โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

30 บาทรักษาทุกที่ : พลิกโฉมระบบสุขภาพไทย

The Better

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 02.52 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 02.48 น. • THE BETTER

ในปี พ.ศ. 2545 ประเทศไทยเริ่มใช้นโยบาย “30 บาทรักษาทุกโรค” เป้าหมายคือให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพทุกที่ ด้วยค่าบริการเพียง 30 บาท ต่อครั้ง ซึ่งกลายมาเป็น “สิทธิบัตรทอง” ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน โครงการนี้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 ทศวรรษ จนกระทั่งปี 2567 รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ในยุคที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้เปิดตัวนโยบาย “30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว” ที่มีเป้าหมายปฏิรูปการเข้าถึงบริการทางสุขภาพ ด้วยการให้สิทธิบัตรทองสามารถใช้ได้ทุกหน่วยบริการที่ร่วมระบบ ทั้งภาครัฐและเอกชน ใช้เพียงบัตรประชาชนเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องใช้บัตรทองแบบเดิม

ปัจจุบันโครงการ 30รักษาทุกที่ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 45 จังหวัด (รวมกรุงเทพฯ)และจะเปิดให้บริการครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีระบบเชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพครบถ้วน (100%) ช่วยให้ประชาชนเลือกรับบริการใกล้บ้านได้ง่ายขึ้น มีหน่วยบริการนวัตกรรมกว่า 13,000 แห่ง มีบริการเช่น telemedicine, ตู้ห่วงใย, รถตู้ส่งผู้ป่วย, คลินิกเคลื่อนที่ ฯลฯ ทำให้มียอดผู้ใช้สิทธิโครงการเพิ่มขึ้นราว 800,000 คน และมีจำนวนครั้งในการใช้สิทธิสูงถึง 15 ล้านครั้งในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา และสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประชาชน ช่วยลดปัญหาความยากจน ซึ่งเริ่มต้นไม่ได้มุ่งเรื่องความยากจนโดยตรง

ปัจจุบันนี้ภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ได้ทำให้ประชาชนไม่จำเป็นต้องไปรอรับบริการเป็นเวลานาน หรือต้องลางานเพื่อไปพบแพทย์อีกต่อไป เนื่องจากสามารถจองคิวพบแพทย์ตามเวลาที่สะดวกได้ และมีการเชื่อมโยงข้อมุลสุขภาพทั้งหมด 100% แล้วทำให้ประชาชนสามารถไปรับบริการได้สะดวกรวดเร็วขึ้นเพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว และมี Health ID โดยมีการพัฒนาระบบการพบแพทย์ออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ที่ไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลเหมือนที่ผ่านมา แต่หากเจอนวัตกรรมบริการตู้ห่วงใย ก็สามารถเข้าไปรับบริการพบแพทย์ผ่านระบบออนไลน์โดยใช้การวิดีโอคอลได้เลย ส่วนยาก็มีระบบจัดส่งให้ถึงบ้าน ไม่ว่าจะทางไปรษณีย์ หรือไรเดอร์ส่งยา ซึ่งในส่วนนี้ยังเป็นการสร้างการจ้างงานให้เพิ่มขึ้นให้กับคนในชุมชนด้วย

นอกจากนี้ ยังมีบริการการเจาะเลือดที่บ้านสำหรับผู้ป่วยติดเตียง และบริการให้ยืมเครื่องล้างไตทางช่องท้องอัตโนมัติ (APD) กับผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย รวมถึงการเชิญชวนคลินิกและร้านยาเอกชนให้เข้าร่วมให้บริการในระดับปฐมภูมิ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ควบคู่ไปกับการลดระยะเวลารอคอย และความแออัดในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นการแบ่งเบาภาระให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลด้วย

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนเลือกใช้คลินิกร้านยามากขึ้นกว่าจะต้องไปโรงพยาบาล โดยจากที่มีการเพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ในการรับบริการให้กับประชาชน จากข้อมูลพบว่า ได้ทำให้ประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาทมาก่อน และมาใช้ตอนมีนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ มีเพิ่มขึ้นถึง 8 หมื่นคน

ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ร่วมกับสมาคมวิชาชีพทางการแพทย์ เพิ่มหน่วยบริการนวัตกรรมอีก 7 ประเภท โดยขึ้นทะเบียนในระบบแล้วประมาณ 1.3 หมื่นแห่ง มีประชาชนรับบริการแล้วกว่า 6 ล้าน 5 แสนคน หรือประมาณ 15 ล้านครั้ง นอกจากนี้ ยังมี 14 บริการนวัตกรรมทางเลือกใหม่ เช่น ระบบการแพทย์ทางไกล หาหมอผ่านแอปพลิเคชัน รถทันตกรรมเคลื่อนที่ คลินิกเวชกรรมเชิงรุก ตู้ห่วงใย เจาะเลือดที่บ้าน รถรับส่งผู้ป่วย

สำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเปิดให้ลงทะเบียน/ย้ายสิทธิรองรับผู้ถือบัตรทอง พบว่าประชาชนหลายหมื่นรายย้ายสิทธิไปรับบริการกับ รพ.เอกชนในเครือที่เข้าร่วมสะท้อนถึงความต้องการของประชาชนด้านความรวดเร็ว และผู้ใช้สิทธิมักเลือกร้านยา/คลินิกเอกชน เป็นด่านแรกเมื่อต้องการบริการเล็กน้อยทำให้ลดต้นทุนผู้รับบริการต่อครั้ง จากเฉลี่ยประมาณ 660 บาท เหลือประมาณ 515 บาท

แต่ถึงแม้โครงการจะมีภาพรวมที่ดี แต่ยังมีปัญหา เช่น ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าใช้ได้เฉพาะโรงพยาบาลรัฐ บางส่วนก็เข้าใขว่าต้องลงทะเบียน Health ID หรือเปลี่ยนหน่วยบริการก่อน แต่จริงๆ สามารถใช้ได้ทันทีเพียงยื่นบัตรประชาชน นอกจากนี้ก็ยังมีการเรียกร้องตรวจรักษาที่ไม่ได้จำเป็น เช่น มีไข้เล็กน้อยสามารถซื้อยาทานเองได้ แต่ก็มาขอใช้สิทธิ ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นจริงๆ ได้รับผลกระทบซึ่งเกิดจากการใช้สิทธิโดยไม่เข้าใจวัตถุประสงค์จริงของระบบ

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่รัฐบาลจะต้องปรับปรุง เช่น ระบบส่งต่อในบางกรณียังมีความซับซ้อน เช่น การผ่าตัดใหญ่ มะเร็ง มีการตีความเงื่อนไขต่างกันทำให้เกิดการปฏิเสธผู้ป่วยหรือต้องกลับไปรักษาโรงพยาบาลเดิม รวมทั้งอัตราเหมาจ่ายค่าบริการในบางโรคต่ำกว่าต้นทุนของคลินิกเอกชน ทำให้เอกชนบางรายไม่เข้าร่วมโครงการหรือไม่ก็จำกัดการบริการเพื่อเลี่ยงการขาดทุน และในพื้นที่ชนบทยังมีจุดบริการเอกชนน้อย ผู้ป่วยในบางอำเภอยังต้องเดินทางไกลซึ่งทำให้เสียเวลาและค่าเดินทาง ลดรงจูงใจในการใช้สิทธิ

นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ นับเป็นความสำเร็จเชิงนวัตกรรมทางรัฐที่สามารถยกระดับชีวิตประชาชนให้เข้าถึงบริการพื้นฐานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครอบคลุม พร้อมทั้งเปิดทางเลือกในการรักษาที่นอกเหนือจากโรงพยาบาลแบบเดิม ๆ เป็นการยกระดับสุขภาพของคนไทยจาก สิทธิการเข้าถึงสู่สิทธิที่เลือกได้ของคนไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...