โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แมท ภีรนีย์ เล่าประสบการณ์แพ้ท้องสุดทรมานนาน 6 เดือน - รู้คุณค่าการเป็นแม่คนมากขึ้น

MATICHON ONLINE

อัพเดต 11 ต.ค. 2568 เวลา 11.14 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2568 เวลา 08.40 น.

‘แมท ภีรนีย์’ เล่าประสบการณ์แพ้ท้องสุดทรมานนาน 6 เดือน – รู้คุณค่าการเป็นแม่คนมากขึ้น

หลังจากที่นางเอกสาว แมท ภีรนีย์ ขึ้นแท่นว่าที่คุณแม่ป้ายแดงไปเป็นที่เรียบร้อย ท่ามกลางความยินดีของเพื่อนร่วมวงการและแฟนๆ ล่าสุดสาวแมท ภีรนีย์ ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์การแพ้ท้องของตัวเองผ่านบัญชีติ๊กต็อก mattperanee_official ซึ่งงานนี้เจ้าตัวถึงกับออกปากเลยว่าทรมานสุดๆ พร้อมกับเป็นกำลังใจให้กับว่าที่คุณแม่มือใหม่ที่กำลังแพ้ท้องอีกด้วย โดยสาวแมทได้เผยว่า

มาฟังวิธีการแพ้ท้องของแมทนะคะ แมทแพ้ท้องร่วมประมาณ 6 เดือนเต็มๆ เพราะส่วนตัวแมทแพ้ตั้งแต่ตอนเทกฮอร์โมนตอนที่จะใส่ตัวอ่อนแล้ว หลังจากที่ท้องจริงๆ แพ้มาโดยตลอดจนถึงประมาณ 5 เดือนถึงจะหายเป็นปลิดทิ้ง อาการที่แพ้ของแมทก็จะเหมือนคนเมาแฮ้ง ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่เห็นภาพที่สุดแล้วหัวคือต้องขนานกับพื้นโลกตลอดเวลา ไม่สามารถตั้งตรงฉากได้ แล้วตื่นมาจะนอนเป็นซอมบี้เลย ลุกขึ้นมาจากเตียงแล้วก็คลานไปที่โซฟา แล้วก็รอกินข้าวและก็อยู่แถวนั้นจนถึง 3 ทุ่ม ฝืนตัวเองขึ้นไปอาบน้ำแล้วก็กลับมานอนต่อวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ

อาการแพ้ท้องของแต่ละคนต่างกันออกไป จากที่สอบถามและพูดคุยมาของแมทเป็นอาการแพ้ที่ยังสามารถทานได้อยู่ ทานได้เยอะมากๆ กินได้เยอะกว่าปกติมาก ตื่นเช้ามา 8 โมงต้องได้กินข้าวหมูแดงหมูกรอบ 2 ห่อ 10 โมงก็คือต้องมีผลไม้หวานๆ เที่ยงกินอีก บ่ายสองกินอีก สี่โมงเย็นกินอีก หกโมง สองทุ่ม คือกินอย่างนี้วนไปเรื่อยๆ เป็นเวลาประมาณ 5-6 เดือน เพราะฉะนั้นน้ำหนักแมทคือขึ้นฮวบๆ ในช่วงเวลานี้ แต่ก็จะมีบางคนที่แพ้ท้องแล้วก็ทานไม่ได้ ทานไม่ลงคือแมทแตกต่างมาก ส่วนอาการอาเจียนก็ยังอาเจียนอยู่แต่ไม่ได้อาเจียนเยอะขนาดนั้น นานๆ ทีจะอ้วกออกมา แต่นอกนั้นหลักๆ ก็จะเป็นประมาณนี้

แล้วเห็นกินเยอะแบบนี้ตอนที่แพ้ท้องส่วนตัวแมทไม่มีอะไรที่ชอบกินแปลกๆ ของเปรี้ยวก็ไม่ชอบ แคร็กเกอร์ที่คุณหมอแนะนำหรือหลายๆ ศาสตร์แนะนำสำหรับแมทก็ไม่ช่วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่แมทช่วยตัวเองในตอนนั้นก็คืออดทน อยากกินอะไรกินอยากนอนนอน อยากอ้วกอ้วก อยากร้องไห้ร้อง อยากพูดพูดกับสามี ช่วงนั้นมันเป็นอะไรที่ทรมานมากๆ เพราะฉะนั้นใครที่พอใจ หรืออยากทำอะไรสบายใจ มันฮีลใจกินน้ำหวาน กินน้ำผลไม้ กินอะไรทำไปเลยเพราะมันเป็นช่วงที่ทรมานที่สุดแล้ว”

คือตลกมากช่วงแรกๆ ที่แมทแพ้ท้องใหม่ๆ ยังไม่มีใครรู้และมันก็ยังไปทำงานอยู่ สภาพก็จะประมาณนี้ ออกไปฝากท้องหรือไปทำอะไรทุกอย่างก็จะประมาณนี้ ซึ่งมันทรมานมากแล้วยิ่งเราบอกคนรอบตัวไม่ได้เรายิ่งต้องกักเก็บอาการนั้นเอาไว้ ซึ่งมันก็เก็บไม่ได้ มันก็เก็บได้ประมาณนึง

อีกอย่างหนึ่งการกินของแมทมันเปลี่ยนไปอย่างหนึ่งตรงที่แมทชอบกินของที่สามีชอบกินหมดเลย ของที่ตัวเองชอบ เช่น เครื่องเทศ หรือผักที่มีกลิ่น เช่นต้นหอม ผักชี กระเทียม พริกไทยทานไม่ได้เลย แมทชอบของที่เฟมชอบกินหมดเลย แกงกะทิของดิฉันถ้าทานไปแค่คำเดียว วันนั้นจะป่วยทั้งวัน ไม่สามารถทำอะไรได้ คือจากที่แพ้หนักอยู่แล้วก็แพ้หนักกว่าเดิม

ซึ่งจริงๆ สำหรับคนที่แพ้คุณหมอบอกว่าสามารถไปนอนให้น้ำเกลือหรือว่ากินยาได้ แต่แมทไม่ได้ทำ เพราะว่าก็คนท้องแล้วก็ยังเป็นมือใหม่มากๆ เราก็ไม่อยากไปใช้อะไรเข้าร่างกาย เพราะเราไม่ได้อยากกินยา กลัวไปกระทบลูก

สำหรับอีพี 2 เรื่องที่จะเมาธ์ต่อไปก็คือเรื่องของน้ำลาย เวลาเราแพ้ท้องแล้วน้ำลายของเรามันจะจึกกระดึ๋ยมาก มันจะไม่อยากกลืนลงไป จะว่าขมก็ไม่ขม จะเปรี้ยวก็ไม่เปรี้ยว แต่มันจะเป็นแปลกๆ และอีกอย่างก็คือเรื่องของน้ำเปล่า ปกติตัวแมทเป็นคนชอบกินน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง แต่พอแพ้ท้องปุ๊บจนถึงไตรมาสประมาณที่ 2 คือช่วงก่อนหน้านี้ (ตอนนี้ที่อัดคลิปประมาณไตรมาสที่ 3 แล้ว) ก็มีความรู้สึกว่าไม่อยากกินน้ำอุณหภูมิปกติอีกต่อไป คือทุกอย่างต้องเป็นน้ำเย็นและต้องเป็นน้ำเย็นเจี๊ยบเท่านั้น อันนี้คือเป็นส่วนในเรื่องของการกินเข้าปาก

แต่อีกส่วนหนึ่งที่รู้สึกมากๆ ก็คือความรู้สึกของความคิดถึงแม่ เป็นฟีลที่แบบแม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ก็คือต้องโทรหาแม่ทุกวัน เช้ากลางวันเย็นต้องวิดีโอคอลไป ถ้าวิดีโอคอลไปแล้วแม่ไม่รับก็คือร้องไห้ แม่รับช้าก็คือร้องไห้ คือเป็นอะไรมากไหมกับแม่กับพ่อ ก็คือโทรหาตลอด คือมันคิดถึง มันรู้สึกเป็นความรู้สึกที่ อ๋อ นี่เหรอแม่คน รู้สึกเห็นคุณค่าของการเป็นพ่อเป็นแม่ที่เขาเลี้ยงดูเรามาตลอดชีวิต

แล้วพอไปดราม่ากับแม่ ไม่จบก็คือมาดราม่ากับสามีต่อ สิ่งที่ดราม่าก็คือมันมีประเด็นอยู่ตรงที่ว่าตอนที่แมทแพ้ท้องหนักๆ แมทมีอาการเรอมากๆ ร่วมด้วย มันก็จะเรอบ่อยเรอเยอะ จนกระทั่งที่ทุกคนเห็นก็คือเข้าไปนอนอยู่ในโรงพยาบาล เนื่องจากว่าเรอจนไอ กรดน้ำย่อยของเรามันย้อนกลับขึ้นมาแล้วมาระเหยอยู่ที่โพรงไซนัส มันเลยทำให้แมทหายใจไม่ออกมันเป็นเรื่องที่อะเมซิ่งมาก แล้วมันก็รู้สึกว่าแมทหายใจไม่ออก ไม่ใช่เพราะว่าจมูกเราบวมหรืออะไรแบบนั้น แต่มันเป็นความหายใจไม่ออกที่มันอาจจะตื้อๆ อยู่บนบริเวณไซนัส และเราก็คุยกับเฟม (ภีมเดช) เราก็บอกตลอดว่ามันหายใจไม่ออก มันเป็นการหายใจไม่ออกที่แปลกแต่ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไร เฟมก็จะมีคำตอบเดียวที่ตอบกลับมาก็คือ “มันคือฮอร์โมน” เราจะต้องเข้าใจคนรอบข้างด้วยนะเพราะคนรับข้างเขาก็ไม่ได้เข้าใจเราเหมือนกัน คนรอบข้างก็ไม่เคยท้องและไม่เคยสัมผัสกับอาการเหล่านี้มาก่อน เขาก็ไม่รู้ว่าจะปลอบใจหรือจะทำยังไงกับเรา เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นคนที่จะให้คำตอบเราได้ก็คือคุณหมอ

ก็ไปหาหมอแล้วก็สรุปมาได้ว่าเป็นจากการเรอนู่นนี่นั่นมันย้อนกลับขึ้นมาเป็นโพรงไซนัส ก็พ่นยากันไป เนื่องจากเป็นไข้ร่วมด้วยปวดหัวตัวร้อนก็เพราะว่าติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มก็ยิ่งเข้าไปอีก ก็ได้นอนโรงพยาบาลไป 3 วันถ้วน และการนอนโรงพยาบาลครั้งนั้นก็ไม่ได้เสียเปล่า เพราะมันคือกันนัดฝากครรภ์ครั้งแรกของแมท ตื่นเต้นมาก แล้วการได้เจอคุณหมอฝากครรภ์ครั้งแรกนอกจากตื่นเต้นแล้วก็ถูกคุณหมอดุว่าทำไมถึงปล่อยให้ตัวเองป่วย หลังจากนั้นก็คือร้องไห้ออกมาแล้วก็อธิบายไปว่ามันเป็นอย่างนี้ๆ คุณหมอก็เข้าใจ เห็นคุณแม่ร้องไห้คุณหมอก็เลยเห็นใจคุณแม่ เพราะว่าไม่มีใครเห็นใจคุณแม่และเข้าใจคุณแม่ได้ดีเท่าคุณหมออีกแล้ว

ก็ให้กำลังใจแม่ๆ มือใหม่ทุกคนที่กำลังที่ทั้งแพ้และไม่แพ้ ถ้าคุณไม่แพ้ก็คือโชคดี เยี่ยมมาก แต่ถ้าใครแพ้คือคุณเก่งมาก พวกเราผ่านไปด้วยกันนะคะ เป็นกำลังใจให้”

@mattperanee_official #มามี้มาเม้า ♬ original sound – Matt Peranee

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แมท ภีรนีย์ เล่าประสบการณ์แพ้ท้องสุดทรมานนาน 6 เดือน – รู้คุณค่าการเป็นแม่คนมากขึ้น

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...