โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

71 ปี บังคับสูญหาย ‘หะยีสุหลง’ ผู้นำคนสำคัญของปาตานี

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 13 ส.ค. 2568 เวลา 05.21 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2568 เวลา 05.21 น.
ภาพไฮไลต์

หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนา หรือ ‘หะยีสุหลง’

ครบ 71 ปี ที่หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนา หรือ ‘หะยีสุหลง’ ถูกบังคับสูญหายโดยรัฐ เช้ามืดของวันที่ 13 สิงหาคม 2497 เขาเดินขึ้นรถยนต์หน้าบ้านพักในจังหวัดปัตตานี เพื่อไปยังกองบัญชาการตำรวจสันติบาลที่จังหวัดสงขลา และไม่เคยกลับมาอีกเลย

หะยีสุหลง มีบทบาทอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจรากเหง้าของสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ เขาได้รับการยกย่องจากชาวมลายูมุสลิมในฐานะผู้นำที่ยืนหยัดปกป้องศาสนาและอัตลักษณ์ของชุมชน ขณะที่รัฐบาลในยุคนั้นกลับมองว่าเป็นผู้มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน

เขาเดินทางไปศึกษาศาสนาอิสลามที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ตั้งแต่อายุ 12 ปี และใช้เวลากว่าหนึ่งทศวรรษฝึกฝนจนเชี่ยวชาญวิชาศาสนาเมื่ออายุราว 27 ปี แม้จะมีโอกาสสอนศาสนาที่เมกกะ แต่เขาเลือกกลับบ้านเกิดเพื่อนำความรู้มาถ่ายทอดแก่ผู้คนในปัตตานี โดยเห็นว่านี่คือสิ่งจำเป็นต่อการยกระดับความรู้และศรัทธาของชุมชน

ด้วยแรงสนับสนุนจากการบริจาคของชาวบ้าน และเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา เขาก่อตั้งโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแห่งแรกในประเทศไทย ที่ปัตตานี และความมุ่งมั่นออกเผยแพร่คำสอนด้วยตนเอง ทำให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับกว้างขวาง ซึ่งทำให้บางฝ่ายไม่พอใจ และรัฐก็เริ่มจับตาเขามากขึ้น

หะยีสุหลง และยุคสมัยของการเคลื่อนไหว

หะยีสุหลง และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี เป็นแกนนำในการเรียกร้องสิทธิด้านอัตลักษณ์ของชาวมุสลิมในปาตานี เกิดขึ้นจากการตอบโต้ต่อกระบวนการก่อตัวของรัฐสมัยใหม่ ซึ่งเป็นความต่อเนื่องมาจากยุครัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 โดยพื้นฐานแล้ว ชาวปาตานีมีระบบวัฒนธรรมและกฎหมายของตนเอง แต่ต้องเผชิญกับความพยายามของรัฐไทยที่จะนำความเป็น ‘ไทย’ มาครอบงำและกำหนดกรอบทางกฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงที่สร้างแรงกระแทกอย่างจัง เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ใช้แนวคิด ‘ชาตินิยม’ มาเป็นแกนกลางในการกำหนดแบบแผนชีวิต ซึ่งจอมพล ป. ประกาศเป็น ‘รัฐนิยม’ เมื่อปี 2482 ไม่ว่าจะเป็นการเรียกชื่อ การแต่งกาย หรือการใช้ภาษา และความขัดแย้งรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และ 6 ว่าด้วยครอบครัวและมรดก ในปี พ.ศ. 2487 โดยบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรไม่ยกเว้น

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

ส่งผลให้กฎหมายอิสลามไม่สามารถใช้บังคับได้อีกต่อไป และมีการยกเลิกตำแหน่ง ‘ดะโต๊ะยุติธรรม’ ซึ่งทำหน้าที่ตัดสินคดีเกี่ยวกับครอบครัวและมรดกของชาวมุสลิมไปด้วย

ก่อนหน้านั้น แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการผนวกดินแดนและรวมศูนย์อำนาจ รัฐไทยยังคงยกเว้นเรื่องกฎหมายครอบครัวและทรัพย์สิน ให้ดำเนินไปตามหลักชารีอะห์ของอิสลาม แต่ในยุคของจอมพล ป. ทุกเรื่องต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายของรัฐไทยเพียงเท่านั้น

หลังจากจอมพล ป. หมดอำนาจ (สมัยแรกตั้งแต่ปี 2481) ในปี 2487 พลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์) ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้เปิดการเจรจากับกลุ่มของหะยีสุหลง (คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี) ซึ่งในวันที่ 3 เมษายน 2490 ได้ยื่นข้อเรียกร้องจำนวน 7 ข้อเพื่อแก้ไขปัญหาของชาวมุสลิมในปาตานี

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ ‘ปาตานี’ และรำลึก 18 ปี เหตุการณ์ตากใบ

ข้อเรียกร้อง 7 ข้อ ในนามคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี ประกอบด้วย

1. ให้มีการแต่งตั้งบุคคลผู้หนึ่งซึ่งมีอำนาจเต็มในการปกครอง 4 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล โดยเฉพาะอำนาจในการปลด ยับยั้ง หรือแทนที่ราชการ รัฐบาลทั้งหมดได้ บุคคลผู้นี้ควรเป็นผู้ที่เกิดในท้องถิ่นในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งใน 4 จังหวัด และได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชนเอง และมีการรับรองจากรัฐบาล

2. ให้ 80 เปอร์เซ็นต์ ของข้าราชการใน 4 จังหวัด เป็นผู้นับถือศาสนามุสลิม

3. ให้ภาษามลายู และภาษาไทย เป็นภาษาราชการใน 4 จังหวัด

4. ให้ภาษามลายูเป็นภาษาสำหรับใช้ในการเรียน และสอน ในโรงเรียนประถมใน 4 จังหวัด

5. ให้ใช้กฎหมายมุสลิมในศาลมุสลิมที่แยกต่างหากจากศาลแพ่ง ซึ่งกอฎี (ดะโต๊ะยุติธรรม) นั่งร่วมในฐานะผู้ประเมินด้วย

6. รายได้และภาษีทั้งหมดที่ได้จาก 4 จังหวัด ให้นำไปใช้ใน 4 จังหวัดทั้งหมด

7. ให้จัดตั้งคณะกรรมการอิสลามที่มีอำนาจเต็มในการกำหนดกิจการมุสลิมทั้งปวง ภายใต้อำนาจสูงสุดของผู้ปกครองรัฐตามระบุในข้อ 1

หลังจากกลุ่มหะยีสุหลงยื่นข้อเสนอ 7 ข้อ รัฐบาลรับไว้พิจารณา แต่ปฏิเสธข้อที่ 1 โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถดำเนินการได้ โดยพิจารณาว่าอาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ส่วนข้ออื่นๆ แม้จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติ แต่ก็ถูกปรับเปลี่ยนจากเดิม มีความล่าช้า และค่อยๆ ถูกละเลย จนกระทั่งหมดความคืบหน้าไปในที่สุด เมื่อเกิดการรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน 2490 นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัณ ในนาม ‘คณะทหารของชาติ’ ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ และแต่งตั้ง ควง อภัยวงศ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ภายหลังข้อเรียกร้องทั้ง 7 ข้อ กลายเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์การเมืองที่สำคัญและได้รับการอ้างอิงถึงเป็นอันดับแรกๆ เมื่อกล่าวถึงการเรียกร้องสิทธิของชาวมุสลิมมลายู หรือในวาระทางสังคมการเมืองที่เกี่ยวโยงสอดคล้องกับปัญหาชายแดนใต้

ถูกเพ่งเล็งหลังรัฐประหาร

หลังจากก่อกำเนิดรัฐบาลควง ท่าทีของรัฐต่อสถานการณ์ชายแดนใต้ตึงเครียดมากขึ้น พลโทชิด มั่นศิลป์ สินาดโยธารักษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายที่ต้องการจัดการปัญหาเรื่อง ‘การแบ่งแยกดินแดน’ อย่างเด็ดขาด

แจ้ง สุวรรณจินดา หรือ พระยารัตนภักดี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ลงพื้นที่ตามคำสั่งไม่นานก็ส่งรายงานกลับมา พร้อมระบุว่า แกนนำสร้างความปั่นป่วนในภาคใต้คือ หะยีสุหลง จึงมีการเข้าจับกุมตัวเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2491 ด้วย 2 ข้อหา คือ

1. มีการคบคิดทำการกบฏในเดือนสิงหาคม 2490 จากคำพูดปลุกปั่นของหะยีสุหลงต่อประชาชนว่า “รัฐบาลไทยได้ปกครอง 4 จังหวัดภาคใต้มาถึง 10 ปีแล้ว ไม่ได้ทำประโยชน์ให้บ้านเมืองดีขึ้นและกล่าวชักชวนให้ราษฎรไปออกเสียงร้องเรียนที่ตัวจังหวัดเพื่อขอปกครองตนเอง ถ้ารัฐบาลยินยอมก็จะได้เชิญตนกูมะไฮยิดดินมาปกครองแล้วจะได้ใช้กฎหมายอิสลามเพื่อให้ความชั่วหมดไปและทำให้บ้านเมืองเจริญ ถ้ารัฐบาลไม่ยอมตามคำขอปกครองตนเอง ก็จะได้ให้ราษฎรพากันไปออกเสียงเรียกร้องเรียนให้สำเร็จจนได้”

2. มีการดูหมิ่นรัฐบาลไทยและข้าราชการไทย ตลอดจนถึงราชการแผ่นดิน เนื่องจากเอกสารที่หะยีสุหลงได้ทำมาแจกประชาชนลงชื่อ มีเนื้อหาว่าต้องการเชิญตนกูมะไฮยิดดินมาเป็นหัวหน้าปกครอง 4 จังหวัด และมียังข้อความว่า “ที่จะก่อให้เกิดความดูหมิ่นต่อรัฐบาลและข้าราชการแผ่นดินและจะก่อให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงกับจะก่อความไม่สงบขึ้นในแผ่นดิน”

ศาลพิพากษาจำคุกหะยีสุหลงเป็นเวลา 7 ปี แต่เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงมีการลดโทษเหลือ 4 ปี 8 เดือน ต่อมาเมื่อรับโทษครบ 4 ปี 6 เดือน หะยีสุหลงได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดในวันที่ 20 มิถุนายน 2495 เร็วกว่ากำหนดโทษเต็ม 2 เดือน

ถูกบังคับสูญหาย

แม้จะได้รับอิสรภาพหลังพ้นโทษ แต่เงาของอำนาจรัฐยังคงตามหลอกหลอนหะยีสุหลงอย่างไม่คลาย หลัง จอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งกลางปี 2491 เช้าวันที่ 13 สิงหาคม 2497 ตำรวจสันติบาลจังหวัดสงขลาได้ส่งหนังสือเรียกตัวให้ไปพบ เขาออกเดินทางจากบ้านพักในจังหวัดปัตตานี โดยมีอาหมัด โต๊ะมีนา บุตรชายคนโตวัย 15 ปีร่วมไปด้วยในฐานะล่าม เนื่องจากเจ้าตัวและเพื่อนอีกสองคนไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ จุดหมายคือกองบัญชาการตำรวจสันติบาลที่สงขลา แต่หลังจากนั้น ไม่มีใครได้เห็นทั้ง 4 คนอีกเลย

การหายตัวไปครั้งนี้จุดประกายความเชื่อว่าพวกเขาตกเป็นเหยื่อของการสังหารทางการเมืองโดยฝีมือตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่าวครึกโครมแพร่กระจายไปทั่วจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลามข้ามพรมแดนสู่มาเลเซียและสิงคโปร์ กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ฝังลึกในความทรงจำของผู้คน

ครอบครัวของหะยีสุหลงไม่ยอมแพ้ พยายามตามหาหัวหน้าครอบครัวและบุตรชายอย่างสุดความสามารถ จนกระทั่งวันที่ 13 เมษายน 2498 พวกเขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม ภรรยาของจอมพล ป. นายกรัฐมนตรี พร้อมประกาศมอบเงินรางวัล 10,000 บาทแก่ผู้ใดที่สามารถแจ้งเบาะแสหะยีสุหลงได้

ทว่ากาลเวลาผ่านไปโดยไร้ร่องรอย ไม่มีหลักฐานใดบ่งชี้ว่าหะยีสุหลงยังมีชีวิตอยู่ ศ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ความเป็นมาของทฤษฎี ‘แบ่งแยกดินแดน’ ในภาคใต้ไทย เคยกล่าวบนเวทีเสวนา ‘ว่าด้วยประวัติศาสตร์ปาตานี’ ว่า การหายตัวไปของทั้ง 4 คน ถูกยืนยันว่าเป็นการบังคับสูญหาย หรือการ ‘อุ้มหาย’ จริง ในยุค จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เมื่อมีการสอบสวนย้อนไปและได้ข้อสรุปว่า หะยีสุหลงและพวกถูกสังหารตามคำสั่งรัฐบาล มีการระบุรายละเอียดถึงวิธีการรัดคอ คว้านท้อง ยัดเสาปูน เพื่ออำพรางศพ และทิ้งศพที่บริเวณทะเลสาบสงขลา

เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญ ที่บ่งบอกการพยายามดูดกลืนความหลากหลาย ให้อยู่ภายใต้ ‘ความเป็นไทย’ ที่ประกอบสร้างขึ้นมา แต่เรื่องราวอันน่าสะเทือนใจไม่ได้หยุดลง หลังจากเหตุการณ์นี้ในพื้นที่ภาคใต้ก็เกิดเหตุการณ์ที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก เกิดกรณีการบังคับสูญหายตามมาอีก และไม่มีชิ้นส่วนเศษเสี้ยวใดจากรัฐที่จริงใจบอกเล่า ‘ความจริง’ หรือให้คำอธิบายใดๆ ที่สมเหตุสมผลแม้สักนิดเดียว

อ้างอิง:

บทความต้นฉบับได้ที่ : 71 ปี บังคับสูญหาย ‘หะยีสุหลง’ ผู้นำคนสำคัญของปาตานี

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...