โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมทะเลฯ หนุนโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต

Khaosod

อัพเดต 29 ส.ค. 2566 เวลา 07.35 น. • เผยแพร่ 29 ส.ค. 2566 เวลา 06.55 น.

กรมทะเลชายฝั่ง หนุนโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ดึงเอกชนร่วมสนับสนุน สร้างรายได้ให้ชุมชน ย้ำประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. นายอภิชัย เอกวนากุล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพร้อมจะยกระดับการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี ค.ศ. 2065

โดยนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้กำชับผ่านนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดทส. ให้กรมทช. ขับเคลื่อนประเทศก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ผ่านโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต มุ่งเน้นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับป่าชายเลนในระยะเวลาอันสั้น โดยมีการบำรุงรักษาต่อเนื่อง 10-30 ปี เป็นการคืนความสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศ ชุมชนได้ประโยชน์จากการสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างอาชีพ

ทั้งนี้ คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการฯ สามารถชดเชยการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับต่างๆ ในระบบทะเบียนของ T-VER ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับสัดส่วนการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต เพื่อนำไปสนับสนุนให้ชุมชนใช้ในการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่

นายอภิชัย กล่าวอีกว่า โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต กรม ทช. กำหนดเป้าหมายไว้ 10 ปี เพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 300,000 ไร่ พร้อมให้ผู้ร่วมพัฒนาโครงการได้รับอนุมัติให้เข้าร่วมโครงการฯ คราวละ 10 ,20 หรือ 30 ปี ภาคเอกชนหรือบุคคลภายนอกที่เข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาโครงการกับชุมชนจะต้องสนับสนุนงบประมาณในการปลูก บำรุง ดูแล ลาดตระเวนคุ้มครองพื้นที่ป่าและอื่นๆ ตามแผนงานและกรอบวงเงินที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน ตามความสมัครใจ ซึ่งสัดส่วนการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการปลูกและบำรุงป่าชายเลน สำหรับชุมชน กรม ทช. ในฐานะเจ้าของโครงการจะได้รับการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต ร้อยละ 10 ผู้ร่วมพัฒนาโครงการ (ชุมชนชายฝั่ง) จะได้รับร้อยละ 90 หากชุมชนใดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมพัฒนาโครงการฯ สนับสนุนงบประมาณ ให้ทั้งสองฝ่ายตกลงเรื่องสัดส่วนการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตร่วมกันตามความสมัครใจ

โดยกรม ทช. เป็นเจ้าของโครงการฯ มีการแต่งตั้งมอบหมายเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการร่วมกับผู้ร่วมพัฒนาโครงการ (บุคคลภายนอก ภาคเอกชน และชุมชน) ภายใต้พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558 และกฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวข้อง มิใช่การอนุญาตให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการในลักษณะการให้สัมปทานป่าไม้ ภาคเอกชนที่สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายให้ชุมชน ไม่มีสิทธิในพื้นที่ดำเนินโครงการฯแต่อย่างใด ผู้ร่วมพัฒนาโครงการจะได้รับเพียงสัดส่วนคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นภายหลังการดำเนินโครงการฯเท่านั้น

พร้อมกันนี้ กรม ทช.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินโครงการฯ เพื่อรายงานผลความก้าวหน้าและกำกับติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าความสมบูรณ์ของป่าชายเลนจะเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับชุมชนและประเทศในภาพรวม โดยพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมดยังคงเป็นทรัพย์สมบัติสาธารณะของชาติ

โดยโครงการฯ สำหรับบุคคลภายนอก ปี 65 มีภาคเอกชนเข้าร่วม 14 ราย เนื้อที่ 41,031.04 ไร่ ในพื้นที่นากุ้งร้างที่มีการตรวจยึดทวงคืนที่คดีถึงที่สิ้นสุดแล้ว โดยจะฟื้นฟู ปลูกเสริม ปรับสภาพพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม มิได้ดำเนินการในพื้นที่ป่าชายเลนสำหรับชุมชนแต่อย่างใด สำหรับโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับชุมชน เป็นการดำเนินการในพื้นที่ป่าชายเลนที่ชุมชนดูแลอยู่เดิม หากมีเอกชนหรือชุมชนดำเนินการเอง การคำนวณคาร์บอนเครดิตจะประเมินการเติบโตนับตั้งแต่วันที่เริ่มดำเนินโครงการเท่านั้น ทั้งนี้ ต้องยื่นขึ้นทะเบียนโครงการฯ เพื่อประเมินคาร์บอนเครดิตกับองค์การบริหารก๊าซเรียนกระจก (อบก.)เท่านั้น โดยต้องมีการจ้างบริษัทผู้ประเมินที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อบก. โดยการดำเนินการดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ชุมชนส่วนใหญ่จะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นผู้พัฒนาโครงการฯ

อย่างไรก็ตามกรมทช. มีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่และคืนความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศป่าชายเลน รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ดูแล รักษาทรัพยากรป่าชายเลนให้เป็นแหล่งพึ่งพิงใช้ประโยชน์ของชุมชนอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ ให้กับชุมชนในพื้นที่ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณจากหน่วยงานราชการอีกด้วย

นายสุธีร์ ปานขวัญ ประธานคณะกรรมการบริหารป่าชายเลนสำหรับชุมชนบ้านไหนหนัง จ.กระบี่ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2535 ที่ทางชุมชนบ้านไหนหนัง ได้มีการรวมตัวในการร่วมกันดูแล อนุรักษ์ ฟื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งทำมาหากินของชุมชน โดยชุมชนทำกันเอง และมีหน่วยงานจากองค์กรต่างๆ เข้ามาสนับสนุนบ้าง กิจกรรมหลักของกลุ่ม คือการอนุรักษ์ป่าชายเลน พื้นที่ 3,500 ไร่ และเป็นกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับการเลี้ยงผึ้งโพรง ที่ต้องอาศัยความอุดมสมบูรณ์ของป่าซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของผึ้งโพรง ชุมชนจึงเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อคาร์บอนเครดิต เมื่อปี 2557 ทางกลุ่มได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนในชื่อ “วิสาหกิจชุมชนเลี้ยงผึ้งบ้านไหนหนัง” เนื่องจากกลุ่มมีความเข้มแข็งมากขึ้น ประกอบกับสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายน้ำผึ้ง โดยรายได้ 10% จะหักไว้เข้ากองทุนอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่ง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการกลุ่ม เพื่อสร้างความยั่งยืนของกลุ่ม

ทางสำนักทช.ที่10 มีการสนับสนุนกิจกรรมของชุมชน โดยการหาแหล่งงบประมาณจากบริษัทต่างๆ มาช่วยสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายให้ชุมชนมีกองทุนในการพัฒนาชุมชน ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ ส่งเสริมให้ชุมชนมีอาชีพ มีรายได้ และยังได้ช่วยกันปลูกป่า ดูแลป่า ช่วยเจ้าหน้าที่ในการลาดตระเวนเฝ้าระวังป่าชายเลน ขอยืนยันตรงนี้ว่า ผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตทั้งหมด สร้างประโยชน์ต่อชุมชน แน่นอน

นายประนอม หวังเสล่ ประธานคณะกรรมการบริหารป่าชายเลนสำหรับชุมชนบ้านโคกยูง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการป่าชายเลนหรับชุมชน และโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต เพราะมีเจ้าหน้าที่ ทช. คอยให้คำปรึกษา ประสานหาแหล่งงบประมาณจากภาคเอกชนมาช่วยออกค่าใช้จ่าย ได้เงินกองทุนช่วยพัฒนาชุมชน ชาวบ้านที่ตกงาน พอได้ทำงาน ปลูกป่า ดูแลป่า ลาดตระเวนชาวบ้านได้ทำมาหากินจับปู จับปลา สิ่งนี้แหละที่ชาวบ้านจับต้องได้ คาร์บอนเครดิต ก็ถือว่าเป็น โปรโมชั่น ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้ ถ้าได้มาชาวบ้านก็ได้โชค 2 ชั้นแต่สิ่งที่ชุมชนได้จากโครงการคือได้ร่วมฟื้นฟูดูแลป่าให้สมบูรณ์ อย่างต่อเนื่อง สัตว์น้ำเพิ่มขึ้น สร้างรายได้สร้างอาชีพให้ชุมชนป่าสมบูรณ์คนพึ่งพิงป่าใช้ประโยชน์จากป่า

ส่วนเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนงบประมาณไม่ได้มีสิทธิ์อะไรในพื้นที่ป่า ชุมชนจัดการป่าเองร่วมกับเจ้าหน้าที่กรม ทช. ป่ายังเป็นของชุมชนของราชการ เอกชนเพียงแต่รอผลจากการประเมินคาร์บอนเครดิตเหมือนรออากาศในอนาคต แต่ผลประโยชน์ตกกับชุมชนแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...