โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นักวิเคราะห์จีนตั้งข้อสงสัย สหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งไทย-กัมพูชาหรือไม่?

The Better

อัพเดต 24 ส.ค. 2568 เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2568 เวลา 06.28 น. • THE BETTER

เว็บไซต์ 中华网 ในภาษาจีนเผยแพร่บทความเรื่อง "สหรัฐฯ อยู่เบื้องหลังการยกระดับความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นอิทธิพลแอบแฝงในเกมมหาอำนาจหรือไม่?" โดยตั้งข้อสังเกตว่า ความขัดแย้งครั้งนี้มีตัวแปรสำคัญคือสหรัฐอเมริกาที่พยายามลดอิทธิพลของจีนโดยการสร้างภาวะเลือกข้างภายในอาเซียน

บทความชี้ว่า "บทบาทของสหรัฐอเมริกาในความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาได้รับความสนใจอย่างมาก นโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทยและกัมพูชามีความซับซ้อนและหลากหลาย ครอบคลุมทั้งความร่วมมือทางทหารและความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ"

ทั้งนี้ นอกจาก นโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อไทยและกัมพูชามีความซับซ้อนและหลากหลายเหมือนที่บทความได้กล่าวถึงแล้ว ท่าทีของทั้งสองประเทศต่อสหรัฐฯ ก็ยังมีความหลากหลายแต่ก็คล้ายคลึงกัน โดยที่ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ ในเอเชียมายาวนาน แต่ก็มีความสัมพันะที่แนบแน่นกับจีน แม้ในระยะหลังไทยจะเอนเอียงไปทางจีนในทางเศรษฐกิจ แต่ในแง่ของความมั่นคงแล้วไทยก็ยังเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ

ในขณะที่ กัมพูชานั้นใกล้ชิดกับจีนอย่างมาก บทความชี้ว่า "ในกัมพูชา ฮุน มาเนต บุตรชายของฮุน เซน เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี 2566 ด้วยความปรารถนาที่จะลบล้างภาพลักษณ์ของ "การเมืองแบบผู้นำแกร่ง" เขาจึงผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจและความพยายามปราบปรามการทุจริต แต่ก็ประสบความสำเร็จอย่างจำกัด เศรษฐกิจของกัมพูชาพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเงินทุนจากจีนคิดเป็น 45% ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด และครอบงำโครงสร้างพื้นฐาน การผลิต และการท่องเที่ยว"

อย่างไรก็ตาม แม้กัมพูชาแม้จะใกล้ชิดกับจีนในแทบทุกด้าน แต่ก็ยังเปิดพื้นที่ให้กับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ แม้จะตัดขาดกันไปตั้งแต่ปี 2017 แต่เริมต้นในต้นปีนี้ กัมพูชาเริ่มหันกลับมาสานไมตรีด้านการทหารกับสหรัฐฯ อีกครั้ง

"สหรัฐอเมริกาได้เสริมสร้างขีดความสามารถทางทหารของทั้งสองประเทศผ่านการขายอาวุธ และโหมกระพือกระแสความคิดเห็นสาธารณะระหว่างประเทศผ่านองค์กรพัฒนาเอกชน (NGO)" บทความกล่าว

แต่ที่สำคับญก็คือ บทความยังชี้ด้วยว่า สหรัฐอเมริกายังพยายามลดอิทธิพลของจีนโดยการเลือกข้างภายในอาเซียน อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาไม่ต้องการให้ความขัดแย้งลุกลามบานปลายเกินขอบเขต เนื่องจากสภาพแวดล้อมในภูมิภาคที่มั่นคงเอื้อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ผู้เขียนได้ส่งท้ายบทความว่า "พลังภายนอก (สหรัฐฯ) ควรเข้าใจด้วยว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องการพื้นที่เพื่อการพัฒนาอย่างสันติ ไม่ใช่มาเป็นเบี้ยในเกมของมหาอำนาจ" และย้ำว่า "สิ่งที่ประเทศไทยและกัมพูชาต้องการคือการเจรจาและความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า"

ในส่วนของกัมพูชานั้น "ฝ่ายค้านซึ่งถูกกระตุ้นด้วยกระแสวิพากษ์วิจารณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้คะแนนนิยมของฮุน มาเนตลดลงอย่างมาก อันเนื่องมาจากช่องว่างทางรายได้ที่รุนแรงและการทุจริตคอร์รัปชัน" และทำให้ "ความขัดแย้งชายแดนกลายเป็นข้ออ้างในการเบี่ยงเบนความตึงเครียดภายใน รัฐบาลไทยและกัมพูชากำลังใช้คำพูดที่ว่า "ปกป้องชาติ" เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชน กลยุทธ์นี้ถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดประวัติศาสตร์"

"อย่างไรก็ตาม "กลยุทธ์เบี่ยงเบนความสนใจ" นี้เป็นเพียงวิธีแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านชายแดนเป็นอันดับแรก บั่นทอนความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ และท้ายที่สุดจะบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างประเทศ" บทความระบุ

โดยทีมข่าวจต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพนี้ถ่ายและเผยแพร่เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2568 โดยสำนักข่าว Agence Kampuchea Presse (AKP) แสดงให้เห็นนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต (ขวา) ของกัมพูชา กำลังจับมือกับนายพลโรนัลด์ พี. คลาร์ก (ซ้าย) ผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ แปซิฟิก ระหว่างการประชุมที่ทำเนียบสันติภาพในกรุงพนมเปญ (ภาพโดย POOL / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...