โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผ่ากลยุทธ์ Butterbear – CRY BABY – น้องมะม่วง สยบวงการของเล่นจีนแสนล้านหยวน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 24 ส.ค. 2568 เวลา 11.58 น. • เผยแพร่ 24 ส.ค. 2568 เวลา 04.51 น.

ตลาดของเล่นจีนสุดอู้ฟู่มูลค่าทะลุ 165,300 ล้านหยวน ตุ๊กตา IP มาแรงสุดคาดรายได้แตะ“แสนล้านหยวน” ในปี 2570 IP ไทยไม่แพ้ใคร “ Butterbear-CRY BABY-น้องมะม่วง” บุกแผ่นดินใหญ่ครองใจ “Kidult” จีนด้วย “อารมณ์” และ “เรื่องราว”

รายงานจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสินค้าลิขสิทธิ์ (Intellectual Property: IP) ในประเทศจีนเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องและหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ ตุ๊กตา IP (IP Dolls)

ซึ่งต่อยอดจาก character storytelling เป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางจิตใจสำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่น Gen Z และ Millennials ที่ให้ความสำคัญกับการบริโภคเชิงอัตลักษณ์และอารมณ์มากกว่าคุณค่าการใช้งานแบบเดิม

ตลาดของเล่นจีนอู้ฟู่มูลค่าทะลุ 165,300 ล้านหยวนแถมยังไม่ถึง “จุดอิ่มตัว”

ข้อมูลจาก IMARC Group ระบุว่า ตลาดของเล่นในจีนมีมูลค่าสูงถึง 22.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (165,300 ล้านหยวน) ในปี 2567 และมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 8.6% ระหว่างปี 2568–2596 ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันถึงศักยภาพมหาศาลทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมนี้

ภายในตลาดของเล่นโดยรวม กลุ่มสินค้า "ของสะสม" หรือ “designer toys / collectible toys” ที่ในภาษาจีนเรียกว่า “潮玩” (chao wan) เติบโตอย่างรวดเร็วถึง 31% ต่อปี จากขนาดตลาด 21.1 พันล้านหยวน ในปี 2562 เป็นกว่า 62.6 พันล้านหยวน ภายในปี 2566 แรงหนุนสำคัญมาจาก “เศรษฐกิจเชิงอารมณ์” (Emotional Economy) ซึ่งผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่สะท้อนความชอบและตัวตนของตัวเองมากกว่าประโยชน์ใช้สอยเพียงอย่างเดียว

ในมิติเชิงวัฒนธรรม สินค้าที่มีพื้นฐานจาก IP ในจีนได้สร้างรายได้รวม 71.5 พันล้านหยวน ในปี 2565 และคาดว่าจะทะลุ 100 พันล้านหยวน ภายในปี 2570 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยเกิน 20% ต่อปี ปรากฏการณ์นี้ได้รับแรงหนุนจากกระแส “Guochao” หรือความนิยมในแบรนด์และสินค้าที่ผสมผสานความเป็นจีนร่วมสมัย ซึ่งดึงดูดผู้บริโภคด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัยแต่ยังคงรากเหง้าทางวัฒนธรรมไว้

ตลาด “Kidult” โตระเบิด

ตลาดตุ๊กตา IP ในจีนไม่ได้จำกัดอยู่แค่เด็ก แต่กำลังขับเคลื่อนด้วย วัฒนธรรม Kidult หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังคงชื่นชอบของเล่น โดยข้อมูลในปี 2567 เผยว่า ตลาด IP Dolls ในจีนมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัท Pop Mart ซึ่งเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมรายงานว่า มีรายได้รวมกว่า 13.04 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้ากว่า 106.9% และมีกำไรสุทธิถึง 3.4 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นกว่า 185.9% เมื่อเทียบปีต่อปี ขณะเดียวกัน รายได้จากต่างประเทศเติบโตขึ้นถึง 375.2% โดยมีการขยายสาขาและช่องทางจัดจำหน่ายไปยังญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยุโรป และอเมริกาเหนือ

กลุ่มเป้าหมายหลักของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้คือประชากรวัย 18–35 ปี ซึ่งมักอาศัยอยู่ในเมืองระดับ Tier-1 และ Tier-2 โดยมีลักษณะเด่นคือความพร้อมในการใช้จ่ายเพื่อความพึงพอใจทางจิตใจ ความรู้สึกหวนคิดถึงวัยเด็ก (nostalgia) และความต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม ตัวละครยอดนิยม เช่น Molly, Skullpanda และ Labubu ไม่ได้เป็นเพียงของสะสม แต่กลายเป็นสื่อกลางแสดงตัวตน ความชอบ และวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการวัฒนธรรมการบริโภคแบบ “Kidult” ที่ผสมผสานความเป็นเด็กและผู้ใหญ่ไว้ด้วยกัน

“กล่องสุ่ม” พลิกโฉมวงการของเล่นสู่ Soft Power ระดับโลก

อีกหนึ่งปัจจัยที่ผลักดันการเติบโตของตลาดคือรูปแบบการจำหน่ายแบบ “Blind Box” หรือกล่องสุ่ม ซึ่งนำเสนอประสบการณ์การซื้อที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า ซึ่งสร้างแรงจูงใจในการซื้อซ้ำเพิ่มระดับความคาดหวังและความผูกพันทางอารมณ์กับสินค้า และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมสะสม แลกเปลี่ยน และมีส่วนร่วมในชุมชนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ

งานวิจัยโดย Fu และ Zhao (2565) ที่เผยแพร่ในวารสาร Social Inquiry พบว่า สัดส่วนผู้บริโภคในตลาด Blind Box ของจีนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนวัยทำงานตอนต้น โดย 28.6% เป็นกลุ่ม Gen Z และอีก 49.7% เป็นกลุ่ม Millennials ซึ่งรวมกันคิดเป็นเกือบ 80% ของผู้บริโภคทั้งหมด และ60% ของฐานลูกค้า Blind Box เป็นลูกค้าผู้หญิงทั้งคนทำงานและนักศึกษาในเมืองใหญ่

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนได้เล็งเห็นศักยภาพของอุตสาหกรรม IP Dolls ว่าเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญของ Creative Economy และ Soft Power จีน โดยส่งเสริมให้เกิดการบูรณาการระหว่างศิลปวัฒนธรรมดั้งเดิมกับการออกแบบร่วมสมัย เช่น การนำภาพลักษณ์ของเทพเจ้าและสัญลักษณ์จีนโบราณมาประยุกต์ใช้กับตัวละครรุ่นใหม่ นอกจากจะสร้างรายได้และการจ้างงานแล้วยังเป็นเครื่องมือสื่อสารวัฒนธรรมจีนกับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ตลาดจีนยังเปิดรับ IP จากต่างประเทศ จากรายงานของ CIC และ iResearch ในปี 2567 พบว่า IP จากต่างประเทศครองส่วนแบ่งตลาดรวมในกลุ่มของเล่นสะสมมากกว่าครึ่ง โดย Disney และ Marvel เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลสูงสุดในกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชน ในขณะที่ IP จากญี่ปุ่น เช่น Pokémon, Doraemon และ Demon Slayer ก็ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่ากัน

แบรนด์ IP ต่างประเทศประสบความสำเร็จในการใช้กลยุทธ์ร่วมมือกับแบรนด์ท้องถิ่นและการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น Pop Mart × Disney หรือ MINISO × Pokémon ซึ่งสามารถสร้างกระแสในกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ยังมีการเปิดร้านค้าธีมเฉพาะ เช่น Disneyland ในเซี่ยงไฮ้ และร้าน Sanrio ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีนได้อย่างต่อเนื่อง

ถอดรหัสความสำเร็จ IP ไทย: โอกาสทองจาก "อารมณ์" และ "เรื่องราว"

แม้แบรนด์ IP ระดับโลกจะยังคงครองตลาด แต่รายงานของ DITP ยืนยันว่า IP ไทยมีโอกาสสูงที่จะประสบความสำเร็จด้วยจุดแข็งในการสร้างความผูกพันทางอารมณ์และเรื่องราวที่เป็นเอกลักษณ์ ดังตัวอย่างความสำเร็จจาก 3 แบรนด์ดัง:

Butterbear: กลยุทธ์ Mascot Branding และการตลาดเชิงรุก

แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของแบรนด์ SME ไทยที่ใช้กลยุทธ์ "Mascot Branding" ได้อย่างชาญฉลาด การสร้างตัวตนของ “น้องหมีเนย” ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ทางการตลาด แต่เป็นการสร้างคาแร็กเตอร์ที่มีบุคลิกภาพ เรื่องราว และอารมณ์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายหลักคือคนรุ่นใหม่วัยทำงานที่เผชิญกับความเครียดในชีวิตประจำวัน

แมสคอตน้องหมีเนยกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับความนิยมในโลกออนไลน์จากไวรัลคลิปเต้นที่ถูกแชร์ในโซเชียลมีเดียของจีนในช่วงต้นปี 2567 แบรนด์ยังใช้กลยุทธ์การตอบสนองอย่างรวดเร็วด้วยการต่อยอดคอนเทนต์และผลิตสินค้าใหม่ รวมถึงการร่วมมือกับแบรนด์ต่างประเทศ เช่น Luckin Coffee ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์ขนาดเล็กก็สามารถสร้าง "Brand Community" และ "Emotional Storytelling" ได้โดยไม่ต้องใช้ทุนสูง

กลยุทธ์ของ Butterbear จึงสะท้อนแนวโน้มการตลาดยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความรู้สึกมากกว่าการขายตรง โดยใช้ตัวแทนแบรนด์ที่มีเรื่องราวถ่ายทอดคุณค่าทางจิตใจ ร่วมกับการตอบสนองต่อสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ SME สร้างแบรนด์ที่แข็งแรงและขยายตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

CRY BABY: พลังงานศิลปะที่สื่อถึงอารมณ์มนุษย์

ความสำเร็จของ CRY BABY ในจีนเกิดขึ้นจากหลายมิติ โดยปัจจัยสำคัญคือวัฒนธรรมการสะสมอาร์ตทอยในจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผู้บริโภคจีนเข้าใจคุณค่าของงานศิลปะและพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อครอบครองผลงานที่สะท้อนตัวตนและอารมณ์ของผู้สร้างที่ตนเองชื่นชอบ

CRY BABY เป็นผลงานของศิลปินไทย คุณมอลลี่ ที่เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจส่วนตัวในวัยเด็ก แต่กลับได้รับความสนใจจากนักสะสมในจีนอย่างไม่คาดคิดผ่านการบอกต่อ แนวทางการสร้างสรรค์ที่เน้นการถ่ายทอดอารมณ์ที่ซับซ้อนของมนุษย์ เช่น อารมณ์อ่อนไหวและความเปราะบางที่ถูกมองข้าม ทำให้ตัวละครเป็นมากกว่าของสะสม แต่เป็นงานศิลปะเชิงนามธรรมที่ผู้คนสามารถเชื่อมโยงทางอารมณ์ได้อย่างลึกซึ้ง

การร่วมงานกับ Pop Mart แพลตฟอร์มจำหน่ายอาร์ตทอยระดับโลกจากจีนที่ใช้ระบบ "กล่องสุ่ม" เป็นกลยุทธ์หลัก ได้ช่วยให้ CRY BABY เข้าถึงตลาดจีนอย่างเป็นระบบ ตลอดจนการผลิตและทำการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ยอดขายและการยอมรับในวงกว้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

น้องมะม่วง: ความเรียบง่ายที่สื่อสารข้ามวัฒนธรรม

ความสำเร็จของ “น้องมะม่วง” ในเวทีนานาชาติ โดยเฉพาะการเริ่มเข้าสู่ตลาดจีนในช่วงหลัง สามารถวิเคราะห์ได้จากศักยภาพด้านศิลปะและกลยุทธ์เชิง soft power ที่สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดศิลปะร่วมสมัยของจีน “น้องมะม่วง” จากปลายปากกาของศิลปินไทย คุณวิศุทธิ์ พรนิมิตร โดดเด่นด้วยลายเส้นเรียบง่าย สีสันอ่อนโยน และการถ่ายทอดอารมณ์ที่ซื่อตรงและจริงใจ ตัวละครสื่อสารผ่านความเงียบหรือคำพูดเพียงเล็กน้อย แต่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกอย่างลึกซึ้ง เช่น ความเหงา ความอบอุ่น และความหวัง ซึ่งล้วนเป็นอารมณ์ที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ร่วมของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

ความนิยมที่สูงในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ได้กลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการขยายเข้าสู่ตลาดจีน เมื่อศิลปินได้จัดแสดงนิทรรศการเดี่ยวชื่อ “The Call I Missed” ณ เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเน้นการตั้งคำถามกับความสัมพันธ์ในยุคดิจิทัล ก็ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกอย่างมากจากผู้ชมชาวจีน

ความสำเร็จของน้องมะม่วงไม่ได้เกิดจากกลยุทธ์ธุรกิจที่ซับซ้อน แต่เกิดจากพลังของผลงานศิลปะที่มีความจริงใจและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งผนวกกับกระแสความสนใจในศิลปะเอเชียร่วมสมัยของจีนที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นและวัยทำงาน

แม้ในปัจจุบัน “น้องมะม่วง” จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเข้าสู่ตลาดจีน แต่การเปิดตัวผ่านเวทีศิลปะอย่างนิทรรศการ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยวางรากฐานในการสร้างแบรนด์และความผูกพันกับผู้บริโภคจีนในระยะยาว

อ่านข่าว แวดวงธุรกิจ ที่น่าสนใจ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...