โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ศาลตีความมาตรา 112 ขยายขอบเขตเอาผิดการหมิ่นสถาบันที่ไม่ใช่ตัวบุคคล (ในบางคดี)

iLaw

อัพเดต 21 ส.ค. 2568 เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 21 ส.ค. 2568 เวลา 06.26 น. • iLaw

คดีมาตรา 112 หรือคดีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในยุคสมัยปี 2563-2568 เป็นยุคที่จำนวนคดีพุ่งสูงมากที่สุด เมื่อเดินทางมาถึงวันที่ศาลต้องมีคำพิพากษา แม้แนวโน้มคดีส่วนใหญ่ศาลจะวางอัตราโทษน้อยลง ส่วนใหญ่อยู่ที่จำคุกสามปีต่อหนึ่งการกระทำ และมีหลายสิบคดีที่ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดโดยยังให้ “รอลงอาญา” แต่คำพิพากษาของศาลในยุคนี้กลับมีแนวโน้มการตีความตัวบทให้ขยายออกไปอีกเรื่อยๆ

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 บัญญัติไว้ว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี”

จากตัวบทของมาตรา 112 เห็นได้ชัดว่า มาตรานี้กำหนดให้เอาผิดกับการกระทำสามประการ คือ

1. ดูหมิ่น

2. หมิ่นประมาท

3. แสดงความอาฆาตมาดร้าย

การกระทำที่จะเป็นความผิด ต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลที่มาตรานี้มุ่งคุ้มครอง ซึ่งเป็นการคุ้มครอง “ตำแหน่ง” ที่สำคัญของประเทศและการกระทำต่อตำแหน่งเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศ กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตัวบุคคล และชัดเจนว่า มีสี่ตำแหน่งที่ได้รับความคุ้มครอง ได้แก่

1. พระมหากษัตริย์

2. พระราชินี

3. รัชทายาท

4. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

หมิ่นสถาบันที่เป็นองค์กรไม่ได้หมิ่นบุคคลผิดไหม?

ตามหลักการเบื้องต้นในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 การกระทำใดที่จะเป็นความผิดและถูกลงโทษได้ ต้องเป็นการกระทำที่มีกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า เป็นความผิด และการใช้การตีความกฎหมายอาญาต้อง “ตีความอย่างเคร่งครัด”หมายความว่า การกระทำที่จะเป็นความผิดได้ต้องเข้าองค์ประกอบตามที่กฎหมายเขียนไว้จริงๆ เท่านั้น จะขยายความเกินเลยไปจากตัวบทเพื่อเอาผิดต่อบุคคลที่ไม่ได้ทำความผิดไม่ได้ หากไม่ยึดถือหลักการนี้แล้วประชาชนจะไม่สามารถรู้ได้ว่า ขอบเขตสิทธิเสรีภาพของตัวเองเป็นอย่างไร และหากปล่อยให้เกิดการตีความกว้างขวางก็อาจเปิดช่องให้รัฐใช้บังคับกฎหมายเพื่อรังแกหรือเอาเปรียบประชาชนได้

หากยึดการตีความตามตัวบทโดยเคร่งครัด มาตรา 112 คุ้มครองบุคคลสี่ตำแหน่ง ซึ่งต้องคุ้มครองบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งนั้นๆ ในขณะเวลาที่การกระทำความผิดเกิดขึ้นเท่านั้นคือ คุ้มครองพระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์ปัจจุบันเท่านั้น ในช่วงเวลาที่ประเทศยังไม่มีรัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก็ไม่มีบุคคลที่มาตรา 112 คุ้มครองอยู่ในขณะนั้น เพื่อคุ้มครองพระเกียรติยศของตำแหน่งสำคัญต่อประเทศ

โดยหลักการตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้วจะขยายความไปเอาผิดกับการกล่าวถึงบุคคลอื่นๆ ในสถาบันพระมหากษัตริย์นอกเหนือจากสี่ตำแหน่งที่กฎหมายเขียนคุ้มครองไว้ หรือการกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ในอดีตทุกพระองค์ไม่ได้ หรือจะตีความให้ครอบคลุมไปถึงการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะที่เป็นองค์กร โดยไม่ได้มีการระบุเจาะจงตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ได้

คำว่า “หมิ่นสถาบันฯ” บางครั้งถูกใช้เป็นชื่อเล่นสำหรับเรียกความผิดตามมาตรา 112 อย่างย่อเพื่อให้เกิดความเข้าใจ แต่ตามตัวบทกฎหมายแล้ว การหมิ่นสถาบันในฐานะที่เป็นองค์กรไม่ได้เป็นความผิด

วิธีการเขียนมาตรา 112 เปรียบเทียบได้ชัดเจนกับความผิดอื่น เช่น มาตรา 198 ฐานดูหมิ่นศาล เขียนไว้ว่า “ผู้ใดดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี …" ซึ่งช่วยให้ชัดเจนว่า มาตรา 198 มุ่งคุ้มครองทั้งศาลและผู้พิพากษา การดูหมิ่นตัวบุคคลที่เป็นผู้พิพากษาซึ่งทำหน้าที่อยู่แบบเฉพาะเจาะจงบุคคล หรือการดูหมิ่นศาลในฐานะที่เป็นตัวองค์กร ก็เป็นความผิดเท่ากัน แต่มาตรา 112 เขียนคุ้มครองเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น ไม่ได้คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นองค์กรด้วย

คดีหมิ่นสถาบันยุคปี 2563-2568

1. มีชัย ตั้งคำถามการใช้งบประมาณของสถาบัน

มีชัย อดีตพนักงานโรงแรมที่เกาะช้าง ถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จาการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กสองข้อความ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 มีเนื้อหาตั้งคำถามต่อการใช้ภาษีประชาชนของสถาบันกษัตริย์ฯ คดีของมีชัยต่อสู้จนถึงชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากไม่มีผู้พิพากษารับรองให้ยื่นคดีต่อศาลฎีกา ทำให้คดีสิ้นสุด

วันที่ 27 กันยายน 2566 ศาลจังหวัดสมุทปราการอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่จำเลยต่อสู้ว่า ข้อความของจำเลยกล่าวถึง ‘สถาบันกษัตริย์’ ไม่ได้เจาะจงถึงบุคคลใดคนหนึ่ง หรือพระมหากษัตริย์ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ได้เป็นการหมิ่นประมาทนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ประเทศเราเป็นระบบการค้าเสรี การที่จำเลยพูดเรื่องการผูกขาดการค้านั้น ย่อมเกี่ยวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือนิติบุคคล ซึ่งคำพูดของจำเลยมีนัยสื่อว่า มีการใช้อำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดความเกลียดชังได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้ง 2 ข้อความของจำเลย มีคำว่า “กษัตริย์” ระบุอยู่ด้วย ประชาชนทั่วไปที่อ่านจะสามารถเข้าใจได้ว่า สื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลที่จำเลยโพสต์แสดงความคิดเห็นนั้นไม่เป็นความจริง ก่อให้เกิดความเกลียดชังและความเสื่อมเสียต่อพระมหากษัตริย์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา

2. ทิวากร กรณีขายเสื้อ #เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว

ทิวากร อดีตวิศวกรชาวขอนแก่น ถูกฟ้องในคดีมาตรา 112 และ 116 จากการกระทำสามครั้ง ดังนี้

  • ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2563 – 27 กุมภาพันธ์ 2564 ทิวากรได้โพสต์รูปตนเองสวมเสื้อคอกลมสีขาว มีข้อความสกรีนตัวหนังสือสีแดงว่า “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” จากโพสต์ดังกล่าว พนักงานสอบสวนเริ่มต้นคดีโดยแจ้งข้อหาฐานยุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 แต่อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องมาตรา 112 เพิ่มด้วย

  • 2) เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ทิวากรโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ทำนองว่า หากพระมหากษัตริย์นำมาตรา 112 มาใช้ อาจทำให้เกิดความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน

  • 3) เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564 ทิวากรโพสต์ข้อความเรียกร้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์ปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังด้วยมาตรา 112

คดีนี้วันที่ 29 กันยายน 2565 ศาลจังหวัดขอนแก่นเคยพิพากษายกฟ้องในข้อหามาตรา 112 มาก่อน โดยให้เหตุผลว่า จำเลยโพสต์ภาพและข้อความดังกล่าวไม่ได้ระบุถึงบุคคลที่ถูกดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทให้รู้ได้แน่นอนว่าเป็นองค์พระมหากษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ มิใช่การยืนยันข้อเท็จจริง ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็ไม่ใช่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงไม่ใช่การดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์

ต่อมา 14 สิงหาคม 2567 ศาลจังหวัดขอนแก่นนัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้แก้คำพิพากษาของศาลชั้นต้น เป็นจำเลยมีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(3) รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 ปี โดยยกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 116 ทางนําสืบของจําเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละ 1 ใน 3 คงจําคุกกระทงละ 2 ปี รวมจําคุก 6 ปี ริบของกลาง ศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลว่า แม้รูปภาพและข้อความที่จําเลยโพสต์ จําเลยจะใช้ถ้อยคําว่า “สถาบันกษัตริย์” แต่ถ้อยคําดังกล่าวเป็นนามธรรม วิญญูชนทั่วไปซึ่งได้พบเห็นรูปภาพและข้อความที่จําเลยโพสต์สามารถเข้าใจได้ว่ามุ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันหรือไม่ คดีนี้จําเลยเบิกความรับว่า คําว่า สถาบันกษัตริย์ ที่จําเลยพูดถึงนั้นหมายถึง พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน พระบรมวงศานุวงศ์องค์ปัจจุบัน องคมนตรี ประธานองคมนตรี ราชเลขานุการ ราชองครักษ์ระดับสูง ยังปรากฏว่าจําเลยมีการโพสต์ข้อความชักชวนให้คนมาซื้อเสื้อที่มีข้อความดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าจําเลยมีเจตนาสบประมาท ลดคุณค่าพระเกียรติยศ อันเป็นการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน

3. ธนกร ปราศรัยถึงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ใน #ม็อบ6ธันวา

ธนกร หรือเพชร ขณะเกิดเหตุอายุ 17 ปี เป็นนักเรียนอาชีวะและเป็นคนที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองอยู่ประจำ ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จากการปราศรัยเรื่องระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และกรณีที่กษัตริย์เซ็นรับรองการรัฐประหารในการชุมนุมที่วงเวียนใหญ่ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2563

ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2565 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คำพิพากษาโดยสรุปเห็นว่า แม้คำปราศรัยของจำเลยจะไม่ได้มีการกล่าวถึงพระนามของกษัตริย์พระองค์ใด แต่เห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่ได้คุ้มครองแค่กษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง แต่คุ้มครองทั้งสถาบันกษัตริย์ ขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 2 ปี ไม่รอลงอาญา

4. พอร์ท-ไฟเย็น หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จากโพสต์เฟซบุ๊กสามข้อความ

พอร์ท ไฟเย็น หรือ ปริญญา ชีวินกุลปฐม ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์จากการโพสต์เฟซบุ๊กสามข้อความ มีข้อความที่วิจารณ์สถาบันกษัตริย์สองโพสต์ และกล่าวถึงการเซ็นรับรองรัฐประหารของกษัตริย์ต่อกรณีรัฐประหารในประเทศตุรกีอีกหนึ่งโพสต์

23 มกราคม 2568ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการจาบจ้วงและมิบังควร นอกจากนี้ยังมีพยานปากประชาชนทั่วไปที่ได้ให้ความเห็นไว้ว่าเป็นการใส่ร้าย ไม่เป็นความจริง โดยพระมหากษัตริย์มีสถานะเป็นพระประมุขของประเทศ ประชาชนต้องให้การเคารพ เทิดทูน และไม่ใช่สิ่งงมงาย ข้อความที่ 2 ตามฟ้อง เรื่องการเซ็นรับรองรัฐประหารนั้น พยานเห็นว่าทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดและการเป็นโยนความผิดให้กับสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนข้อความที่ 3 ตามฟ้อง เรื่องเนื้อเพลงสถาบันกากสัส พยานเห็นว่าเป็นการใส่ร้ายสถาบันกษัตริย์อย่างชัดเจน ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้ว ในประเด็นนี้เห็นว่าการกระทำของจำเลยทำให้กษัตริย์ รัชกาลที่ 10 เกิดความเสื่อมเสีย ทำให้ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง

นอกจากนี้ ศาลเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทอดีตกษัตริย์รัชกาลที่ 9 ย่อมกระทบถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันที่ครองราชย์อยู่ และกระทบต่อความมั่นคงของประเทศด้วย เพราะอดีตกษัตริย์ รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นพระราชบิดาของกษัตริย์ รัชกาลที่ 10 ศาลอุทธรณ์จึงมีคำพิพากษายืนให้จำคุกหกปี ตามศาลชั้นต้น เนื่องจากเห็นพ้องแล้วกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

5. สุปรียา แขวนป้ายผ้า “งบสถาบันฯ>งบเยียวยาประชาชน”

สุปรียา ใจแก้ว นักศึกษาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย และสมาชิกกลุ่มเชียงรายปลดแอก ถูกจับกุมในข้อหาตาม มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ โดยเธอไม่เคยได้รับหมายเรียกมาก่อน จากการที่ตำรวจฝ่ายสืบ สภ.เมืองเชียงราย กล่าวหาว่า เธอนำป้ายผ้าข้อความ “งบสถาบันฯ>งบเยียวยาประชาชน” ไปแขวนไว้บริเวณป้าย “ทรงพระเจริญ” ซึ่งมีพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 ในตัวเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 และโพสต์ภาพป้ายดังกล่าวในเพจ "เชียงรายปลดแอก"

28 ธันวาคม 2566ศาลจังหวัดเชียงรายพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า ข้อความคำว่า “งบสถาบันฯ>งบเยียวยาประชาชน” คำว่า “สถาบัน” เป็นคำกลางๆ ไม่ชัดเจน ซึ่งจะต้องมีคำให้ครบถ้วนจึงจะเข้าใจได้ว่าหมายถึงสถาบันใด แต่การนำป้ายผ้าดังกล่าวไปติดไว้บริเวณพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 จึงถือได้ว่าหมายความถึงงบสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่จะเป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายหรือไม่นั้น ศาลจะต้องพิจารณาจากภววิสัยตามวิญญูชน ใจความของข้อความคำว่า “งบสถาบันฯ>งบเยียวยาประชาชน” เป็นการวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณแผ่นดิน ไม่ปรากฏว่ามีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย และการจัดการงบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ใช่พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ข้อความดังกล่าวจึงไม่เป็นการใส่ความหรือให้ร้ายพระมหากษัตริย์

ต่อมา 14 สิงหาคม 2568 ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา โดยเห็นว่า ป้ายที่จำเลยนำไปแขวน จงใจเลือกสถานที่บริเวณใต้ป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 ที่มีข้อความ “ทรงพระเจริญ” เมื่อพิจารณาบริบทดังกล่าวย่อมแสดงเจตนาของผู้กระทำว่าสื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันหลักของชาติ อันมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเป็นศูนย์รวมความจงรักภักดี เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นที่เคารพรักเทิดทูนอย่างสูงของประชาชนชาวไทย ข้อความเปรียบเทียบดังกล่าว จึงเป็นการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ มากกว่างบที่จัดสรรเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน การกระทำเช่นนี้ย่อมมีลักษณะของการเปรียบเทียบในการลดทอนคุณค่า โดยอาศัยบริบทของสถานการณ์สังคมและอารมณ์ของประชาชน เพื่อสื่อสารชี้นำหรือยั่วยุให้เกิดความไม่พอใจต่อสถาบันพระมหากษัตริย์โดยทางอ้อม อันมีลักษณะบั่นทอนความน่าเชื่อถือ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทใส่ความพระมหากษัตริย์ อีกทั้งด้อยค่าองค์พระมหากษัตริย์ด้วย จึงเห็นว่ามีความผิดตามมาตรา 112 พิพากษากลับเป็นว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ลงโทษตามมาตรา 112 จำคุก 3 ปี ลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 5 ปี และให้ริบป้ายผ้าของกลาง

หมิ่น ‘สถาบัน’ จะผิดเมื่อศาลโยงถึงกษัตริย์

เมื่อพิจารณาคำพิพากษาคดีหมิ่นสถาบันในช่วงห้าปีที่ผ่านมา พบว่าศาลมีแนวโน้มที่จะตีความมาตรา 112 กว้างเกินไปจากตัวบทที่บัญญัติไว้ โดยตัวบทระบุชัดเจนว่าความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดจะต้องกระทำต่อ “พระมหากษัตริย์, พระราชินี, รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” เท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติ ศาลได้ขยายขอบเขตของการตีความไปสู่ถ้อยคำหรือการกระทำที่ไม่ได้เอ่ยถึงบุคคลตามที่กฎหมายบัญญัติคุ้มครองไว้โดยตรง หากแต่ใช้การ “อนุมาน” จากพฤติการณ์แวดล้อมหรือความหมายเชิงนามธรรมของคำว่า “สถาบัน” จนทำให้การตีความกฎหมายกว้างออกไปจากตัวบท

แนวทางการให้คำอธิบายของศาลเพื่อพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 112 สามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  • อธิบายว่า “สถาบัน” หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน
    ศาลอาศัยพฤติการณ์แวดล้อมเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงถ้อยคำที่ไม่เจาะจง เช่น “สถาบัน” หรือ “สถาบันกษัตริย์” ให้หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน และจึงลงโทษด้วยมาตรา 112 ฐานะที่เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น คดีทิวากร ที่สวมเสื้อข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” ศาลก็อาศัยการเชื่อมโยงจากโพสต์อื่นและคำให้การของจำเลยเพื่อตีความว่าเป็นการสื่อถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันโดยตรง หรือคดีของมีชัย ที่ศาลอธิบายว่า ข้อความของเขาประชาชนทั่วไปที่อ่านจะสามารถเข้าใจได้ว่า สื่อถึงในหลวงรัชกาลที่ 10 และก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน

  • การตีความขยายมาตรา 112 ให้คุ้มครอง “สถาบัน” ในเชิงนามธรรม ไม่จำกัดแค่บุคคล

ในบางคดีศาลตีความว่ามาตรา 112 มีเจตนารมณ์คุ้มครอง “สถาบันกษัตริย์” อย่างเป็นองค์รวม มิได้คุ้มครองเพียงกษัตริยืองค์ใดองค์หนึ่ง และไม่จำกัดเพียงตัวบุคคลที่กฎหมายระบุ ตัวอย่างเช่น คดีของธนกร ที่ปราศรัยโจมตีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทบต่อสถาบันกษัตริย์โดยตรง แม้จะไม่กล่าวถึงพระมหากษัตริย์องค์ใดก็ตาม ในทำนองเดียวกัน คดีของสุปรียาที่แขวนป้ายข้อความ “งบสถาบันฯ > งบเยียวยาประชาชน” ศาลอุทธรณ์ตีความว่า แม้ข้อความจะไม่เอ่ยชื่อบุคคล แต่การแขวนป้ายใต้พระบรมฉายาลักษณ์และในช่วงเวลาที่สังคมถกเถียงเรื่องงบประมาณสถาบัน เป็นการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจว่างบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ มากกว่างบที่จัดสรรเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชน มีลักษณะของการเปรียบเทียบในการลดทอนคุณค่าของสถาบัน และเป็นความผิด

สรุป การตีความของศาลในคดีหมิ่นสถาบันฯ โดยไม่ระบุเจาะจงว่าเป็นตัวบุคคลใด แสดงให้เห็นถึงการขยายความคุ้มครองของมาตรา 112 อย่างกว้างขวาง ทั้งในเชิงการโยงถ้อยคำทั่วไปให้หมายถึงพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน การครอบคลุมไปถึงพระมหากษัตริย์ในอดีต ตลอดจนการยกเอาความหมายเชิงนามธรรมของคำว่า “สถาบันกษัตริย์” มารวมอยู่ในขอบเขตการคุ้มครอง

ยกตัวอย่างคำพิพากษากรณีหมิ่นสถาบันที่ไม่ได้ขยายความเกินจำเป็น

แม้คดีตามมาตรา 112 ในช่วงปี 2563–2568 ที่ศาลยกฟ้องส่วนใหญ่จะมาจากเหตุผลด้านพยานหลักฐาน แต่ก็มีบางกรณีที่ศาลวินิจฉัยโดยตีความตัวบทอย่างเคร่งครัดว่า การกระทำนั้นไม่เป็นความผิด ตัวอย่างเช่นคดี “ป้ายผ้าลำปาง”, คดีของ ฮ่องเต้ และคดีของ “ปีเตอร์” ที่ศาลเห็นตรงกันว่าข้อกล่าวหาไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 112 จึงพิพากษายกฟ้อง

1. ป้ายผ้าลำปาง

ประชาชนรวม 5 คน แขวนป้ายที่มีข้อความ “งบสถาบันกษัตริย์>วัคซีนCOVID19” บริเวณสะพานรัษฎาภิเศก เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ที่ถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

30 มกราคม 2567 ศาลจังหวัดลำปางนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกิจการของพระมหากษัตริย์ อันประกอบด้วยบุคคลากรหลายฝ่ายที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องในฐานะต่างๆ แม้ข้อความดังกล่าวจะมีการพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ไม่ได้หมายถึงบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะ และเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เชิงตำหนิรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินที่ไม่เป็นธรรม แทนที่จะนำเอามาดูแลสุขภาพของประชาชนให้มาก ข้อความดังกล่าวจึงไม่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงเจาะจงว่า หมายถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ อันเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมายังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยทั้ง 5 กระทำความผิดฐานนี้

2. ฮ่องเต้ อ่านแถลงการณ์และปราศรัยเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

ฮ่องเต้ ธนาธร วิทยเบญจางค์ บัณฑิตวัย 24 ปี จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ถูกฟ้องในคดีมาตรา 112 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุจากกรณีอ่านแถลงการณ์และปราศรัยมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ระหว่างกิจกรรมคาร์ม็อบเชียงใหม่ ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 และลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2564 ต่อมา 21 สิงหาคม 2566ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษา ศาลเห็นว่าคำว่า “สถาบันกษัตริย์” ในแถลงการณ์ดังกล่าว ไม่ได้ระบุเจาะจงถึงตัวบุคคลหรือองค์พระมหากษัตริย์ ยังไม่ชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนากล่าวถึงองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้องในกระทงความผิดนี้ อย่างไรก็ดีคดีนี้ฮ่องเต้ยังถูกฟ้องจากการปราศรัยที่มีถ้อยคำหยาบคายด้วย ศาลจึงพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน

3. “ปีเตอร์” ขึ้นปราศรัยครั้งแรก อวยยศ “ฟูฟู” – งบสถาบันกษัตริย์

“ปีเตอร์” พ่อค้าออนไลน์วัย 27 ปี ถูกฟ้องมาตรา 112 จากการเข้าร่วมชุมนุม “กฐินราษฎร์ตลาดหลวง” เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2563 และขึ้นปราศรัยถึงการพระราชทานยศให้ “ฟูฟู” สุนัขทรงเลี้ยง และงบสถาบันกษัตริย์

29 สิงหาคม 2566 ศาลจังหวัดอุดรธานีพิพากษายกฟ้อง ศาลเห็นว่า ถ้อยคําที่จําเลยพูดปราศรัยทั้งเรื่องสุนัขทรงเลี้ยงฟูฟูและเรื่องงบประมาณสถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นการหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นหรือไม่ จําต้องพิจารณาตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆ ไปเป็นเกณฑ์ การเข้าใจถ้อยคําดังกล่าวย่อมขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจรวมถึงการตีความของแต่ละบุคคลที่อาจแตกต่างกัน ดังนั้น จึงต้องถือว่าถ้อยคําที่จําเลยพูดปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงตามฟ้อง จําเลยมิได้ระบุถึงบุคคลที่ถูกดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทให้รู้ได้แน่นอนว่าเป็นองค์พระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งโดยเฉพาะ ทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ก็มิใช่องค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงมิใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พยานหลักฐานโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจําเลยกระทําความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...