังรอฟังอยู่ญัตติที่สำคัญก็คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วผมเห็นด้วยครับว่าในเรื่องของการพิจารณากฎหมายอีกหลายฉบับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ พ.ร.บ. กสทช.หรือ พ.ร.บ. อสม. ที่วิปฯร่วมทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้ตกลงร่วมกันว่าวันนี้จะพิจารณาจนเสร็จ ก่อนที่จะมีญัตติการโหวตนายกรัฐมนตรีบรรจุเข้ามาด้วยซ้ำ แล้วผมก็ดีใจครับที่วันนี้ได้ยินคำยืนยันจากท่านจุลพันธ์และก็ท่านอนุสรณ์ ที่ออกมายืนยันว่าท่านได้ศึกษา พ.ร.บ.แบบนี้ ต่างๆเหล่านี้ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเดินหน้าการประชุมและพิจารณากฎหมายให้ครบทุกฉบับ ดังนั้นสำหรับผมเองที่อยากจะขอส่งข้อเรียกร้องก่อนที่จะตัดสินใจในการโหวตว่าจะให้มีการเลื่อนญัตติการโหวตนายกรัฐมนตรีขึ้นมาหรือไม่

ผมอยากจะขอส่งข้อเรียกร้องไปจากเพื่อนสมาชิกอีกฝ่ายหนึ่ง อาจจะเป็นทางภูมิใจไทย ถ้าเป็นไปได้ขอความกรุณาด้วยความเคารพ ท่านอนุทินในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรค ถ้าท่านสามารถลุกขึ้นมากล่าวยืนยันกับพวกผมได้ว่า วันนี้หลังการที่พวกเราโหวตนายกรัฐมนตรีจบแล้ว ช่วยแสดงให้พ่อแม่พี่น้องประชาชนเห็นหน่อยว่า วันนี้เราไม่ได้มาพิจารณาแค่เรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรีให้กับตัวของท่านเอง”

ณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่า "ถ้าท่านยืนยันว่าวันนี้สภาของเราจะสามารถพิจารณากฎหมายจนจบทุกฉบับตามที่ได้วิปฯได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ คิดว่าไม่ได้เสียหายอะไรที่เราเลื่อนญัตติการโหวตนายกฯที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันขึ้นมาก่อนและพรรคประชาชนพร้อมที่จะสนับสนุนญัตตินี้ หากมีคำยืนยันในที่ประชุม"

ต่อมาในเวลา 11.33 น. ที่ประชุมสภามีมติเห็นชอบให้เลื่อนญัตติการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยเห็นชอบ 313 เสียง ไม่เห็นชอบ 142 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 5 เสียง

จึงได้เข้าสู่ญัตติการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยไชยชนก ชิดชอบ สส.พรรคภูมิใจไทยได้เสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนมตรี ส่วนทางพรรคเพื่อไทยโดยสรวงศ์ เทียนทองได้เสนอชื่อชัยเกษม นิติศิริมาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งที่ประชุมตกลงกันว่าจะให้มีการอภิปรายถึงผู้สมัครโดยแบ่งออกเป็นสามฝ่ายคือฝ่ายที่สนับสนุนอนุทิน ฝ่ายที่สนับสนุนชัยเกษม และฝ่ายที่ยังไม่ได้ฝักใฝ่ฝ่ายใด สลับผลัดเวียนกันอภิปราย

กล้าธรรมยันต้องเลือกอนุทิน ประเทศต้องการเสถียรภาพ

อัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส. แบบแบ่งเขต จังหวัดชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม กล่าวถึงการที่พรรคกล้าธรรมสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร เพราะขณะนั้นประเทศยังต้องการเสถียรภาพ และประชาชนต้องการให้รัฐบาลทำตามนโยบายที่ประกาศไว้ แต่ในขณะนี้สถานการณ์การเมืองไม่ปกติ พรรคการเมืองจึงไม่ควรยึดติดกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อไม่ให้ประเทศเดินทางสู่ทางตัน

อัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า พรรคกล้าธรรม จำเป็นต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะพาประเทศไปสู่ทางออกของความไม่มีเสถียรภาพ ทั้งด้านการเมือง ทั้งด้านนโยบาย สำคัญที่สุดคือไม่อาจปฏิเสธความต้องการของประชาชนที่คาดหวังว่า สภาจะรีบคืนอำนาจให้กับพวกเขาให้เร็วที่สุดเมื่อได้นายกฯ คนใหม่

เขาย้ำว่า “การโหวตสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ จึงไม่ใช่การเพียงเลือกบุคคลหนึ่งมาบริหารบ้านเมือง แต่คือการเลือกที่จะพาประเทศก้าวข้ามความไม่แน่นอนที่สะสมในช่วงที่ผ่านมา”

อัครแสนคีรี กล่าวต่อว่า สิ่งที่พรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญมากที่สุด คือการเปิดประตูไปสู่รัฐธรรมนูญ และคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เหนือสิ่งอื่นใด พรรคกล้าธรรมตระหนักว่า ประเทศไทยเรายืนหยัดได้ด้วยรากฐานสำคัญ 3 ประการ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาเอกราชและความมั่นคงของชาติ ไม่ให้ชาติไหนหรือประเทศใดมีอิทธิพลเหนือชาติไทย การธำรงคุณค่า
ศาสนา และการปกป้องสถาบันกษัตริย์ อันเป็นหลักไชย และศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งแผ่นดิน”

อัครแสนคีรี สรุปว่า การโหวตในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเลือกนายกฯ แต่เป็นการเลือกทางออกของประเทศไทย และทิ้งท้ายว่า “พรรคกล้าธรรมขอประกาศอย่างชัดเจนว่า เรากล้าที่จะสนับสนุน อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ด้วยความหวังจะเป็นจุดเริ่มต้นของการคืนสิทธิ คืนเสียง คืนอนาคตให้กับคนไทยทั้งแผ่นดิน ธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ที่จะทำให้บ้านเมืองมั่นคงแข็งแรง รอดพ้นจากภัยทั้งภายในและภายนอก ผมขอเชิญชวนพี่น้อง สส. ที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ ให้ลองเปิดใจและให้โอกาสอนุทิน ให้ท่านได้ลองแสดงฝีมือในตำแหน่งนายกฯ คนที่ 32 ของประเทศไทย”

จาตุรนต์เผย เลือกชัยเกษม ยุบสภาเร็วกว่า ปัญหาไม่มี

จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ว่า ตนอภิปรายเพื่อสนับสนุนชัยเกษม แต่ก็จะกล่าวถึงอนุทินว่า เหตุใดจึงไม่ควรเห็นชอบอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย โดยจะเน้นไปที่การอภิปรายว่ามีคุณสมบัติไม่เหมาะสมอย่างไร เพราะเหตุการณ์ในช่วงหลังมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจที่เกี่ยวข้องกับอนุทินด้วย

ประเด็นแรก คือ MOA 5 ข้อที่พรรคภูมิใจไทยตกลงร่วมกับพรรคประชาชน ประการสำคัญ คือ พรรคประชาชนจะไม่มีคนอยู่ในคณะรัฐมนตรี เพียงแต่จะยกมือสนับสนุนเท่านั้น และห้ามพรรคภูมิใจไทยรวมเสียงให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ก็หมายความว่า ให้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็น “ลูกไก่ในกำมือ”

“ปัญหาก็คือว่า บางท่านพูดไปเรื่องว่าอย่างนี้จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมไม่ไปถึงประเด็นนั้น ไม่มีความเห็นถึงประเด็นนั้น แต่ผมมีความเห็นว่า การตกลงกันอย่างนี้ การจะเป็นรัฐบาลด้วยเงื่อนไขอย่างนี้ เป็นการขัดต่อหลักการของระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง และจะทำให้เกิดผลเสียตามมาต่อประเทศนี้อย่างร้ายแรง” จาตุรนต์กล่าว

จาตุรนต์กล่าวถึงหลักการระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยว่า ให้ดูกันที่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า ทำไมต้องเลือกจากบัญชีแคนดิเดตที่มาจากพรรคการเมือง ก็เพื่อให้พรรคการเมืองรับผิดชอบ ทำไมเมื่อลงคะแนนต้องลงคะแนนให้ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็เพื่อให้ได้เสียงข้างมากจริงๆ และได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพในการบริหารและในการออกกฎหมาย

“นอกจากว่าให้ได้เสียงข้างมากแล้ว ทำไมเขากำหนดว่า ในการลงมติ ให้เป็นการลงมติโดยเปิดเผย เปิดเผยเพื่อที่จะบอกว่า สส. คนไหน เลือกใครเป็นนายกฯ พรรคไหนสนับสนุนใครเป็นนายกฯ ตรงกับที่เคยไปประกาศกับประชาชนไว้หรือเปล่า และที่สำคัญก็คือ ทั้ง สส. และพรรคการเมืองที่สนับสนุนให้บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อบุคคลนั้นได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ทั้งสส. และพรรคการเมืองจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองได้ทำไป ก็คือจะต้องรับผิดชอบว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลไปกำหนดนโยบายอย่างไร ไปทำอะไร ไปทำดี ทำเสีย ทำมิดีมิร้ายต่อประเทศอย่างไร สส. และพรรคการเมืองที่ยกมือให้นั้นจะต้องรับผิดชอบ นี่คือหลักการของการรับผิดชอบต่อประชาชน ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำไป

จากหลักการอย่างนี้ มีปัญหาว่าพรรคประชาชนบอกว่า จะไม่มีคนไปอยู่ในครม. แม้แต่คนเดียว หมายความว่าจะยกมือให้โดยไม่มีส่วนต่อการทำนโยบาย โดยจะเป็นฝ่ายค้านที่ตรวจสอบ โดยตั้งข้อกังขาว่า จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้จริงหรือ โดยสภาพของพรรคประชาชนอยู่ในสภาพ “อิหลักอิเหลื่อ” โดยเทียบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่สภาล่มขณะพิจารณาร่างกฎหมายขึ้นมา แล้วเราจะเชื่อได้อย่างไรว่าพรรคประชาชนจะสามารถทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในเมื่อพรรคประชาชนคอยประคับประคองรัฐบาลที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย

“ผมยกตัวอย่างว่าถ้าต่อไปมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะแบ่งเวลากันอย่างไรในฝ่ายค้าน แล้วจะสรุปอย่างไร ใครจะสรุป” จาตุรนต์ตั้งคำถาม

จาตุรนต์กล่าวต่อไปว่า อนุทินขาดคุณสมบัติเพราะมี “บารมี” มากไป หรือเรียกว่าเป็น “อินฟลูเอนเซอร์” ที่มีอานุภาพมาก โดยยกเหตุการณ์ที่การรถไฟแห่งประเทศไทยขอเลื่อนการร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือที่เรียกว่า “คดีที่ดินเขากระโดง”ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยให้เหตุผลว่ารอรัฐมนตรีคนใหม่เสียก่อน หากเป็นเช่นนี้ ภาพพจน์ของพรรคการเมืองที่ตกต่ำอยู่แล้วจะยิ่งตกต่ำลงไป ทั้งยังกล่าวถึงกรณีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเชื่อมโยงกับกรณีการโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ด้วย

“ถ้าโยงกันอย่างนี้ แล้วเกิดมีบารมีขึ้นมาจนกระทั่งถึงกับใครๆ ก็อยากให้ สว. พ้น (คดีโกงเลือก สว.) มา พ้นมาเพื่ออะไร พ้นมาเพื่อแต่งตั้งคนที่รัฐมนตรีของพรรคท่านตั้งเป็นข้าราชการระดับ 10 ได้เป็นสว. แล้วสว. นี้ก็ทยอยตั้งกรรมการองค์กรอิสระกันแบบนี้ครับ อีก 1 ปี องค์กรอิสระจะเป็นสายเดียวกันหมด หรือถ้าใช้ศัพท์อีกแบบจะเรียกว่า เป็นสีเดียวกันหมด ท่านประธานจะให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้เหรอครับ” จาตุรนต์ตั้งคำถาม

จาตุรนต์กลับมากล่าวถึง MOA ข้อที่ว่าให้ยุบสภาภายใน 4 เดือนเพื่อให้เกิดการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาดำเนินการ โดยทวนความจำว่าด้วยการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. พรรคภูมิใจไทยที่เห็นไม่ตรงกับสส. เสียงข้างมาก โดยต้องการให้กฎหมายประชามติเป็นไปในทางขัดขวางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งไปตรงกับความเห็นของ สว. เสียงข้างมาก แล้วพรรคภูมิใจไทยจะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้อย่างไร

“ตอนที่พรรคเพื่อไทยข้ามขั้ว ผมเคยวิจารณ์ไว้ว่า การข้ามขั้วจะนำไปสู่ความอ่อนแอของประชาธิปไตย ก็เกิดขึ้นจริงๆ แต่ตอนนี้พรรคเพื่อไทย อย่าว่าแต่เป็นหัวหน้าของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์เลย ไปขอเป็นพรรคฝ่ายอนุรักษ์เขาก็คงไม่รับแล้ว ตอนนี้ก็ต้องมาปรับตัวกัน พรรคเพื่อไทยก็กลับมาบอกว่าจะกลับเข้ามาในสภา ถ้าเกิดเป็นฝ่ายค้าน ก็จะมาเจอกับพรรคประชาชน อาจจะได้ร่วมมือในฐานะฝ่ายค้านด้วยกัน แต่มาพบว่า พรรคประชาชนเกิดข้ามขั้วไปอีก อันนี้เรื่องใหญ่มากนะครับ” จาตุรนต์กล่าว ทั้งตั้งข้อกังวลว่า 4 เดือนต่อจากนี้ การตรวจสอบรัฐบาลจะไม่เข้มแข็ง แล้วจะนำไปสู่การไม่เป็นไปตาม MOA ของพรรคประชาชน และอาจเกิดการแทรกแซง และอาจกลายเป็นระบบที่ถูกครอบงำ ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างมั่นคงต่อไป

จาตุรนต์ปิดท้ายด้วยการสนับสนุนชัยเกษมว่า 4 เดือนข้างหน้าจะไม่เกิดปัญหาทั้งหมด โดยจะมีนโยบายในการแถลงนโยบายว่าจะยุบสภา โดยยกเหตุการณ์การยุบสภาของอานันท์ ปันยารชุน เมื่อมิถุนายน 2535 มาเปรียบเทียบ

“ท่านอานันท์ ปันยารชุนยุบภายใน 20 วัน ท่านชัยเกษมจะยุบสภาได้เร็วกว่านั้น และความเสียหายที่จะเกิดต่อระบอบประชาธิปไตยจะไม่เกิดขึ้น เหมือนกับที่จะเกิดขึ้นหากให้ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี”

ชลน่านเผย อนุทินได้เป็นนายก เท่ากับยอมรับ "อำนาจนอกระบบ"

5 กันยายน 2568 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเลือกอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย ความร่วมมือในการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มาจากข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคการเมืองที่มีจำนวนมากที่สุดคือ พรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยโดยพรรคประชาชนยืนยันว่าจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านเป็นการต่อไป

ชลน่าน ศรีแก้ว สส. แบบแบ่งเขตจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายคัดค้านอนุทิน ชาญวีรกูล โดยโจมตีการทำข้อตกลง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่า ข้อตกลงที่ทั้งสองพรรคทำนั้น อาจตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ แต่หลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการพื้นฐานสำคัญที่สุดที่ว่า ปกครองด้วยเสียงข้างมาก เคารพเสียงข้างน้อย แต่ขณะนี้หลักการนี้กำลังจะถูกทำลาย

เป็นการแลกคนหนึ่งคน กับหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ชลน่านกล่าวต่อไปว่า การรวมเสียงลักษณะนี้ ทำให้เกิดการปกครองเสียงข้างน้อย แล้วบอกว่าจะควบคุมการปกครองเสียงข้างน้อยโดยพรรคฝ่ายค้านใช้สภาแห่งนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งยื่นได้แน่ เพราะพรรคประชาชนมี 143 เสียง เกินจำนวน 1 ใน 5 ที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อลงมติก็จะได้ 143 ไว้วางใจก็ได้หรอครับ เขามี 70 เสียง แล้วมันคุมเขาอย่างไร

“ถ้าประกาศชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้รับความเห็นชอบจากสภาแห่งนี้เพื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว นับหนึ่งของการสิ้นสุดของระบบรัฐสภาแห่งนี้ เพราะอะไรครับ นั่นหมายความว่า เรายอมรับอำนาจนอกระบบที่เข้ามาครอบงำ ชี้นำทุกอย่าง” ชลน่านกล่าว พร้อมยืนยันว่าจะสู้กับ “อำนาจนอกระบบ” ให้ถึงที่สุด

ต่อมา ชลน่านกล่าวถึงคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญของ สส. ที่เข้าชื่อกันตามเลขที่รับหนังสือ ที่ 14239/2568 ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของการเลือกนายกฯ ครั้งนี้ และอ้างรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 114 ว่า “ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมาย หรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์” โดยตั้งคำถามว่า หากมีการยุบสภา พรรคประชาชนก็ยังจะครองเสียงอันดับ 1 อยู่ จึงไม่สงสัยเลยว่าทำไมพรรคประชาชนต้องการให้มีการยุบสภา แต่กระบวนการที่ตามมานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือ สิ่งที่น่าเป็นห่วงว่า หากเป็นการครอบงำชี้นำ สส. จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งจะต้องดูกันต่อไปว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องดังกล่าวหรือไม่

ชลน่านทิ้งท้ายว่า ตัวเขาเลือกชัยเกษม สส. คนอื่นอาจเลือกอนุทิน แต่ว่ามีคำร้องเกิดขึ้นแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรกำลังจะดำเนินการส่งศาลรัฐธรรมนูญต่อไป การลงมติวันนี้จะเป็นอย่างไร โดยชลน่านเห็นว่าควรยับยั้งการเลือกตามญัตตินี้ไว้ก่อน หากศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องค่อยดำเนินการต่อไป แต่ถ้าศาลรับคำร้องไว้ ก็สมควรที่จะระงับการเลือกนายกฯ ไว้ก่อนจนกว่าการดำเนินการจะสิ้นสุด โดยย้ำว่า กระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องชอบด้วยหลักการ ชอบด้วยกฎหมาย

วิทยาติง เขียนรัฐธรรมนูญใหม่ต้องไม่แก้หมวด 1-2

วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกติกาการจัดตั้งนายกฯ ว่า เมื่อเลือกตั้งเสร็จ พรรคใดที่มีสส. มากที่สุด พรรคนั้นก็จะเป็นพรรคแรกที่มีสิทธิตั้งรัฐบาล ซึ่งพรรคที่ได้ สส. มากที่สุดคือพรรคประชาชน นับเป็นสิทธิของพรรคที่จะตั้งรัฐบาล แต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ในขณะนั้นยังใช้บทเฉพาะกาล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จึงมีการร่วมประชุมด้วย ผลปรากฎว่าพรรคประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้

ในอดีตเคยมีพรรคที่มีเสียงเพียง 18 เสียงจัดตั้งรัฐบาล เพราะพรรคที่มีลำดับต้นๆ ไม่สามารถจัดตั้งได้ และในปัจจุบัน พรรคอันดับหนึ่งไปทำหน้าที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน ต่อมาคือพรรคอันสองหรือพรรคเพื่อไทย นายกฯ คนที่ 1 ก็มีคำวินิจฉัยจากศาล นายกฯ คนที่ 2 ก็พ้นตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลเช่นกัน และนายกฯ คนที่ 3 หรือชัยเกษม นิติสิริ

วิทยา กล่าวถึงชัยเกษมว่า ชัยเกษมเคยลาออกจากตำแหน่ง สส. ในตอนตุลาคม 2566 เนื่องด้วยปัญหาสุขภาพ แต่ชัยเกษมยืนยันว่าสุขภาพยังดี แม้ว่าบางครั้งจะบอกว่าไม่พร้อมที่จะรับตำแหน่ง

วิทยา ถามคำถามว่า ปัญหาเร่งด่วนของประเทศขณะนี้คือปัญหาอะไร 1. ประเทศไม่มีรัฐบาล 2. ปัญหาอธิปไตยกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา วิทยากล่าวว่า จะเรียนถามชัยเกษมก็ถามไม่ได้เพราะไม่ใช่ สส.ที่มาประชุมในสภา

การมาเป็นนายกฯ เพื่อยุบสภาของชัยเกษม อาจจะตอบสนองต่อคนบางกลุ่ม แต่วิทยาคิดว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่ข้อเสนอของพรรคการเมืองอันดับสามหรือพรรคภูมิใจไทยที่สามารถรวบรวมเสียงได้มากกว่า ก็สมควรเสนอตนเองเป็นนายกฯ ขอชื่นชมว่า อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นคนที่มีความสามารถ แต่ติดปัญหานิดเดียวว่า การไปทำข้อตกลงกับพรรคที่สนับสนุนว่า จะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

“ผมอยากได้คำตอบจากท่าน (อนุทิน) นะครับว่า การแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยตั้ง สสร. จะมีข้อยกเว้นไหมครับ” วิทยาให้เหตุผลว่า ตอนที่เขาเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยในคราวทีแล้ว แต่มีการลงสัตยาบันกันว่า จะไม่แตะหมวด 1 และ 2

“เราจะไม่แตะหมวด 1 คือประเทศไทยเป็นอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกไม่ได้ และมีรายละเอียดการปกครองประเทศไทย เราจะไม่แก้รัฐธรรมนูญโดยแตะหมวด 2 องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดมิได้ ”

ถ้าตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ อนุทินจะออกกติกาหรือไม่ว่า จะไม่สามารถแก้หมวด 1 และ 2 ได้ วิทยากล่าวว่าไม่สามารถถามชัยเกษมในประเด็นนี้ได้ และชัยเกษมกล่าวแค่เรื่องยุบสภา ดังนั้นจึงคิดว่าพรรคภูมิใจไทย พรรคการเมืองอันดับสามมีความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาลแล้ว

อดิศรฟาดเลือกอนุทิน ย่องเบาประชาธิปไตย

อดิศร เพียงเกษ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยที่จะให้อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่สนับสนุน ชัยเกษม นิติสิริ อดิศร ถามถึงกรณีข่าวลือเรื่องการซื้อเสียงในการรองรับให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ พร้อมขอความชัดเจนในกรณีดังกล่าวจากอนุทิน

“คุณสมบัตินายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นประจักษ์ มีจริยธรรมที่ดี” เขากล่าวต่อว่า ถ้าไม่ได้ความกระจ่างในประเด็นนี้ อนุทินก็ไม่มีความเหมาะสมในการเป็นนายกฯ

“เอาอย่างนี้ครับ คนที่ถูกพาดพิงคือ คุณอนุทินต้องตอบเอง ผมว่าเราไปสาบานที่วัดพระแก้วดีไหมครับ ว่าไม่มีการสนับสนุนเงินต่างๆ มาโดยบริสุทธิ์ ถ้าไม่บริสุทธิ์ให้มีอันเป็นไปภายใน 7 วัน 9 วัน”

เมื่อเทียบอนุทินกับชัยเกษมแล้ว อนุทินไม่สามารถเทียบกับชัยเกษมได้ เพราะชัยเกษมเป็น ศาสตราจารย์กฎหมาย อัยการสูงสุด และมีความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่ด่างพร้อยเหมือนอนุทินตามที่ได้อภิปรายไปก่อนหน้า

อดิศร กล่าวว่า หากพรรคใดสนับสนุนอนุทิน ก็ต้องรับผิดชอบที่สนับสนุน เพราะหากมีการซื้อเสียงในการโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ พรรคเเหล่านั้นก็ถือเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง

“ค้ำยันเขากระโดง ผูกโยงฮั้ว สว. ไว้ปลายเสา

ขัดสีฉวีวรรณให้มันเงา ย่องเบาอำนาจอธิปไตย”

ดังนั้นการซื้อเสียงถือเป็นการย่องเบาอำนาจอธิปไตย ภายในสถานการณ์เช่นนี้ จึงปล่อยให้คนแบบนี้เป็นนายกฯ ไม่ได้

ถ้าอนุทินได้ขึ้นเป็นนายกฯ จะกลายเป็นโชคร้ายของประเทศ

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.พรรคประชาชาติ กล่าวอภิปรายปฏิเสธอนุทิน ชาญวีรกูล ว่านายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำคัญของประเทศในการบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตน จะต้องไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของตัวเอง "ผมคิดว่าท่านไม่มีมาตรฐานและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์"

ทวีระบุในประเด็นแรกว่าการทำลายระบบรัฐสภาได้ดีที่สุดคือทำลายระบบกฎหมาย อนุทินเป็นหนึ่งในบุคคลที่ถูกคณะไต่สวนชุดที่ 26 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งข้อกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโกงเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 2567 รวมถึงคดีอื่นที่อยู่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษตามความผิดฐานอั้งยี่และฐานฟอกเงินซึ่งเป็นความผิดในทางอาญา ทวีเห็นว่าการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่ผิดจริยธรรม ในคดีโกงเลือก สว. 2567 ทวีระบุว่ากระทรวงมหาดไทยได้ใช้เงินประมาณราว 2,000 ล้านบาท ทำให้เอื้อประโยชน์ให้การโกงเลือก สว. 2567 สำเร็จได้

ประเด็นสองทวีกล่าวหาว่าอนุทินไม่รักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดินในกรณีที่ดินของเขากระโดง ทวีระบุว่าในหนังสือมอบอำนาจอนุทินระบุว่าอยู่บ้านหลังเดียวกันกับเนวิน ชิดชอบ และในที่ดินดังกล่าวที่ถูกชี้มูลโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ได้ก่อตั้งสาขาพรรคในที่ดินดังกล่าวอีกด้วย ในส่วนนี้ทวีได้อภิปรายถึงที่อยู่ของบ้านหลังดังกล่าวด้วย จนทำให้ถูกประท้วงโดยกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ศาลยุติธรรมและศาลปกครองเคยพิพากษาว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย จึงต้องมีการรังวัดที่ดินใหม่ ทวีระบุว่าเมื่อรังวัดเสร็จสิ้นแล้วอนุทินได้สั่งให้กรรมการรังวัดให้หยุด ถ้าไม่มีคำสั่งของอนุทิน ที่ดินที่เกี่ยวข้องนั้นอาจจะถูกยึดคืนไปแล้ว

ทวีทิ้งท้ายว่า ถ้าอนุทินได้ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของฝ่ายบริหาร จะกลายเป็นโชคร้ายของประเทศ

หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันจะเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด เท่าที่เคยมี

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หัวหน้าพรรคประชาชนขอตอบข้อห่วงใยเพื่อนสมาชิก สส. ไม่ว่าจะเป็น จาตุรงค์ ฉายแสง ชลน่าน ศรีแก้ว อดิศร เพียงเกษ และสส.ท่านอื่นๆ โดยณัฐพงษ์ได้รวบรวมประเด็นสำคัญ 3 ข้อ

ข้อแรกคือ ข้อห่วงใยของการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะเป็นการขัดต่อระบบรัฐสภาหรือไม่ เพราะการเลือกนายกฯ ในระบบรัฐสภา เป็นการเลือกโดยทางอ้อม เพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพจากการเป็นเสียงข้างมาก ณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ภายหลังที่พรรคประชาชนประกาศข้อตกลง (MOA) ทั้ง 5 ข้อ ซึ่งมีข้อตกลงการคงสภาพการเป็นรัฐบาลเสียงน้อย พรรคเพื่อไทยก็แสดงออกว่า พร้อมยอมรับทุกข้อเสนอถ้าชัยเกษม นิติสิริ ได้เป็นนายกฯ และพร้อมที่จะยุบสภาทันที

ณัฐพงษ์ถามถึง สส. ที่ไม่เห็นด้วยกับการมีรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพราะขัดต่อระบบรัฐสภา ว่าในวันที่พรรคเพื่อไทยได้รับข้อตกลง ณัฐพงษ์ถามต่อว่า สส.ที่ไม่เห็นด้วยกับเสนอนั้นได้ออกมาคัดค้านกับพรรคของเขาหรือไม่ หรือจริงๆ แล้วไม่เคยเชื่อในการคงสภาพการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเลย และถ้าหากพรรคประชาชนสนับสนุนให้ชัยเกษมเป็นนายก พรรคเพื่อไทยก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากอยู่ดี ณัฐพงษ์ทิ้งท้ายว่า การอภิปรายของพรรคเพื่อไทยมีหลักการว่าอะไรกันแน่

ข้อสองคือ ข้อห่วงใยที่ว่า จะเชื่อได้อย่างไรว่าพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ถ่วงดุลอำนาจนายกฯ ได้อย่างตรงไปตรงมา

หลังจากนั้นณัฐพงษ์ถามว่า “ผมขอถามเพื่อนสมาชิกผ่านท่าประธานไปอย่างนี้ครับว่า ไม่คิดหรือครับว่าในช่วงระยะเวลา 4-6 เดือน ต่อจากนี้ สภาชุดนี้จะเป็นอีกหนึ่งชุดที่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ฝ่ายค้านมีความเข้มแข็งมากที่สุด ตราบใดที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยยืนยันจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างตรงไปตรงมา”

“ผมย้ำอีกหนึ่งครั้ง ให้เพื่อนสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคเพื่อไทยที่หลายๆ คนรู้สึก และผมก็รู้สึกว่าเรามีอุดมการณ์ใกล้เคียงกัน ทำฝ่ายค้านให้เข้มแข็งสิครับ เดินหน้าให้เป็นไปตามข้อตกลงที่ประชาชนได้เซ็นสัญญาเอาไว้”

ประการสุดท้าย สมาชิก สส. บางส่วนมองว่า การตัดสินใจของพรรคประชาชนเป็นการสนับสนุนฝ่ายอนุรักษ์นิยม ทำลายระบอบประชาธิปไตย และเป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่

ณัฐพงษ์ตอบว่า ไม่ขอตอบอะไรไปมากกว่านี้ แต่ขอระยะเวลา 4-6 เดือนต่อจากนี้ที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้านร่วมกัน เรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยเดินหน้ากระบวนการประชาธิปไตย เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แก้รัฐธรรมนูญ พรรคประชาชนไม่สามารถเดินหน้าพรรคเดียวได้ ต้องทำร่วมกับพรรคเพื่อไทย

ต่อมาในเวลาราว 15.00 น. เมื่ออภิปรายเสร็จสิ้นจึงมีการนับองค์ประชุมและเริ่มกระบวนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นการเปิดเผย สส.จะต้องลุกขึ้นทีละคน ขานชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ตนเห็นชอบให้เป็นนายกรัฐมนตรี ผลการลงคะแนนปรากฎว่าอนุทิน ชาญวีรกูลได้รับคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งด้วยคะแนนเสียง 311 เสียง โดยมีผลคะแนนดังนี้

  • เห็นชอบอนุทิน ชาญวีรกูล 311 เสียง

  • เห็นชอบ ชัยเกษม นิติศิริ 152 เสียง

  • งดออกเสียง 27 เสียง

องค์ประชุม 490 เสียง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...