ประกันสุขภาพ เกราะการเงิน รับมือค่ารักษาพุ่ง-สังคมสูงวัย
คอลัมน์ Insurance : วารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2568 (ฉบับที่ 522)
ธุรกิจประกัน แนะการมี ประกันสุขภาพ คือ เกราะป้องกันการเงิน ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ และสร้างความมั่นคงในระยะยาว รับมือค่ารักษาพุ่งแรงและสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
จากแนวโน้มประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุสมบูรณ์ โดยในปี 2568 คาดว่าจะมีผู้สูงอายุคิดเป็น 21.31% ของประชากรทั้งหมด และเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2573 และสูงถึง 30% ในปี 2583 โดยเฉพาะผู้หญิงที่จะมีสัดส่วนมากกว่าผู้ชาย ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายในการดูแลสุขภาพของประชากรกลุ่มนี้ในอนาคต
การเข้าสู่สังคมสูงอายุจะนำมาซึ่งค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้น ทั้งจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง การเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และความจำเป็นในการลงทุนด้านสุขภาพอย่างยั่งยืนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร
ทิศทางธุรกิจประกันสุขภาพ
นายปิยะพัฒน์ วนอุกฤษฏ์ ประธานคณะกรรมการประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยถึงภาพรวมเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมประกันภัยสุขภาพในปี 2568 คาดว่า GDP ไตรมาส 2 จะเติบโต 2.8% ขณะที่ธุรกิจประกันภัยสุขภาพยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องที่ระดับ 8-9% โดยมีปัจจัยสำคัญจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่คาดว่าจะเพิ่มสูงถึง 14.3% ส่งผลให้ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลปรับตัวสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าบริการผู้ป่วยนอกเฉลี่ย 878 บาทต่อครั้ง หรือกว่า 3,305 บาทต่อรายต่อปี รวมถึงค่าบริการผู้ป่วยในเฉลี่ยกว่า 20,445 บาทต่อราย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยสุขภาพที่เหมาะสม ทั้งด้านความคุ้มครองและความยั่งยืน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน และรองรับความเสี่ยงทางสุขภาพในอนาคต
เห็นได้จาก อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ได้รับแรงผลักดันจากหลายปัจจัย ทั้งในระดับโลกและภูมิภาค อาทิ การลงทุนในเทคโนโลยีการแพทย์และยารุ่นใหม่ เช่น การรักษามะเร็งแบบ Targeted Therapy ยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 การผ่าตัดแบบ Minimally Invasive และการประยุกต์ใช้ AI ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของการใช้บริการหลังสถานการณ์โควิด ทั้งการดูแลสุขภาพจิต และ Telehealth รวมถึงพฤติกรรมการตรวจและรักษาเกินความจำเป็น การขาดการป้องกันโรคที่เหมาะสม และต้นทุนยาโดยเฉพาะ Specialty Drugs ที่ยังเผชิญความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน
สำหรับประเทศไทยยังมีปัจจัยเฉพาะที่กดดันเพิ่มเติม ได้แก่ ค่าแรงบุคลากรทางการแพทย์ที่สูงและการขาดแคลนบุคลากร การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) ที่ดึงทรัพยากรเพิ่มขึ้น ระบบสาธารณสุขที่มีงบประมาณจำกัดทำให้ประชาชนหันมาใช้ประกันสุขภาพเอกชน สังคมผู้สูงอายุและการเติบโตของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) การลงทุนของโรงพยาบาลเอกชนเพื่อแข่งขันเป็น Medical Hub รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านการนำเข้ายาและอุปกรณ์ที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาท
และเมื่อเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างกับต่างประเทศ จากข้อมูล Medical Inflation เฉลี่ยของ WTW, AON และ Marsh พบว่า ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของประเทศไทยสูงกว่าเฉลี่ยทั้งในระดับ APAC และ Global อย่างชัดเจน
นายปิยะพัฒน์กล่าวว่า แผนพัฒนาการประกันภัยสุขภาพระยะสั้น 1-3 ปี มุ่งเน้นการออกผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับต้นทุนความเสี่ยงของธุรกิจ ปรับปรุงอัตราเบี้ยและรูปแบบกรมธรรม์ให้เหมาะสม พร้อมสร้างความตระหนักรู้ด้านการประกันภัยสุขภาพแก่ประชาชน ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานราคา (Pricing Structure) ของค่ายา เวชภัณฑ์ และค่ารักษาพยาบาล ผ่านการจัดกลุ่มโรงพยาบาลเครือข่ายตามต้นทุนและคุณภาพบริการ จัดทำกรอบแนวทางประเมินสถานพยาบาล และผลักดันความร่วมมือกับกรมการค้าภายในเพื่อกำกับดูแลราคา
นอกจากนี้ ยังพัฒนาระบบข้อมูลและการจัดการสินไหมมาตรฐาน อาทิ Insurance Connext เพื่อลดปัญหาการใช้ใบเสร็จซ้ำซ้อน การดำเนินการตามกฎหมาย Itemize Billing การส่งเสริม Open Insurance และการเยี่ยมประเมินโรงพยาบาลเครือข่ายโดยคณะแพทย์ที่ปรึกษา อีกทั้งยังมีการติดตามข้อเสนอการปรับปรุงสิทธิประโยชน์การลดหย่อนภาษีจากเบี้ยประกันสุขภาพ สนับสนุนความพร้อมของโรงพยาบาลรัฐในการให้บริการลูกค้าประกันสุขภาพด้วยช่องทางพิเศษ
พร้อมขับเคลื่อนการใช้เทคโนโลยีและ AI ในการเสนอขาย การรับประกัน การจ่ายสินไหม และการตรวจจับการฉ้อฉล ตลอดจนการพัฒนา Dashboard กลางของอุตสาหกรรมเพื่อรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยกระดับการบริหารจัดการความเสี่ยง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัยสุขภาพ ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต
โดยแผนพัฒนาการประกันภัยสุขภาพระยะยาว 5-10 ปี มุ่งเน้นการบูรณาการระบบประกันภัยสุขภาพภาคสมัครใจเข้ากับสวัสดิการภาครัฐ อาทิ กรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพแบบ Top up สิทธิประกันสังคม และสิทธิภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) เพื่อเพิ่มทางเลือกและความคุ้มครองให้แก่ประชาชน โดยมีการเข้าร่วมเป็นคณะทำงานเพื่อพัฒนาระบบประกันภัยสุขภาพของประเทศ และการเข้าร่วมคณะทำงานย่อยเพื่อปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัย
ขณะเดียวกัน ยังร่วมมือกับทั้งภาครัฐและเอกชนในการพัฒนากรมธรรม์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของกลุ่มผู้เอาประกันภัย ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดสิทธิพื้นฐานของข้าราชการ ประกันสังคม หรือ สปสช. เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านสุขภาพและยกระดับการเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
“ความท้าทายด้านสุขภาพในอนาคตไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นโจทย์ร่วมของทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ที่ต้องจับมือกันพัฒนาระบบประกันสุขภาพให้ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มครองและความมั่นคงของสังคมไทย”
ประกันสุขภาพลดภาระค่ารักษา
นายจัน เฮา ชอง ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Risk Officer บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประกันสุขภาพ คือการโอนความเสี่ยงจากเราไปยังบริษัทประกัน เพราะค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนไม่ใช่แค่ค่าห้อง แต่ยังมีค่าหมอ ค่ายา และหัตถการ ที่อาจพุ่งสูงทันทีหากต้องผ่าตัดหรือแอดมิต การมีประกันจึงช่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายตามวงเงิน ทำให้ไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ในวันที่ไม่คาดคิด อีกทั้งหลายบริษัทประกันยังมีสัญญากับโรงพยาบาล ทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ มีขั้นตอนอนุมัติล่วงหน้าสำหรับการรักษาราคาแพง และมีระบบเคลมแบบไม่ต้องสำรองจ่าย เพียงแสดงบัตรก็เข้ารับการรักษาได้ทันที ลดทั้งความเครียดและภาระทางการเงิน
นอกจากนี้ เบี้ยประกันสุขภาพยังใช้ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 25,000 บาทต่อปี และเมื่อรวมกับเบี้ยประกันชีวิตไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี ทำให้ต้นทุนจริงถูกลง และที่สำคัญ ประกันสุขภาพช่วยป้องกัน “ค่าใช้จ่ายวิกฤติ” ที่อาจกระทบการเงินครอบครัว แม้ประเทศไทยจะมีบัตรทองหรือประกันสังคม แต่หากเลือกใช้โรงพยาบาลเอกชน หรือการรักษานอกสิทธิ ค่าใช้จ่ายก็ยังสูง การมีประกันเสริมจึงช่วยปิดช่องว่างเหล่านี้
หลายแผนยังมีบริการเสริม เช่น ตรวจสุขภาพ วัคซีน หรือดูแลโรคเรื้อรัง ช่วยให้พบโรคเร็วและลดความเสี่ยงค่ารักษาใหญ่ในอนาคต และเหนือสิ่งอื่นใด เบี้ยประกันเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ที่วางแผนได้ ต่างจากค่ารักษาจริงที่ไม่แน่นอนและอาจพุ่งเป็นหลักแสนหรือหลักล้าน ยิ่งเลือกแผนที่เหมาะกับโรงพยาบาลที่ใช้บ่อย ก็ยิ่งทำให้การเงินครอบครัวมั่นคงและคุมงบประมาณได้อย่างแท้จริง
นายจัน เฮา ชอง อธิบายว่า หากไม่มีประกันสุขภาพ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบเอง ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชน สำหรับโรงพยาบาลรัฐ แม้จะมีสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมช่วย แต่ถ้าเลือกใช้สิทธินอกเงื่อนไข เช่น การนอนห้องพิเศษหรือการตรวจที่เกินสิทธิ มักมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 3,000-10,000 บาทขึ้นไป สำหรับโรงพยาบาลเอกชน การเข้ารักษาเบื้องต้น เช่น ค่าห้องฉุกเฉิน ค่ายา และค่าห้องพัก 1 คืน อาจเริ่มต้นที่ 15,000-30,000 บาท และถ้ามีการผ่าตัดหรือรักษาต่อเนื่อง ค่าใช้จ่ายอาจพุ่งขึ้นหลักแสนบาทได้ง่าย
“การทำประกันสุขภาพเป็นอีกเครื่องมือที่จะช่วยคุ้มครองทางการเงิน โดยประกันสุขภาพเป็นเกราะป้องกันทางการเงินที่สำคัญ ช่วยให้ไม่ต้องนำเงินออมทั้งชีวิตหรือสร้างหนี้สินเพื่อจ่ายค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของโรคร้ายแรงที่ค่าใช้จ่ายสูงมาก”
อีกทั้งยังเพิ่มทางเลือกในการรักษา เพราะการมีประกันสุขภาพช่วยให้มีทางเลือกในการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลและกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้หลากหลายขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นหลัก อีกทั้งยังเพิ่มความสบายใจ เพราะการมีประกันสุขภาพช่วยลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ทำให้ครอบครัวสามารถมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูสุขภาพได้อย่างเต็มที่
ดังนั้น ในการเลือกประกันสุขภาพควรพิจารณาจากความต้องการ ความเสี่ยง และความสามารถในการจ่ายเบี้ยประกันของแต่ละบุคคล โดยมีข้อแนะนำเบื้องต้น ดังนี้
วางแผนรับมือความไม่แน่นอน
นายภาคิน ติยะแสงทอง ผู้อำนวยการอาวุโส สายคณิตศาสตร์ บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การทำประกันสุขภาพเปรียบเสมือนการวางแผนล่วงหน้าเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนเมื่อเกิดการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอาจสูงกว่าที่หลายคนคาดคิดการทำประกันสุขภาพที่เหมาะสม จะช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตนเอง บริษัทประกันฯ จะเข้ามาช่วยดูแลในส่วนที่ครอบคลุมตามกรมธรรม์ ไม่ว่าจะเป็นค่าห้อง ค่าแพทย์ ค่าผ่าตัด หรือค่ายา จึงทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้โดยไม่ต้องกังวลว่าค่าใช้จ่ายจะกระทบกับการเงินของครอบครัว อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหารงบประมาณในชีวิตได้ดียิ่งขึ้น เพราะค่าเบี้ยประกันที่จ่ายเป็นรายเดือน หรือรายปีนั้น มักจะต่ำกว่าภาระก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายหากเกิดเหตุไม่คาดคิด
นายภาคินกล่าวว่า หากไม่ได้ทำประกันสุขภาพ เมื่อต้องเข้ารับการรักษา ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่ผู้ป่วยต้องจ่ายเองจะแตกต่างกันตามประเภทของโรงพยาบาล สำหรับโรงพยาบาลรัฐ ค่าใช้จ่ายทั่วไปอาจเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันบาทต่อการเข้ารักษาหนึ่งครั้ง แต่หากมีการนอนโรงพยาบาลก็อาจอยู่ที่ประมาณวันละ 2,000-5,000 บาท เป็นต้น
ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชน ค่าใช้จ่ายค่อนข้างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับโรงพยาบาล โดยทั่วไปมักจะสูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะค่าห้อง และค่าบริการทางการแพทย์ อัตราเริ่มต้น อาจอยู่ที่ประมาณวันละ 8,000-15,000 บาท ขึ้นไป และหากต้องมีการผ่าตัด หรือการรักษาที่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงถึงหลักแสน หรือหลักล้านบาทได้
ทั้งนี้ การไปโรงพยาบาลของรัฐ หรือโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง หากต้องการลดภาระค่าใช้จ่าย อาจใช้สิทธิ์หลักประกันสุขภาพที่มี เช่น บัตรทอง หรือประกันสังคม อย่างไรก็ตาม อาจมีข้อจำกัด เช่น ต้องรอคิวนาน หรือไม่สามารถเลือกโรงพยาบาลที่ต้องการได้ เป็นต้น ทำให้ไม่ได้รับความสะดวกเท่าโรงพยาบาลเอกชน การมีประกันสุขภาพจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ ไม่ให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดกลายเป็นภาระหนักของครอบครัวได้ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงการรักษาที่สะดวกและมีคุณภาพยิ่งขึ้น
ตัวอย่างการศึกษาจาก ทีดีอาร์ไอ เปรียบเทียบค่ารักษาโรงพยาบาลรัฐ-เอกชน
นายภาคิน กล่าวว่า จากนวัตกรรมในการรักษาพยาบาลที่ทันสมัยขึ้น ส่งผลให้การรักษาด้วยอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย หรือ Simple Disease สามารถพบได้บ่อย เช่น การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ไข้หวัดใหญ่ ท้องเสีย เวียนศีรษะ ไข้ไม่ระบุสาเหตุ เป็นต้น โรคเหล่านี้ เป็นโรคทั่วๆ ไป ที่มีลักษณะอาการที่ไม่รุนแรงหรือส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน และสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาสามัญประจำบ้าน วิธีการธรรมชาติ และบางกรณีร่างกายสามารถฟื้นตัวได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาการรักษา หากเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แบบผู้ป่วยนอก ค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 2,000-3,000 บาท ส่วนการนอนโรงพยาบาล จะอยู่ที่ประมาณ 30,000-50,000 บาท ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการรักษาขึ้นอยู่กับอาการ และสุขภาพของผู้ป่วยด้วย
สำหรับในปี 2568 หากเข้ารักษาโรคร้ายแรงในโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายในการรักษาจะขึ้นกับอาการและความรุนแรงในแต่ละกรณี รวมถึงขึ้นอยู่กับโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษา โดยค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคร้ายแรงที่พบได้บ่อย เช่น
ทั้งนี้ โรคร้ายแรง อาจไม่ได้รักษาแล้วหายขาด หรือหายได้ในครั้งเดียว แต่ต้องมีการรักษาต่อเนื่อง หลายครั้ง หรือต้องมีการฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือการดูแลระยะยาว ซึ่งจะทำให้เกิดค่าใช้จ่ายแฝงเพิ่มขึ้นด้วย
นายภาคินกล่าวว่า ปัจจุบัน การมีประกันสุขภาพ “ดีกว่า” การไม่มี เพราะจะช่วยคุ้มครองความเสี่ยงจากการรักษาพยาบาลที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เนื่องจากปัญหาสุขภาพอาจเกิดขึ้นโดยกะทันหัน และมีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เบี้ยประกันภัยที่จ่ายประจำ จึงถือเป็น “ค่าใช้จ่ายเพื่อความอุ่นใจ” ที่ช่วยให้เรามีความมั่นคงทางการเงิน และยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อีกด้วย จึงทำให้ลูกค้าสามารถมุ่งให้ความสำคัญกับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงเกินไป
สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นวางแผนทำประกันสุขภาพ ควรจะเริ่มต้น ดังนี้ 1.การทำประกันสุขภาพต้องเริ่มทำในขณะที่ยังมีสุขภาพที่ดี เพราะหากเกิดปัญหาสุขภาพขึ้นแล้ว เบี้ยประกันจะสูงมาก หรือบริษัทอาจไม่สามารถรับประกันได้ 2.เริ่มทำประกันจากความจำเป็นพื้นฐานก่อน แล้วค่อยเพิ่มตามรายได้ และความต้องการ 3.หากเป็นมือเก๋าหรือเคยทำประกันสุขภาพอยู่แล้ว ควรต้องทบทวนความคุ้มครอง อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เพียงพอกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นในอนาคต หรือเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ อาจจะสามารถดูตามตารางคำแนะนำการประกันสุขภาพของ มือใหม่ และ มือเก๋า ได้ดังนี้
ทั้งนี้ ตารางข้างต้น เป็นเพียงตารางอย่างง่ายเพื่อประกอบการทำความเข้าใจเท่านั้น ประกันสุขภาพมีรายละเอียดค่อนข้างมาก การเลือกทำประกันสุขภาพควรพิจารณาร่วมกับการวางแผนการเงิน และสุขภาพของตนเอง เช่น รายได้ ภาระค่าใช้จ่าย ความมั่นคงของรายได้ รวมถึงสวัสดิการที่มีอยู่ นอกจากนี้ควรพิจารณาการทำประกันต่อเนื่องในระยะยาว เนื่องจากค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การมีวงเงินคุ้มครองที่เพียงพอจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ แต่ในขณะเดียวกัน เบี้ยประกันก็จะปรับสูงขึ้นตามอายุ จึงต้องวางแผนให้เหมาะสมกับกำลังจ่าย
“สิ่งสำคัญคือ การวางแผนความคุ้มครองให้ครอบคลุม และเหมาะสมกับความเสี่ยงของตนเอง เช่น ผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก โรคร้ายแรง ค่าชดเชยรายวัน เป็นต้น หากไม่มั่นใจ สามารถปรึกษาตัวแทนหรือที่ปรึกษาทางการเงินมืออาชีพ เพื่อช่วยออกแบบความคุ้มครองให้เหมาะกับรายได้และความต้องการ เพื่อให้ได้แผนที่เหมาะสมที่สุดกับทั้งสุขภาพและกระเป๋าเงิน”
เช็กให้ชัวร์ก่อนซื้อประกันสุขภาพ
นางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบริหารงานลูกค้าและความยั่งยืน บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สำหรับการวางแผนการเงินเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนของสุขภาพนั้น การทำประกันสุขภาพไม่ใช่แค่การลงทุน แต่คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ช่วยให้คุณเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีที่สุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจบานปลาย พร้อมรับมือเทรนด์ใหม่ในตลาดประกันสุขภาพ ปี 2568
นางสาวพัชรากล่าวว่า เมื่อพูดถึงเรื่องค่ารักษาพยาบาล หลายคนอาจมองว่าการมีประกันสุขภาพเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประกันสุขภาพคือเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เพราะช่วยโอนถ่ายความรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่อาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันในยามเจ็บป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับโรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดที่มีค่าใช้จ่ายสูง การมีกรมธรรม์จะช่วยให้คุณจ่ายค่ารักษาพยาบาลน้อยลงหรือไม่ต้องจ่ายเลย (ตามวงเงินที่เลือกไว้) ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจทำให้การเงินสะดุด
ทั้งนี้ เห็นได้จากแนวโน้มของตลาดประกันสุขภาพเอกชนในปี 2568 ที่จะปรับตัวเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว ด้วยการนำมาตรการ “ส่วนร่วมจ่าย” (Co-payment) ที่ผู้ถือกรมธรรม์จะร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนไปพร้อมกับบริษัทประกัน ซึ่งแม้จะต้องจ่ายเพิ่ม แต่ก็เป็นกลไกที่ช่วยให้เบี้ยประกันอยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลและสามารถรักษาความคุ้มครองที่ดีไว้ได้
โดยคำถามยอดฮิตที่หลายคนสงสัยคือ “ควรมีประกันสุขภาพดีหรือไม่” คำตอบคือ “มีดีกว่าแน่นอน” เพราะการมีประกันสุขภาพช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินได้อย่างชัดเจน เพราะในกรณีที่เจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุฉุกเฉิน คุณสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่อาจต้องสำรองจ่ายเองทั้งหมด ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการเงินที่รุนแรงได้
ติดตามอ่านคอลัมน์อื่น ๆ ได้ในวารสารการเงินธนาคารฉบับเดือนตุลาคม 2568 ฉบับที่ 522 ในรูปแบบดิจิทัล : https://goo.gl/U6OnIi
รวมช่องทางการสั่งซื้อวารสารการเงินธนาคาร ทั้งฉบับปัจจุบันและฉบับย้อนหลัง ครบจบที่นี่ที่เดียว : https://moneyandbanking.co.th/2023/18250/