โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทยซื้ออาวุธจีน กัมพูชาก็ใช้อาวุธจีน แต่คนผิดกลับเป็นจีน

The Better

อัพเดต 02 ต.ค. 2568 เวลา 14.04 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2568 เวลา 08.30 น. • THE BETTER

รายงานของ The New York Times เรื่อง"อาวุธจีนเปลี่ยนสงครามระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศได้อย่างไร" กำลังสร้างความกังขาในหมูู่คนไทยต่อจีน

เพราะระบุว่าจีนได้ส่งอาวุธให้กัมพูชาไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่สงครามจะเริ่มขึ้น

รายงานระบุว่า"เครื่องบินดังกล่าวคือเครื่องบิน Y-20 ซึ่งในจีนเรียกว่า Chubby Girls เนื่องจากลำตัวกว้างและสามารถบรรทุกสัมภาระหนักได้ เครื่องบินลำดังกล่าวบินมายังเมืองสีหนุวิลล์ทางตะวันตกเฉียงใต้ 6 เที่ยวบิน โดยบรรทุกจรวด กระสุนปืนใหญ่ และปืนครก ตามเอกสารข่าวกรองของไทยที่ The New York Times ตรวจสอบ ซึ่งเป็นการขนส่งที่ไม่เคยมีรายงานมาก่อน"

และว่า "เอกสารระบุว่าอาวุธของจีนถูกบรรจุลงในตู้คอนเทนเนอร์ 42 ตู้ และจัดเก็บไว้ที่ฐานทัพเรือเรียมที่อยู่ใกล้เคียง ไม่กี่วันต่อมา กระสุนที่ผลิตในจีนก็ถูกเคลื่อนย้ายจากฐานทัพไปทางเหนือหลายร้อยไมล์ ไปยังชายแดนกัมพูชาที่ติดกับไทย"

หลังจากเห็นรายงานนี้ คนไทยก็โจมตีจีนอย่างหนัก กระทั่ง Facebook สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยก็เต็มไปด้วยคำถามและความไม่พอใจของคนไทย

นี่เป็นอีกครั้งที่จีนถูกกล่าวหาจากคนไทยว่า"ช่วยเหลือกัมพูชาด้านอาวุธ" ซึ่งทำให้สถานเอกอัครราชทูตจีนต้องชี้แจงไปแล้วรอบหนึ่ง

ณ เวลานั้นก็พอจะมีคนเข้าใจอยู่บ้างว่า ไม่ใช่แค่กัมพูชาที่ซื้ออาวุธจากจีน แต่ไทยก็ซื้อจากจีนด้วย โดยตัวเลขจาก COMTRADE อันเป็นฐานข้อมูลการค้าของสหประชาชาติพบว่าในปี 2021 กัมพูชานำเข้าอาวุธจากจีน 139 ล้านดอลาร์ ในปีเดียวกันไทยนำเข้าอาวุธจากจีน 6.12 ล้านดอลลาร์ ในปี 2022 กัมพูชานำเข้าอาวุธจากจีน 5.21 ล้านดอลลาร์ ในปีเดียวกันไทยนำเข้าอาวุธจากจีน 27.9 ล้านดอลลาร์

ตัวเลขนี้ขึ้นๆ ลงๆ และไม่สมมาตรกัน แต่นำมาแสดงให้เห็นว่าทั้งไทยและกัมพูชาเป็นลูกค้าของจีนทั้งคู่

และเมื่อเดือนกรฎาคม ใน WeChat มีบทความหนึ่งของนักวิเคราะห์จีนที่แพร่หลายในระดับหนึ่ง ชื่อว่า "ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา กลายเป็นการทะเลาะวิวาทด้วยอาวุธจีนไปแล้วหรือไม่?"

บทความนี้ชี้ว่า หลังจากที่มีการพบอาวุธจีนถูกใช้ในการรบระหว่างไทยกับกัมพูชา นักวิเคราะห์จีนก็ชี้ว่า "อาวุธจีนเหล่านี้เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของความขัดแย้งนี้ มีข่าวลือแพร่สะพัดทางออนไลน์ว่ามหาอำนาจทุกประเทศมีฐานที่มั่น (การส่งออกอาวุธ) เป็นของตัวเอง ฐานที่มั่นของสหรัฐอเมริกาคืออเมริกากลาง ฐานที่มั่นของรัสเซียคือเอเชียกลาง ฐานที่มั่นของฝรั่งเศสคือแอฟริกาเหนือ และฐานที่มั่นของจีนคือคาบสมุทรอินโดจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้"

"ดังนั้น อาวุธและอุปกรณ์ของหลายประเทศในคาบสมุทรอินโดจีนจึงส่วนใหญ่ผลิตในประเทศจีน ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในปัจจุบันกลายเป็นการต่อสู้ระยะประชิดระหว่างอาวุธของจีน แต่ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังและระดับความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ทำให้ไม่มีการใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่และทันสมัยจำนวนมาก"

"คาบสมุทรอินโดจีน" เป็นอีกชื่อหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่

บทความของนักวิเคราะห์จีนจึงไม่ถูกต้องเต็มร้อย เพราะจริงอยู่ที่ในคาบสมุทรอินโดจีนมรสงครามยิบย่อยมากมายที่ใช้อาวุธจีนจนเรียกได้ว่าเป็น "สงครามกลางเมืองของอาวุธจีน" ได้อยู่ แต่สงครามระหว่างไทยกับกัมพูชาจะเรียกว่าเป็น "การทะเลาะวิวาทด้วยอาวุธจีน" ไม่ได้ เพราะไทยใช้อาวุธตะวันตกเป็นตัวชูโรง ส่วนกัมพูชาต้องพึ่งอาวุธจีนเท่านั้น

แต่อย่างน้อยทัศนะของชาวจีนก็ช่วยย้ำว่า ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ซื้ออาวุธจากจีน

โดยเฉพาะไทยนั้น แม้จะกระจายความหลากหลายด้านอาวุธก็จริง แต่จากข้อมูลของสถาบัน Lowy Institute ระบุว่าก่อนปี 2017 สหรัฐฯ เป็นผู้จัดหาอาวุธรายใหญ่ที่สุดให้กับไทย แต่หลังจากนั้น จีนได้ “แซงหน้า” สหรัฐฯ ไปอย่างมาก ปัจจุบัน โดยจีนไม่เพียงแต่เป็นแหล่งจัดหายุทโธปกรณ์ป้องกันประเทศรายใหญ่ที่สุดของไทยเท่านั้น แต่ยังจัดหาอาวุธมากกว่าสหรัฐฯ เกือบสามเท่าอีกด้วย

Lowy Institute จึงชี้ว่า"ไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา แต่มีจีนเป็นซัพพลายเออร์อาวุธรายใหญ่"

และ"สหรัฐอเมริกาได้ลดความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับกัมพูชาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2010 และกับไทยนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2014 หลังจากนั้น จีนได้เพิ่มความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศกับทั้งสองประเทศ" ซึ่งปีทั้งสอง คือปีที่กัมพูชาแสดงท่าทีเป็นมิตรด้านความมั่นคงกับจีนอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นปีที่ไทยทำรัฐประหารจนสหรัฐฯ ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทหาร และ "จีนได้ใช้โอกาสนี้ เสริมสร้างความสัมพันธ์ด้านการป้องกันประเทศกับกัมพูชาและไทย หลังจากความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของทั้งสองประเทศกับสหรัฐอเมริกาเย็นชาลง"

เมื่อไทยกับกัมพูชาต่างก็ใช้บริการของจีน ดังนั้นแล้วจีนกลายเป็นคนผิดไปได้อย่างไร?

ที่ทำให้คนไทยคิดว่า "จีนช่วยกัมพูชา" นั่นก็เพราะเพราะแยกไม่ออกระหว่าง "การซื้ออาวุธ" กับการ "มอบอาวุธให้ฟรีๆ"

ถ้าหากจีนมอบอาวุธให้กัมพูชาฟรีๆ"ในช่วงสงครามกับไทย" แบบนี้คนไทยก็ควรจะต่อต้านจีน เพราะเท่ากับทำตรงกันข้ามกับคำขวัญที่ว่า "จีนไทยใช่อื่นใดพี่น้องกัน"

พี่น้องที่ไหนจะส่งมีดให้คนข้างบ้านมาฆ่าพี่น้องกันเอง จริงไหม?

อีกเรื่องก็คือ การค้าอาวุธเป็น "การค้าตามปกติ" ของโลก การซื้อการขายของประเทศต่างๆ เป็นเรื่องนอกเหนือความรับผิดชอบของคนขายว่า "การเอาไปฆ่าใคร" หรือ "เอาไว้ปกป้องอะไร"

การบอกว่าประเทศที่ขายอาวุธให้เป็นคนผิด แบบนี้ก็ผิดกันทั้งโลก และควรจะประณามสหรัฐอเมริกาด้วยในทุกกรณีของความขัดแย้ง เพราะเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ที่สุด (และยังขาย F-16 ให้ไทยไปบอมบ์กัมพูชาด้วยซ้ำ โดยที่พวกเขมรก็ไม่ได้คร่ำครวญอะไรกับอเมริกัน)

ที่ว่าคนขายอาวุธย่อมเป็นคนผิด ตรรกะแบบนี้ผิดเพี้ยนอย่างมาก เพราะสมมติว่าถ้านาย A ซื้อมีดจากนาย B มาแทงนาย C ความผิดควรจะตกอยู่กับนาย B งั้นหรือ?

สิ่งที่ทำให้ตรรกะผิดเพี้ยนก็คือ "อารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผล"

แน่นอนว่า มันมีสิ่งที่เรียกว่า"จริยธรรมการค้าอาวุธ" (Ethics of Arms Trade) แต่คู่สงครามต่างก็ซื้ออาวุธจากแหล่งเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ปัญหาด้านจริยธรรมจึงไม่อยู่ในวาระที่จะต้องมา"ดีเบต"

และจีนขายอาวุธให้กัมพูชาตามกลไกตลาด ไม่ได้ให้เปล่าหรือช่วยเหลือเพื่อเอาอาวุธนั้นมาเข่นฆ่าคนไทย แม้จีนจะให้อาวุธกัมพูชาฟรีๆ แต่จีนก็อาจจะมองว่าการช่วยเหลือกัมพูชาด้านอาวุธก็เพื่อคานอำนาจกับเวียดนามและสหรัฐอเมริกา

โปรดทราบว่าในช่วงก่อนที่จะเกิดสงครามระหว่างสองประเทศ เวียดนามนั้น"เอียงไปทางสหรัฐฯ และไม่สนิทกับจีน" และ"สหรัฐฯ โจมตีกัมพูชาเพราะสนิทกับจีน"

มีเหตุผลให้คิดว่า จีนอาจจะช่วยกัมพูชาด้านอาวุธ เพราะอาจจะเอาไว้สร้างดุลยภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ

ในรายงานของ The New York Times เรื่อง "อาวุธจีนเปลี่ยนสงครามระหว่างเพื่อนบ้านสองประเทศได้อย่างไร" ก็ระบุเอาไว้ว่า กัมพูชาสะสมอาวุธนานหลายปี เพื่อ "ทำลายสภาวะอิหลักอิเหลื่อ" ที่ชายแดน

NYT อ้างนาธาน รูเซอร์ (Nathan Ruser) นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายเชิงกลยุทธ์ออสเตรเลียกล่าว “หลักฐานทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าบรรดาผู้นำกัมพูชาได้ตัดสินใจร่วมกันในช่วงหลายเดือนและหลายปีก่อนที่จะเกิดการปะทะบริเวณชายแดนเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะเดิม (status quo) ตามแนวชายแดน”

แต่นี่เป็นเพียง"การวิเคราะห์" ไม่ใช่ข้อเท็จจริง และวิเคราะห์ว่ากัมพูชาสะสมอาวุธเพื่อมาเล่นงานไทย

แต่หากได้อ่านบทวิเคราะห์ที่ผ่านมาของผม ก็จะจำได้ว่าผมเคยอ้างนักวิชาการกัมพูชาที่เคยกล่าวไว้ "ในช่วงสันติภาพกับไทย" ว่าแท้จริงแล้วกัมพูชาเห็นเวียดนามเป็นภัยคุกคามมากว่าในเรื่องดินแดน ส่วนไทยเป็นภัยคุกคามในเรื่องนี้น้อยกว่า

แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นภัย และไม่ได้หมายความว่ากัมพูชาจะไม่กล้าทำอะไรกับไทย เพราะเป็นที่ทราบกันว่า"ระบอบตระกูลฮุน" มักจะใช้ไทยเป็นเป้าเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลกัมพูชา

ดังนั้นมันอาจจะเป็นได้ทั้ง "ความระแวงเพื่อนบ้าน" ของกัมพูชา และอาจเป็นได้ทั้ง "การใช้สงครามภายนอกเบี่ยงเบนสงครามภายใน" ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด มันนำไปสู่การสะสมอาวุธครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปี จากตัวเลขของสถาบัน IISS เผยว่างบประมาณด้านการทหารของกัมพูชา คือ 1.3 พันล้านนดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20 - 30% ระหว่างปี 2022 - 2023 ทำให้กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียนที่มีการเติบโตด้านงบทหารสูงสุด

ผมเคยตั้งคำถามในตอนที่ตัวเลขออกมาใหม่ๆ ว่า "กัมพูชาจะเอาอาวุธไปรบกับใคร?" ผมยังเชื่อนักวิชาการกัมพูชาว่าจะเอาไว้ถ่วงดุลเวียดนามและช่วยจีนถ่วงดุลสหรัฐฯ

แต่บางทีการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์อออสเตรเลียอาจจะถูกก็ได้ว่า กัมพูชาต้องการเปลี่ยนแปลงสถานะของชายแดนไทย

คำถามก็คือ"จีนมองเห็นแนวโน้มที่กัมพูชาจะโจมตีไทยหรือไม่?" หรือมองเห็นว่ากัมพูชาต้องการเปลี่ยนสถานะที่ชายแดนอย่างที่นักวิเคราะห์ชาวออสเตรเลียถามหรือไม่?

คำถามนี้แม้ผมอยากให้จีนตอบ แต่ก็เชื่อว่าจีนจะไม่ตอบตรงๆ (หรืออาจะไม่ตอบเลยก็ได้)

แต่ถ้าไม่ทำเรื่องนี้ให้ชัดเจน ความสัมพันธ์ไทยกับจีนจะมีปัญหา

เพราะแม้จีนไม่ต้องรับผิดชอบด้านจริยธรรมการค้าอาวุธ แต่อาจจะต้องรับ"วิบากกรรม" ในฐานะ "สหายใหญ่" ที่ประสานไทยกับกัมพูชาเอาไว้

ก่อนที่จะเกิดสงครามนั้น ความสัมพันธ์ไทย จีน กัมพูชานั้นเป็น "สามเส้าเหล็ก" สำหรับจีนในภูมิภาคนี้ เพราะจีนใช้กัมพูชาเป็นที่มั่นด้านความมั่นคง ส่วนรัฐบาลไทยก็ใกล้ชิดจีนมากขึ้น หากต้องการจะรักษาอิทธิพลของตนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ จีนก็แค่คอยสอดส่องไม่ให้กัมพูชานอกลู่นอกทางเท่านั้น

แต่ปรากฏว่ากัมพูชาก็ออกนอกลู่นอกทาง โดยเรียกทรัมป์เข้ามาช่วยบีบไทยให้หยุดยิง เท่ากับ"หักหลังจีน" และทำลาย"สามเส้าเหล็ก"

ในวลานั้นคนไทยรู้สึกเห็นใจจีนที่ถูกกัมพูชา"แปรพักตร์" แต่แล้วกัมพูชาก็ตีสองหน้าไปเลียแข้งเลียขาจีนถึงถิ่น และยังเลียทรัมป์ด้วยจดหมาย

แทนที่จีนจะลงโทษกัมพูชา จีนกลับโอ๋กัมพูชาจนสร้างความงุนงงให้ไทย แต่คนไทยก็ยังไม่เห็นว่าจีนข้าข้างกัมพูชามากกว่าไทย

กระนั้นก็ตาม การที่มีข่าวจาก The New York Times ออกมา แล้วคนไทยมีปฏิกิริยาต่อต้านจีนอย่างรุนแรงนั้น แม้จะ "ตรรกะวิบัติ" แต่มันก็สะท้อนว่าคนไทยคาดหวังอะไรจากจีนอยู่ และระเบิดความผิดหวังนั้นออกมา

เพราะความที่คนไทยมีตรรกะวิบัติเรื่องขายอาวุธ ดังนั้นทางการจีนจึงไม่จำเป็นต้องโต้ด้วยความไม่พอใจ เพียงแต่ควรจะตระหนักว่าในประเทศไทยมี"คลื่นใต้น้ำ" ที่จะกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย-จีน คลื่นนี้รุนแรงขึ้นเพราะความไม่ชัดเจนของจีนหลังสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา

ที่น่าสังเกตเรื่องหนึ่งก็คือ รายงานของ The New York Times ไม่ได้อ้างข้อมูล "ประเทศที่สาม" ที่เป็นคู่กรณีกับจีน แต่อ้างข้อมูลข่าวกรองของกองทัพไทย และยืนยันกับเจ้าหน้าที่ไม่เผยนามของกองทัพไทย

เอกสารลับนี้หลุดไปถึงมือ "สื่อตะวันตก" ได้อย่างไร? บางทีนี่ก็อาจจะเป็นคลื่นใต้น้ำลูกหนึ่งเหมือนกัน

ความรู้สึกของคนไทยอาจะเป็น "ปัญหา" มากกว่าตรรกะของคนไทยต่อจีนด้วยซ้ำ

ผมมองเห็นว่าจีนไม่มีพันธะใดๆ ที่จะต้องมาแบกรับ "จริยธรรมการค้าอาวุธ" เพราะอย่างที่บอกไปนี่คือระบบตลาดที่ผู้ขายไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

จีนเองก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนท่าทีกับกัมพูชา เพราะมันเป็นอธิปไตยด้านนโยบายการต่างประเทศของจีนเอง

แต่หากจีนต้องการรักษาสมดุลด้านอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมคิดว่าสิ่งที่จีนอาจจะต้องพิจารณามากขึ้นก็คือ "เสียงของคนไทย"

เพราะในประเทศต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่นั้น ประชาชนไม่มีสิทธิมีเสียงอะไรต่อรัฐบาลของพวกเขา

มีแต่ "เสียงของประชนไทย" เท่านั้นที่มีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่สุด

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - นายกรัฐมนตรีฮุนเซนแห่งกัมพูชา (ซ้าย) จับมือกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงแห่งจีน (ขวา) ก่อนการพบปะกันที่มหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562 (ภาพโดย MADOKA IKEGAMI / POOL / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...