โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

คุณชายสาม อย่าทำตัววุ่นวาย || Omega verse

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 ก.ย 2566 เวลา 06.39 น. • เผยแพร่ 06 ก.ย 2566 เวลา 06.39 น. • เสี่ยวหลิน
นี่คือชีวิตช่วงขาลงของกู้หย่วน ที่นอกจากจะถูกคนรักสวมเขา ข่าวฉาวของคุณชายคนหนึ่งที่เขาเป็นคนเขียนก็ทำให้ต้องออกจากงานเพื่อแสดงความรับผิดชอบ แต่ดูเหมือนจะไม่พอเพราะคุณชายคนนั้นยังทำตัววุ่นวายกับเขาอยู่

ข้อมูลเบื้องต้น

คุณชายสาม อย่าทำตัววุ่นวาย

OMEGA VERSE

กู้หย่วนคิดว่าตัวเองอาจจะอยู่ในช่วงขาลง เพราะนอกจากคนรักที่คบกันมานานจะหนีไปมีคู่แห่งโชคชะตาแล้ว หลังจากนั้นสำนักข่าวของเขาก็ถูกฟ้อง

เป็นเพราะข่าวฉาวของคุณชายบ้านรวยคนหนึ่งที่เขาเป็นคนเขียน ทำให้คุณชายคนนั้นไม่พอใจ เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบ กู้หย่วนจำเป็นต้องลาออกจากงานและหอบกระเช้าไปขอโทษคุณชายท่านนั้นอย่างจริงใจ

แต่พอคิดว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ใครจะคิดว่ามันจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย เมื่อกู้หย่วนเผลอไปหลับนอนกับคุณชายคู่กรณีเข้า

ช่างเป็นเรื่องที่ซวยบัดซบจนไม่น่าให้อภัย เพราะคุณชายคนนั้นคิดว่าเขาใช้ร่างกายเพื่อไถ่โทษกับสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะสิ!

"นี่คงจะเป็นแผนของคุณสินะ"

"ไม่ใช่เลยสักนิด"

"คิดว่าตัวเองตรงสเปคแล้วจะใช้ร่างกายยั่วยวนยังไงก็ได้ใช่ไหม ฝันไปเถอะ คุณทำให้ผมเสียหาย นอกจากไม่ให้อภัยแล้วคุณต้องชดใช้ให้อย่างสาสม!"

หมอนี่พูดเรื่องเหลวไหลอะไรนะ

พบกับสกู๊ปข่าวพิเศษ

คุณชายสามที่ถูกนั่งเทียนเขียนข่าว

"ฉันจะไม่ให้อภัยพวกนักข่าวไร้จรรยาบรรณ ฉันจะใช้อำนาจทุกอย่างที่มีฟ้องให้หนัก!"

คุณชายสามหลังจากที่มีค่ำคืนแสนหวานกับนักข่าวคนนั้น

"หึ อย่าคิดว่าฉันจะให้อภัยง่ายๆ ถ้าชดใช้ด้วยร่างกายแล้วทุกอย่างจะจบลง โลกนี้คงไม่มีคำว่าขอโทษหรอกนะ"

คุณชายสามหลังจากนั้นไม่นาน

"ว่ากันว่าการให้อภัยเป็นทานที่ยิ่งใหญ่ หยวนหย่วน ผมผิดไปแล้ว เปิดประตูเถอะ!"

ตอนที่ 1 คุณชายสามเป็นข่าวแล้ว

ตอนที่ 1 คุณชายสามเป็นข่าวแล้ว

คุณชายสามแห่งตระกูลดัง ควงหนุ่มน้อยปริศนาเข้าคอนโดถึงสองคน!!

ยังคงฮอตฮิตอีกเช่นเดิมกับคุณชายแห่งตระกูลเฉิงผู้โด่งดัง ที่ขึ้นชื่อเรื่องเปลี่ยนคู่ควงไม่ซ้ำหน้า ไม่ว่าจะหนุ่มน้อยหรือหนุ่มใหญ่ ขอแค่ถูกใจคุณก็จะได้เป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญของเขา

แต่ทว่าดูเหมือนครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการก้าวข้ามขีดจำกีดของตัวเองของคุณชายท่านนี้ เพราะเมื่อเย็นวานนี้ มีคนเห็นว่าคุณชายสามควงโอเมก้าตัวน้อยเข้าคอนโดหรูของตัวเองถึงสองคน!

ทั้งนี้ทั้งนั้นโอเมก้าที่เขาควงในครั้งต่างก็มีหน้าตาสะสวยด้วยกันทั้งคู่ ดังภาพที่ได้เห็น แม้จะเห็นไม่ชัด แต่ก็สามารถบอกได้ว่าคุณชายคนนี้มีรสนิยมแบบไหน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะเลือกไม่ได้

ส่วนคู่ควงคนก่อนอย่างนางแบบตัวย่อ H. ดูท่าว่าจะตกกระป๋องไปเสียแล้ว เห็นได้ชัดว่ารสนิยมของคุณชายท่านนี้เปลี่ยนไปมาตามอารมณ์ โอเมก้าตัวน้อยคนไหนที่กำลังต่อแถวอยู่ก็อย่างเพิ่งถอดใจไป ทำตัวโดดเด่นเข้าไว้ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะถูกตาต้องใจเขา!

“หา! นี่มันข่าวบ้าอะไรเนี่ย นี่มันบทความขยะชัดๆ! นักข่าวสมัยนี้สมองกลวงไปหมดแล้วเหรอ” คุณชายสามเฉิงซวนผู้เป็นประเด็นร้อน มีสีหน้าดำคล้ำหลังจากที่ได้อ่านบทความที่เขียนถึงเขาโดยตรง

ควงสองบ้าอะไร ก้าวข้ามขีดจำกัดอะไร เหลวไหลทั้งเพ!

ตอนนี้บทความกำลังถูกแชร์ออกไปมากกว่าหนึ่งหมื่นแชร์ แม้ว่าเฉิงซวนจะไม่ใช่คนในวงการบันเทิง แต่เพราะได้ชื่อว่าเป็นคนตระกูลเฉิงตัวตนของเฉิงซวนก็ไม่ต่างอะไรกับเซเล็บคนดัง

ชื่อของเขาจึงถูกรู้จักอย่างเป็นวงกว้าง แม้ว่าจะใช้ชีวิตภายใต้คำว่าคุณชายเสเพล แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เคยไม่ใครกล้าเขียนข่าวของเขาเพราะเกรงกลัวเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่อย่างพี่ชายทั้งสองที่คนหนึ่งเป็นถึงซีอีโอของบริษัทบันเทิงยักษ์ใหญ่และยังเป็นผู้มีอิทธิพลในโลกธุรกิจ และอีกคนก็เป็นถึงเจ้าตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเย็นชาและเด็ดขาด เพียงแค่ปรายตามองผู้คนก็ล้มตายได้

และเพราะมีสองอำนาจล้นฟ้าที่คอยหนุนหลังคุณชายสามเฉิงซวนอยู่ในตอนนี้ เลยทำให้ที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าลูบคมเขาสักคน

แต่หนนี้ดูเหมือนว่าจะมีคนไม่กลัวตาย เพราะนอกจากจะเขียนโจมตีเขาโดยตรงแล้ว เนื้อหาขอบทความยังไม่มีส่วนไหนที่ใกล้ความจริงเลยสักนิด

เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เฉิงซวนต้องเอาเรื่องนี้มาฟ้องพี่ชายทั้งสองให้จัดการ

เขาเป็นน้องเล็กไม่มีอำนาจ แต่พี่ชายของเขามีอย่างล้นเหลือ และยังโหดเหี้ยมไร้ศีลธรรม แค่ชี้นิ้วครั้งเดียวคนที่เขียนบทความนั่นจะต้องได้บทเรียนที่สาสม!

“ซวนซวนน้อย ในที่สุดก็มีวันนี้ วันที่ผู้คนเกลียดชังนาย เห็นได้ชัดว่าคนเขียนบทความนั่นเป็นแอนตี้สุดที่รักที่คนเขาว่ากัน” เฉิงรุ่ยกล่าวอย่างอารมณ์ดี แม้ว่าจะปวดใจที่น้องชายที่น่ารักโดนทำร้ายจิตใจ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องบันเทิงอย่างหนึ่ง

“ได้ป้องกันไหม” เฉิงเจี้ยนถามเสียงเรียบ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาจังจริงเรื่องนี้แค่ไหน

หากวันหนึ่งมีคนอุ้มลูกมาทวงถามถึงสิทธิการเลี้ยงดูพร้อมกันถึงสองคน ตระกูลเฉิงอาจถูกครหาได้

“ผมไม่ได้ทำอย่างนั้น! อย่ามองเหมือนว่าผมเป็นภัยสังคมสิ!”

พี่ชายพวกนี้เห็นน้องเป็นคนยังไง

เขาเป็นอัลฟาที่ใช้ชีวิตแบบไม่มีพิษภัย ไม่ก่ออาชญากรรม เรื่องผิดศีลธรรมไม่ยุ่งและทำความดีตั้งวันละสามหน แต่ทำไมภาพลักษณ์ของเขาถึงได้กลายเป็นอย่างนั้นไปได้?

ตอนนี้หัวใจของเฉิงซวนบอบช้ำอย่างหนัก เขามาหาพี่ชายเพื่อหวังให้พวกเขาปลอบใจ ไม่คิดเลยว่าสองคนนี้จะมีความสุขบนความทุกข์ของเขา

พวกแมวเจ้าเล่ห์กำลังทำให้หมาน้อยอย่างเขามีปม!

“สองคนนั้นเป็นใคร” เฉิงรุ่ยได้แกล้งเจ้าหมาเด็กจนพอใจแล้วก็เอ่ยถาม

เฉิงซวนพ่นลมหายใจ “เพื่อนของผมเอง เมื่อคืนปาร์ตี้ตนเมาเรื้อน ผมก็เลยต้องพามาส่ง แล้วผมก็ไม่ได้ไปส่งแค่สองคนเสียหน่อย แค่เสี่ยวลู่กับเสี่ยวเกาเป็นคนสุดท้าย แถมยังอ้วกใส่ผมเลยต้องไปล้างตัวข้างใน นักข่าวตาถั่วดูยังไงว่าผมทำเรื่องแบบนั้น พี่ใหญ่ ครั้งนี้ผมเสียหายจริงๆ นะ”

ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้คนในเน็ตก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์เขาอย่างหนัก แม้ว่าเขาจะเสเพลไปบ้าง และมีบางครั้งที่ต้องหาคู่ปลดปล่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะชอบความตื่นเต้นแบบนั้นนี่!

ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อนของเขาเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เฉิงซวนเป็นอัลฟาแม้เรื่องมันจะใหญ่แต่มันจะจบเร็วซึ่งต่างจากโอเมก้าโดยสิ้นเชิง

ตอนนี้สองคนนั้นเองก็ถูกชาวเน็ตต่อว่าอย่างหนัก

ทั้งหมดนี่เป็นเพราะนักข่าวไร้จรรยาบรรณพวกนั้นที่สักแต่จะเขียนข่าวลงบล็อก แต่ไม่คิดจะตรวจสอบความจริง

เพราะแค่ต้องการข่าวที่น่าดึงดูดจึงไม่สนใจว่าใครจะได้รับผลกระทบบ้าง

“ผมจะฟ้องคนที่เขียนบทความนั่นให้หนักเลย จากนั้นผมก็จะเอาเงินไปซื้อขนม ผมได้หลักฐานมาหมดแล้ว คนพวกนั้นไม่รอดแน่” เฉิงซวนตัดสินใจได้แล้ว แน่นอนว่าการหาข้อมูลและหลักฐานต่างๆ เป็นสิ่งที่เฉิงซวนถนัด ภายในเวลาอันรวดเร็วเขาก็ได้ชื่อของคนของที่เขียนบทความนั้นแล้ว รวมไปถึงสำนักข่าวที่มีส่วนช่วยในการเผยแพร่นั้นด้วย

“นายทำทุกอย่างเองได้แล้วจะเรียกพวกเรามาทำไม”

“เรียกมาปลอบใจ น้องชายของพี่บอบบางมากนะ”

เฉิงรุ่ยและเฉิงเจี้ยนมองน้องชายที่ห่างไกลจากคำว่าบอบบางไปมากด้วยสายตาเอ็นดู พี่ชายคนโตเลยกวักมือเรียกเจ้าหมายักษ์ให้เข้ามาใกล้ๆ แล้วลูบหัวเป็นการปลอบใจตามความต้องการของเจ้าตัว

เมื่อเทียบกับเฉิงรุ่ยและเฉิงเจี้ยนแล้ว เฉิงซวนบอบบางมากจริงๆ

“รีบจัดการแล้วไปอธิบายให้แม่ฟังด้วย” เฉิงเจี้ยนเตือน เพราะไม่แน่ว่าทางนั้นเองก็คงจะเห็นข่าวแล้ว

เฉิงซวนพยักหน้าหงึกๆ ในขณะเดียวกันก็วางแผนในหัวอย่างเป็นขั้นตอน ใบหน้าลูกหมาใสซื่อค่อยๆ เผยความโหดร้ายออกมา

จะว่าไปแล้วสำนักข่าวนี้ก็มักจะเขียนข่าวของเขาเสียๆ หายๆ อยู่เป็นประจำ บรรดาเพื่อนคนดังของเขาเองก็ถูกใส่สีตีไข่จากสำนักข่าวนี้กันเป็นว่าเล่น

หลังจากที่หลับหูหลับตามานาน แต่ครั้งนี้คงต้องให้บทเรียนสักหน่อยแล้ว

ในยามค่ำคืนที่อุณหภูมิต่ำกว่าปกติเล็กน้อย ในสวนสาธารณะที่ผู้คนบางตา กู้หย่วนที่เพิ่งจะเดินปลดปล่อยความคิดเพียงลำพังมาได้สักพักก็หย่อนสะโพกลงที่ม้านั่งแล้วหยิบโทรศัพท์มาเปิดข้อความอ่านเป็นรอบที่สามหลังจากที่ได้รับมันมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน

กู้หย่วนเพิ่งถูกแฟนที่คบกันมาสิบปีบอกเลิกอย่างเรียบง่ายผ่านวีแชท ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาเจอคู่แห่งโชคชะตาที่ตนเองไม่สามารถฝืนสัญชาตญาณได้

ถามว่าเสียใจไหม แน่นอนว่ามันต้องมี สิบปีนั้นไม่ใช่น้อยๆ เลย หากเลวร้ายที่สุดในกรณีที่หมดรักแล้วยังมีความผูกพัน

แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าของกู้หย่วนกลับไม่มีร่องรอยของความเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย อาจจะเป็นเพราะแผนการแต่งงานที่วางแผนเอาไว้ยังไม่ได้พูดออกไป และเขาก็เรียกค่าเสียความรู้สึกจากถังหมิงมาได้ตั้งสองหมื่นหยวน

มันเป็นเรื่องปกติที่เวลาเลิกกับแฟนแล้วต้องคืนของที่อีกฝ่ายเคยให้เพื่อทำให้แฟนคนปัจจุบันที่กำลังคบอยู่ไม่ต้องเสียความรู้สึก

และบังเอิญว่าของที่มีคุณค่าทางใจของกู้หย่วนเป็นเงินที่ถังหมิงยืมไปโดยอ้างว่าเอาไปรักษาแม่ แม้เขาจะรู้ทีหลังว่าหมอนั่นเอาไปซื้อของปรนเปรอคู่แห่งโชคชะตาของตัวเองก็ตาม

ถึงมีความเสี่ยงที่จะแตกหักกับถังหมิงจนมองหน้ากันไม่ได้ แต่หัวใจของกู้หย่วนก็ไม่ได้แตกสลายจนเกินไป

เมื่อข้อความแจ้งเตือนว่ามีเงินเข้าจำนวนสองหมื่นหยวน กู้หย่วนก็ปิดล็อกหน้าจอแล้วล้วงเอาบุหรี่มาจุดสูบ

ว่ากันว่าการสูบบุหรี่คือการผ่อนคลายอย่างหนึ่ง ก็ทีมันคงจะเป็นอย่างนั้น

เขาคิดทบทวนเรื่องแฟนหนุ่มที่คบกันมาสิบปีและเพิ่งบอกเลิกไปหมาดๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาได้เจอคู่ชะตาของตัวเองแล้ว

อืม…ก็ฟังดูเข้าท่าดี ไม่มีใครฝืนสัญชาตญาณนั้นได้อยู่แล้ว ต่อให้นิ้วก้อยผูกด้วยด้ายแดงอย่างแน่นหนา แต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายเจอคู่แห่งโชคชะตามันจะขาดสะบั้นอย่างไร้เยื่อใย…

“คู่แห่งโชคตาพ่อมึงสิ” กู้หย่วนสบถแล้วขยี้ก้นบุหรี่ นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะรู้สึกเสียใจให้กับมัน

เขาโตแล้วและอายุตั้งสามสิบเจ็ด แค่อกหักจากคนรักที่คบกันมาสิบปีและเป็นเพื่อนกันมาทั้งชีวิตนั่นไม่เห็นเป็นไร

เพราะมันอย่างไรมันก็มีสัญญาณเตือนมาหลายครั้งแล้ว เรียกว่ากู้หย่วนทำใจยอมรับมาได้สักพักแล้วเลยไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดขนาดนั้น…

คิดว่านะ

ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำก็คือต้องกลับบ้านไปเก็บของของถังหมิงออกไป มันคงกระดากน่าดูที่จะเก็บของของแฟนเก่าไว้ที่บ้าน

กู้หย่วนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา ตอนนี้เกือบจะสองทุ่มแล้ว เขาเหลือบเห็นข้อความจากเด็กฝึกงานที่เขาเป็นคนดูแลอยู่ก็เลี่ยงที่จะเปิดดูไม่ได้

เธอคนนี้ที่เป็นคู่แห่งโชคชะตาของถังหมิง

หม่าลี่จู : ขอโทษนะคะพี่กู้ ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ค่ะ

อืม…ฉันไม่ถือหรอก เพราะบางทีเธอก็มีคุณสมบัติที่ดีกว่าฉัน

อย่างน้อยเธอก็ให้ในสิ่งที่ฉันให้ถังหมิงไม่ได้

กู้หย่วนจึงตอบกลับเธออย่างจริงใจไปว่า

‘ยินดีด้วย’

ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกยังไง แต่เธอก็ส่งรูปหลุดในขณะที่ถังหมิงกำลังแต่งตัวที่หน้ากระจก และมีภาพของเธอในสภาพกึ่งเปลือยสะท้อนอยู่ในนั้นด้วย

ต่อให้คนฉลาดมาเห็นก็สามารถรู้ได้ว่าพวกเขาอยู่ด้วยกันและเพิ่งจะผ่านอะไรกันมา

เด็กน้อยจริงๆ

กู้หย่วนไม่อยากถือสา เพราะนอกจากเธอจะเป็นเด็กฝึกงานที่เขารับผิดชอบแล้วเธอก็ยังเป็นลูกของเจ้านาย

ทัศนคติขอเด็กคนนี้มีปัญหาเล็กน้อย เพราะบางครั้งก็ทำให้เขาคิ้วขมวด เธอมักจะสร้างความเข้าใจผิดในที่ทำงานให้เขาราวกับเด็กขาดความอบอุ่น จนเขาต้องตักเตือนอยู่บ่อยครั้งคงสร้างความไม่พอใจให้กับเธอไม่น้อย

การที่เธอประกาศชัยชนะอย่างงดงามในครั้งนี้คงเป็นสิ่งที่น่าพอใจสำหรับเธอแล้ว

กู้หย่วนกดบันทึกรูปที่หม่าลี่จูส่งมา และไม่ลืมที่จะอัปโหลดเข้าเมลล์สำรอง เขาเป็นนักข่าว มันช่วยไม่ได้ที่พอเห็นภาพแบบนี้แล้วคันไม้คันมือ

แน่นอนว่าเขามีความยั้งคิดมากพอและคำนึงถึงจรรยาบรรณ ตราบใดที่หม่าลี่จูไม่ล้ำเส้นเขาไปมากกว่านี้และมีการเจรจากันดีแล้วภาพนี้จะไม่ถูกเผยแพร่ออกไป

เขาไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นหรอก ก็แค่ต้องสร้างหลักประกันว่าจะไม่มีเรื่องรำคาญใจให้ตัวเอง

หลังจากบันทึกรูปและอัปเข้าเมลล์สำรองเสร็จกู้หย่วนกำลังจะเก็บโทรศัพท์ แต่ก็มีสายเข้าอย่างพอดิบพอดี กู้หย่วนกดรับสายและเอ่ยอย่างสุภาพ

“ครับ สวัสดีครับ กู้หย่วนพูดครับ”

“กู้หย่วน ตอนนี้แย่แล้ว บทความของนายกำลังมีปัญหา รีบมาที่ออฟฟิศด่วน!”

แม้จะงงงวยและตั้งรับไม่ทัน แต่ดูเหมือนว่างานของเขาจะมีปัญหา จากที่จะกลับบ้านไปเก็บของ กู้หย่วนจึงต้องแวะไปที่ออฟฟิศเสียก่อน

วันนี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้นเลยแฮะ

ให้คุณลุงคนนี้ได้พักบ้างเถอะ

สกู๊ปพิเศษ

คุณชายสาม : ผมเป็นคนดี ไม่ก่ออาชญากรรม เรื่องผิดศีลธรรมไม่ยุ่ง

หยวนหย่วน : รู้สึกว่าในอนาคตมีใครบางคนจะทำเรื่องไร้ยางอาย

คุณชายสาม : (ตีหน้าซื่อ)

หยวนหย่วน : =_=!

มาหย่อนก่อนเวลาที่นัดกันไว้ค่ะ คุณชายสามมาแล้ว! จะป่วงกันขนาดไหนฝากติดตามด้วยนะคะ

หยวนหย่วนคนนี่จะโตหน่อย แต่นิสัยอึนๆ ใช้ชีวิตมาประมาณหนึ่ง และตรงไปตรงมา ไม่รู้ว่ามาเจอคนวุ่นวายอย่างเฉิงซวนแล้วจะไมเกรนขึ้นมั้ยนะ 5555555555

ตอนที่ 2 คุณชายสามไม่พอใจ

ตอนที่ 2 คุณชายสามไม่พอใจ

กู้หย่วนใช้เวลาไปประมาณยี่สิบนาทีก็ไปถึง เขาตรงไปชั้นที่ทำงานของตัวเองโดยไม่ว่อกแว่ก แม้ระหว่างทางจะได้ยินเสียงซุบซิบและสายตาที่ส่งมาให้อย่างเวทนาก็ตาม

“กู้หย่วน! ในที่สุดนายก็มาสักที ฉันร้อนใจแทบแย่” ชิงหัวเอ่ยอย่างร้อนใจ เธอเป็นคนโทรไปหากู้หย่วน และยังเป็นเพื่อนทำงานในสายเดียวกัน กู้หย่วนและเธอคนนี้นับว่าสนิทกันที่สุดแล้ว

“เกิดอะไรขึ้น”

“ก็บทความของนายน่ะสิ ตอนนี้คุณชายสามคนนั้นส่งทนายมาแล้ว นายแย่แน่ ตอนนี้เขากำลังคุยกับหัวหน้าอยู่”

กู้หย่วนขมวดคิ้ว เขาจำได้ว่าตนเองยังไม่ได้เขียนบทความอะไร แต่เพื่อทำความเข้าใจในสถานการณ์เขาจึงต้องเปิดเน็ตแล้วค้นหาบทความที่กำลังเป็นข่าว และพอได้อ่านแล้วคิ้วที่ขมวดอยู่ก็ยิ่งพันกันยุ่ง

“เธอเชื่อว่าฉันเขียนบทความขยะนี่จริงๆ เหรอ”

“ใครมันจะเชื่อ! แค่อ่านสำนวนก็รู้แล้วว่าไม่ใช่ฝีมือของนาย” ชิงหัวกับกู้หย่วนทำงานด้วยกันมานานเป็นไปไม่ได้ที่จะจำสำนวนการเขียนบทความของกู้หย่วนไม่ได้

บทความนั่นถูกเขียนขึ้นมาอย่างชุ่ยๆ และเต็มไปด้วยการใส่ร้ายป้ายสีจนหามูลความจริงไม่ได้

ชิงหัวรู้ว่ากู้หย่วนมีวิธีการทำงานยังไง

การเป็นนักข่าวสายบันเทิงนั้นมีข้อดีคือได้ใกล้ชิดคนดังซึ่งเป็นแหล่งที่มาของข่าว แต่ก็เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิของคนอื่นเช่นกัน เพราะงั้นการเขียนข่าวของกู้หย่วนที่ผ่านมานั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวังและรัดกุม

อีกทั้งการใส่สีตีไข่แบบนี้ก็ไม่ใช่งานที่กู้หย่วนถนัด เพราะฉะนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่บทความนั้นจะเป็นฝีมือของเขา

“ฉันไม่ได้เขียนจริงๆ ถึงแม้ว่าฉันมีแผนอย่างนั้นก็ตาม แต่ฉันไม่ได้โง่ขนาดถึงขั้นล่วงเกินคุณชายตระกูลเฉิง”

บางอย่างกู้หย่วนรู้ดีว่าไม่ควรแตะต้อง เขามีหัวข้อที่จะเขียนมากมาย แต่ไม่ใช่การตีแผ่รสนิยมทางเพศของคนอื่นโดยที่ไม่มีการกลั่นกรองข้อเท็จจริง

เขาจะไม่เขียนข่าวที่เขาไม่รู้หรือไม่มั่นใจว่าคนในข่าวจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

นักข่าวคนอื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่นี่คืออุดมการณ์ที่เขาใช้ทำงานมาแล้วหลายปี และมันก็ราบรื่นตลอดมา

“แต่รูปนั่นเป็นนายที่ถ่ายเอาไว้ นอกจากฉันแล้วมีคนอื่นที่รู้ไหม” ชิงหัวเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์จึงรู้ว่ากู้หย่วนได้ภาพดีๆ มา

เมื่อวานมีข่าวการสังสรรค์ของคุณหนูคุณชายและมีดาราหลายคนเข้าร่วมด้วย เธอเลยชวนกู้หย่วนออกไปหาข่าว

และแม้ว่ากู้หย่วนจะตาดีถ่ายภาพคุณชายสามกับเพื่อนสองคนนั้นไว้ได้ แต่ก็รู้เบื้องหลังของภาพนั้นดี การที่จู่ๆ มีคนเอารูปภาพที่ถ่ายได้ไปตีความเป็นอย่างอื่นนั้นไม่ตลกเลยสักนิด

กู้หย่วนมองหน้าเพื่อนสาวแล้วฉุกคิดถึงคำถามที่น่าสงสัยขึ้นมา คนที่อยู่กับเขาเมื่อวานนอกจากชิงหัวแล้วก็ยังมีถังหมิงที่มาหา ไม่แน่ว่าหมอนั่นอาจจะยุ่งกับภาพถ่ายของเขา และวันนี้ก็เพิ่งจะบอกเลิกเพราะได้เจอคู่แห่งโชคชะตาซ้ำยังหมุนอยู่รอบตัวเขาทุกวัน

กู้หย่วนปะติดปะต่อเรื่องได้อย่างรวดเร็ว

“น่าจะเป็นถังหมิงกับหม่าลี่จู” กู้หย่วนไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องการเลิกกันระหว่างตนเองกับถังหมิง แต่ชื่อที่ติดสอยห้อยท้ายมาด้วยนั้นทำให้ ชิงหัวขมวดคิ้ว

“ทำไมเป็นเด็กนี่อีกแล้ว?”

“ฉันก็คิดอยู่เหมือนกัน”

มีไม่กี่คนที่รู้ว่าหม่าลี่จูเป็นคนยังไง เพราะเจ้าหล่อนเป็นลูกของเจ้าของสำนักข่าวแห่งนี้และยังเป็นญาติกับหัวหน้าทำให้หลายคนต้องเอาอกเอาใจเธอ พูดให้หยาบนิดหน่อยก็คือเข้าไปประจบประแจงแม้ว่าหล่อนจะเป็นแค่เด็กฝึกงานก็ตาม

กู้หย่วนเป็นเหมือนไม้แก่ของที่นี่ เขาทำงานอย่างซื่อตรงและเคร่งครัด ด้วยอายุที่เกือบจะแตะเลขสี่ เลยทำให้ไม่ค่อยมีคนกล้าหาเรื่องเขา อย่างมากที่สุดก็แค่จับกลุ่มนินทา

และเขาก็เป็นพี่เลี้ยงของหม่าลี่จู จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาอย่างโชกโชนหัวหน้าจึงไว้วางใจให้เขาขัดเกลาเป็นเธอ และนอกจากจะสอนงานให้แล้วยังต้องประเมินเธออย่างตรงไปตรงมารวมไปถึงการตักเตือนและรายงานพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมบางอย่างของเธอ

นั่นคงเป็นสิ่งที่ทำให้หม่าลี่จูไม่พอใจ และมักจะก่อปัญหาให้เขาอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเรื่องอะไรบ้างนั้นก็คร้านที่จะเอ่ยถึงเพราะมันมากเสียจนว่าถ้าเป็นคนอื่นคงต้องเก็บของหนี แต่บังเอิญว่าเขาต้องกินต้องใช้เลยต้องทำงานของตัวเองต่อไป

แต่ครั้งนี้หม่าลี่จูก่อเรื่องให้เขาถึงสองครั้งติด ซ้ำยังเป็นเรื่องใหญ่ที่คาดว่าต่อให้เวลาผ่านไปเขาก็จะยังจดจำวันนี้ไปจนวันตาย

“พี่กู้หัวหน้าเรียกคุณเข้าพบแล้วค่ะ ฉันไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ดูเหมือนว่าภายในวันสองวันนี้คุณต้องเก็บของ” พนักงานคนหนึ่งเอ่ยบอกกู้หย่วน ใบหน้าของเธอมีความลำบากใจเล็กน้อย ต่างจากคนอื่นๆ ที่มองมาด้วยความเย้ยหยัน

แน่นอนว่าคนพวกนั้นย่อมต้องเป็นลูกหาบของหม่าลี่จูที่เขม่นกู้หย่วนมานานแล้ว

“หมายความว่าไงที่ให้เก็บของ” ชิงหัวแทบไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน นี่ไม่เท่ากับว่าทางนั้นไม่แม้แต่จะเปิดโอกาสให้กู้หย่วนอธิบายหรือแก้ตัวอะไรเลย

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะพี่ชิง หัวหน้าฝากฉันมาบอกแค่นี้ รายละเอียดต้องให้พี่กู้ไปฟังด้วยตัวเอง”

“ยังต้องฟังอะไรอีก!”

“ฉันรู้แล้วจะไปเดี๋ยวนี้ ชิงหัวเธอต้องใจเย็นๆ” กู้หย่วนรับคำหญิงสาวและปรามให้ชิงหัวใจเย็น ชิงหัวแม้จะคับข้องใจแต่ก็ต้องระงับอารมณ์

กู้หย่วนตบบ่าเธอเบาๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องของทำงานของหัวหน้า ทิ้งบรรยากาศอึมครึมไว้อยู่เบื้องหลัง

และก็เป็นอย่างที่ชิงหัวคิด เมื่อเข้ามาข้างในหัวหน้าก็เจรจากับทนายความเป็นที่เรียบร้อยโดยที่ไม่เปิดโอกาสให้กู้หย่วนได้แก้ตัว

เขาหันเอ่ยกับกู้หย่วนด้วยน้ำเสียงตักเตือน

“กู้หย่วนแม้ว่าคุณจะทำงานได้ดีมาตลอด แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าคุณจะทำเกินไป ร้ายดียังไงคุณก็ไม่ควรไปแตะต้องคนที่ไม่ควรยุ่ง นี่ยังดีที่คุณทนายมา ถ้าคุณชายสามหรือพี่ชายของเขามาด้วยตัวเองคุณคิดว่าตัวเองและคนอื่นๆ จะยังมีที่ทำมาหากินกันอยู่ไหม!” อวี้ซ่งฉือแสดงออกถึงท่าทีไม่พอใจ แต่ใครจะรู้ว่าข้างในของเขานั้นอกสั่นขวัญแขวนแค่ไหน

คุณชายสามคนนั้นต้องการฟ้องร้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ไม่ใช่แค่คนเผยแพร่บทความ แต่ยังต้องการคิดบัญชีทั้งหมดแม้แต่เขาเองก็ไม่สามารถประเมินค่าความเสียหายได้

ทั้งหมดนี่เป็นเพราะกู้หย่วนจอมอวดดีคนนี้!

“หัวหน้าอวี้ ทุกบทความจะไม่ถูกเผยแพร่จนกว่าคุณจะอนุมัติ เมื่อวานผมไม่ได้เข้ามาปรึกษาคุณ แต่ทำไมบทความที่ถูกเขียนในชื่อของผมถึงถูกเผยแพร่ออกไป?”

อวี้ซ่งฉือไม่คิดว่ากู้หย่วนจะกล้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่ออยู่ต่อหน้าคนของคุณชายสาม

เรื่องบทความนั่นเขารู้ว่าเป็นฝีมือของหม่าลี่จู เด็กคนนั้นมีความแน่วแน่ที่จะเขียนข่าว เพื่อทำเก็บไว้เป็นผลงาน เขาจึงต้องส่งเสริม แต่ใครจะคิดว่าบทความนั่นจะไปกระตุกหนวดเสือเข้า

เพราะอย่างนั้นเขาจึงต้องรีบเจรจาหาข้อตกลงกับทนายความของคุณชายสามก่อนที่กู้หย่วนจะมาถึง และหลังจากนั้นก็รีบสั่งสอนเพื่อไม่ให้เขาเปิดปากพูดอะไรออกมา

แต่ดูเหมือนว่าอวี้ซ่งฉือจะประเมินกู้หย่วนต่ำไป เพราะขนาดอยู่ต่อหน้าคนของคุณชายสามก็ยังไม่สะทกสะท้านอะไร

นี่ไม่ต่างอะไรกับทำสิ่งที่เขาวางแผนเอาไว้ให้มันแย่ลงหรอกหรือ

เขามองไปทางทนายความที่แม้จะนั่งนิ่งไม่ไหวติง แต่สายตาที่ปกปิดความเคลือบแคลงใจไม่มิดนั้น ทำให้อวี้ซ่งฉือรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ

“นั่นเป็นเพราะคุณคิดที่จะทำตามอำเภอใจยังไงล่ะ! ไม่สนใจว่าผมเป็นหัวหน้า คิดอยากแต่เผยแพร่ข่าวโดยไม่สนหน้าไหน”

กู้หย่วนกระตุกยิ้ม คนคนนี้คิดจะผลักเขาไปรับกรรมแทนหลานสาวของตัวเองอย่างเต็มที่

เขารู้ได้ทันทีว่าต่อให้ซักไซ้กับอวี้ซ่งฉือต่อไปก็ไม่เกิดผลดี ตราบใดที่คนของคุณชายสามยังอยู่ที่นี่

แต่ถึงอย่างนั้นแล้ว กู้หย่วนเองก็ไม่ยินยอมเช่นกัน เขาหันไปเอ่ยกับทนายหนุ่มอย่างขอความยุติธรรม

“ผมต้องการอธิบายบางอย่างให้คุณทนายเข้าใจก่อน”

“ยังจะอธิบายอะไรอีก! คุณต้องการยั่วโมโหคุณชายสามอย่างนั้นเหรอ คุณวิเศษวิโสมาจากไหนถึงได้กล้าขอร้องความเมตตา” อวี้ซ่งฉือร้อนรนแทบจะบ้าต้องการให้เรื่องนี้จบลงโดยเร็วที่สุด

และผลเจรจาก็ออกมาเป็นที่พอใจแล้ว การสละใครสักคนทิ้งเพื่อปกป้องคนหมู่มากนั้นเป็นทางเลือกที่เขาตัดสินใจแล้ว และทางคุณชายสามก็เห็นด้วยแล้ว ไม่มีเหตุผลที่ต้องพูดกันอีก

กู้หย่วนคนนี้กำลังจะทำให้เรื่องมันบานปลาย ในเวลาแบบนี้เขายังจะกล้าท้าทายคนตระกูลเฉิงหรือ!

“ความเมตตาอะไรนั่นผมไม่ต้องการ ผมแค่อยากพูดความจริง”

“คุณจะบอกว่าบทความนั่นไม่ใช่ฝีมือคุณเหรอ กำลังโกหกใคร บล็อกนั่นเป็นของคุณ บัญชีนั่นก็เป็นของคุณ จะมีสุนัขตัวไหนกล้าไปยุ่มย่ามอีก”

สุนัขแซ่หม่ายังไงล่ะ หลานสาวสุดที่รักของคุณไง หลังจากเขียนบทความขยะนั่นแล้ว เธอก็ไปกินขี้กับแฟนของเขา

นั่นเป็นความในใจที่กู้หย่วนรู้ว่าหากพูดออกไป อวี้ซ่งฉือก็จะคิดว่าเป็นเพราะเขาเอาความโกรธเพราะถูกแย่งแฟนมาเป็นข้ออ้าง

เขาจึงส่งสายตาไปยังชายอีกคนที่แม้ว่าเสียงของอวี้ซ่งฉือจะแผดดังเหมือนหมาแต่เขาก็ยังนั่งหลังตรงอย่างสง่างาม

ชายคนนั้นสบตากับกู้หย่วนพลางพยักหน้าน้อยๆ เป็นสัญญาณให้กู้หย่วนพูดได้ และนั่นเลยทำให้อวี้ซ่งฉือหุบปากชั่วคราวแต่ก็ยังมิวายส่งสายตาห้ามไม่ให้เขาพูดอะไรมั่วซั่ว

แต่แค่นี้ก็มากพอแล้วสำหรับกู้หย่วน

“ผมไม่รู้ว่าคุณและคุณชายสามจะเชื่อผมมากน้อยแค่ไหน แต่บทความนั่นผมไม่ได้เป็นคนเขียน คุณสามารถเอาบทความเก่าๆ ของผมไปเปรียบเทียบกับบทความล่าสุดได้ สิ่งที่ผมต้องการพูดมีเพียงเท่านี้ นอกจากนั้นจะเป็นยังไงก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณชายสาม”

“เราจะตรวจสอบในภายหลัง หากว่าเรื่องที่คุณพูดมาไม่เป็นความจริง คุณคงจะรู้ว่าผลลัพธ์จะลงเอยแบบไหน”

“ขอแค่คุณตรวจสอบก็พอ”

“เราจะทำตามนั้น”

“ขอบคุณ ผมจะส่งกระเช้าไปให้เพื่อแสดงความจริงใจ รบกวนแจ้งให้คุณชายสามรับรู้ด้วยนะครับ” โดยนัยคือถ้าเป็นไปได้เขาก็พูดคุยกับคุณชายสามคนนั้นโดยตรง

แน่นอนว่าทนายหนุ่มรู้ถึงความหมายนั้นได้เป็นอย่างดี เขาจึงเอ่ยกับกู้หย่วนเสียงราบเรียบหากแต่ก็ไม่ได้เย็นชานัก

“ผมจะจัดการให้”

“ถึงจะตรวจสอบไปยังไงแต่ความจริงที่เราจะไม่เก็บนายเอาไว้ก็จะไม่เปลี่ยนแปลง กู้หย่วน เราไล่คุณออก หลังจากนี้ไปคุณไม่ใช่พนักงานของเรา!”

ภายในเวลาอันรวดเร็วทุกคนก็รับรู้ว่ากู้หย่วนถูกไล่ออกแล้ว ไม่มีใครแสดงความเสียใจให้เขา แต่ก็ไม่มีใครกล้าแสดงความยินดี มีเพียงชิงหัวเท่านั้นที่เจ็บใจจนแทบกระอักเลือดตาย เธอช่วยกู้หย่วนเก็บของใส่กล่องด้วยความคับแค้นใจ

“เห็นได้ชัดว่าเขารอเวลานี้มานานแล้ว หลังจากที่นายออกไป หม่าลี่จูก็จะมาแทนที่ ตอนนี้ฉันเริ่มคิดแล้วว่านี่เป็นสิ่งที่แม่นั่นวางแผนเอาไว้”

“ใครจะรู้ เธออาจคิดมากไป” กู้หย่วนยักไหล่อย่างไม่แยแส ตอนนี้แค่ยังไม่ถูกคุณชายบ้านรวยคนนั้นคว่ำบาตรทันที กู้หย่วนคิดว่าตัวเองยังคงสามารถหางานใหม่ได้

“แต่นี่มันไม่รังแกกันเกินไปหน่อยเหรอ เขาไล่นายออกทั้งๆ ที่เรื่องยังไม่กระจ่างเลยนะ ไหนจะหม่าลี่จูนั่นอีก ยังไม่มีใครรู้เลยว่าหล่อนเป็นคนอยู่เบื้องหลัง”

“ช้าเร็วก็ต้องรู้”

ตอนนี้ทางนั้นยังไม่ได้เคลื่อนไหว นั่นก็เท่ากับว่าคำพูดของกู้หยวนกำลังถูกตรวจสอบอยู่

อย่างน้อยๆ ทนายคนนั้นก็เป็นคนน่าเชื่อถือ

ต่างจากอวี้ซ่งฉือลิบลับ

“นายไม่โกรธเลยเหรอ”

“โกรธอยู่แล้ว ฉันไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่จะเมตตาให้กับหมาที่มากัดขาของตัวเอง”

นี่คือท่าทีของคนโกรธจริงเหรอ น่าแปลกใจจริงๆ ชิงหัวรู้สึกว่ากู้หย่วนไม่ได้รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรขนาดนั้น

“ไม่ต้องห่วงเรื่องของฉัน ห่วงตัวเองเถอะ ไม่มีฉันอยู่แล้วจะทำงานในออฟฟิศเส็งเคร็งนี้ยังไง มู่มู่คงเป็นห่วงแย่ถ้าเห็นเธอกลับบ้านแล้วทึ้งผมตัวเองทุกวัน” สถานที่แห่งนี้ไม่ได้เป็นมิตรสำหรับคนแปลกแยก

ทั้งกู้หย่วนและชิงหัวเดิมทีไม่ได้เป็นคนของที่นี่มาก่อนแต่เพราะถูกดึงตัวมาเพราะค่าตอบแทนที่สูง มันช่วยไม่ได้ที่จะถูกเขม่นจากคนที่มาก่อน

และการมาของหม่าลี่จูก็ยิ่งเป็นการเติมเชื้อไฟ

อย่างนี้ไม่เรียกว่าสถานที่เส็งเคร็งก็ไม่รู้จะใช้คำไหนมานิยามเหมือนกัน

“พูดถึงเรื่องนี้แล้วฉันว่าจะออกไปทำที่อื่นเหมือนกัน”

“จริงดิ”

“อือ คิดมาสักพักแล้วล่ะ พอนายมีเรื่องแบบนี้เลยทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น”

“ดีแล้วล่ะ มองหาที่ดีๆ ไหวบ้างไหม”

“ว่าจะลองไปที่เฉิงไห่น่ะ ถึงจะแข่งขันสูงไปหน่อย แต่คิดถึงค่าตอบแทนแล้วน่าจะพอค่าเทอมของมู่มู่”

“เธอควรได้รับโอกาสดีๆ ด้วยความสามารถของเธอคงไม่ยากเกินไป”

“เรื่องของฉันช่างมันก่อนเถอะ หลังจากนี้จะเอายังไงต่อ”

“คิดว่าคงทำอะไรไม่ได้ตราบใดที่เรื่องนี้ยังไม่จบ ยิ่งไปกว่านั้นหากไปสมัครงานที่อื่นทั้งๆ ที่ยังถูกเข้าใจผิดอย่างนี้รังแต่จะทำให้เครดิตเสียเปล่าๆ

“หงุดหงิดเป็นบ้า!”

“เดี๋ยวบอกมู่มู่ให้พาเธอไปกินไอติมนะ เผื่อจะอารมณ์ดีขึ้น” กู้หย่วนหัวเราะ พอดีกับที่ของชิ้นสุดท้ายถูกจับวางในกล่องจึงได้ปิดฝาและเตรียมขนกลับ

“เอาล่ะตอนนี้ก็เสร็จแล้ว คงไม่ได้กลับมาที่นี่อีก ไปแล้วนะ”

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันตามไป” ชิงหัวตบไหล่เพื่อคลายกังวล

กู้หย่วนพูดกับชิงหัวอีกไม่กี่ประโยคก็ยกของออกไป ระหว่างทางเขายังบอกลาพวกเด็กๆ อย่างใจกว้าง อย่างน้อยๆ ก็คนคุ้นหน้าคุ้นตา บางคนก็เคยติดตามเขาออกไปสัมภาษณ์คนดังอยู่หลายครั้ง คิดถึงเวลาที่พวกเขาตื่นเต้นจนประหม่าแล้วอดเอ็นดูปนสงสารไม่ได้

หลังจากนี้พวกเขาจะถูกกดขี่อย่างเต็มรูปแบบ เพราะยิ่งประจบประแจงคนใหญ่คนโตเท่าไหร่พวกเขาก็จะยิ่งถูกเอาเปรียบมากเท่านั้น

น่าเห็นใจจริงๆ

เมื่อเทียบกับการปฏิบัติอย่างเย็นชาที่เด็กพวกนี้ส่งมาให้ กู้หย่วนกลับคิดว่าพวกเขาน่าสงสาร เพราะนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้แสดงออกถึงอารมณ์ที่ตรงไปตรงมาในสถานที่แห่งนี้

ลาก่อนนะเด็กๆ คุณลุงคนนี้หลุดพ้นแล้ว

“เขาจะทำตัวเย่อหยิ่งให้ใครดูเหรอ ไม่ใช่ว่าเขาถูกไล่ออกหรือไง”

“ใครจะไปรู้ความคิดของเขากันล่ะ คงสติแตกจนบ้าไปแล้วมั้ง”

“แอบเสียดายนะที่ไม่ได้เห็นความโวยวายหรือเสียใจอะไรเลย ถ้าได้เห็นคนแบบเขามีสภาพตกต่ำอย่างนั้นคงน่าดูไม่น้อยเลย”

“ก็นะ ปกติเขาชอบทำตัวสูงส่งเพราะคิดว่าตัวเองมีประสบการณ์มากกว่านี่ เห็นแล้วหมั่นไส้ชะมัด ไปให้พ้นซะได้ก็ดี”

และอีกถ้อยคำสบประมาทและทับถมมากมายที่ตามมา มันช่วยไม่ได้ที่ภาพลักษณ์ของกู้หย่วนจะสร้างปัญหา และยังเป็นไม่กี่คนที่กล้าตักเตือนพฤติกรรมของหม่าลี่จูโดยตรง เด็กพวกนี้คงจะเข้าใจว่าเขาอาศัยประสบการณ์ชีวิตที่มากกว่าข่มเหงหญิงสาวผู้บอบบาง บวกกับการได้รับสารมาผิดๆ จากใครบางคน จึงทำให้พวกเขามีความคิดด้านลบกับกู้หย่วนอย่างช่วยไม่ได้

การจากไปของกู้หย่วนนอกจากจะไม่ไพ้ทำให้คนอื่นเสียใจแล้วยังเต็มใจที่จะไล่เขาไปด้วยความยินดี

แน่นอนว่าถึงตอนนี้แล้วกู้หย่วนก็ไม่ได้รับรู้อะไรเลย เพราะเขากำลังถูกใครบางคนเรียกเอาไว้ก่อนที่จะได้กลับบ้าน

“พี่กู้! พี่กู้คะ เดี๋ยวก่อนค่ะ รอฉันก่อน” ร่างเพรียวบางของโอเมก้าสาววิ่งปรี่เข้ามาด้วยความเร่งรีบ แต่ถึงอย่างนั้นท่วงท่าของเธอก็เต็มไปด้วยความงดงาม ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์พลิ้วไหวตามจังหวะการวิ่ง ราวกับคิดมาแล้วว่าต้องออกตัวแบบไหนถึงจะทำให้ตนเองดูดีที่สุด

คนคนนี้คือหม่าลี่จู ลูกสาวคนสำคัญของสำนักงานแห่งนี้และเป็นเด็กฝึกงานที่กู้หย่วนเป็นพี่เลี้ยง ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว

“มีอะไรเหรอ” กู้หย่วนถามเจ้าหล่อนที่กำลังทำท่ากระหืดกระหอบ ส่งเสริมภาพลักษณ์อันแสนบอบบางของเธอมากยิ่งขึ้น

“ฉันได้ยินว่าพี่ถูกไล่ออก เป็นไปได้ยัง ในเมื่อพี่ทำงานได้ดีที่สุด เป็นนักข่าวที่มีความเชื่อถือมากที่สุดในหมู่พวกเรา ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ฉันต้องพูดกับพ่อหรือไม่ก็น้าอวี้”

“ไม่เป็นไร ไม่จำเป็น ฉันตัดสินใจดีแล้ว”

“ไม่จริง แล้วใครจะเป็นพี่เลี้ยงให้ฉัน ฉันยังฝึกงานอยู่นะคะ แล้วใครจะประเมินให้ฉัน”

“ถ้าเธอกังวลเรื่องนั้นก็ไม่ต้องเป็นห่วง ฉันมอบหมายหน้าที่ให้กับคนที่เหมาะสมแล้ว” เหมาะสมที่จะเป็นคนรองมือรองเท้าลูกคุณหนูอย่างเต็มใจ

พอคิดถึงประสบการณ์ยอดแย่เหล่านั้นแล้วตอนนี้กู้หย่วนรู้สึกปลอดโปร่งมาก

การตามใจคุณหนูหม่าเยี่ยงสุนัขรับใช้นี่ไม่ใช่งานของเขาจริงๆ

ได้ยินอย่างนั้นแล้วใบหน้าของหม่าลี่จูก็บิดเบี้ยว มันจะเหมาะสมได้ยังไงถ้าคนคนนั้นไม่ใช่กู้หย่วน?

ไม่มีใครรู้ว่าเธออยากเหยียบย่ำคนคนนี้แค่ไหน การออกไปตอนนี้อย่างง่ายดายเป็นเรื่องที่เธอไม่สามารถยินยอมได้

“อย่าทำหน้าตาหน้าตาเกลียดอย่างนั้นสิ มันแทบจะปิดสิ่งที่อยู่ในใจของเธอไม่มิดอยู่แล้ว ถึงตรงนี้จะไม่มีใคร แต่ก็ยังมีฉันและกล้องอีกหนึ่งตัวนะ”

หม่าลี่จูเพิ่งจะรู้ตัวว่าตนเองเสียอาการก็รีบปรับสีหน้าหากแต่ริมฝีปากกลับสั่นระริก

“พูดอะไรอย่างนั้นละคะ ฉันกำลังเสียใจอยู่นะคะ”

“อย่างนั้นหรือ ทำเอารู้สึกปวดใจเลย ขอบคุณที่อุตส่าห์เสียใจนะ” ขณะที่พูดกู้หย่วนยิ้ม และเป็นยิ้มที่สวยสดงดงามเสียจนหม่าลี่จูคิ้วกระตุกและในขณะเดียวกันก็ตกประหม่า

ทำไมเขาถึงมีรอยยิ้มแบบนี้ได้ เขาอายุมากแล้วและเข้าใกล้กับสิ่งที่เรียกว่าโรยรา แต่ภาพตรงนี้ไม่ได้ใกล้เคียงเลย

หม่าลี่จูรู้สึกอิจฉาทุกครั้งที่มอง เพราะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ากู้หย่วนนั้นดูดี แม้ว่าเขาจะอายุมากกว่าเธอแล้วก็ตาม

อะไรที่ทำให้เขายังดูสดใหม่ไม่ต่างอะไรกับโอเมก้าวัยแรกรุ่นแม้ว่าเขาจะอายุตั้งสามสิบเจ็ด จนทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเขายังอายุแค่ยี่สิบปลายๆ?

กู้หย่วนไม่ได้รู้ว่าหม่าลี่จูกำลังคิดถึงความลับหน้าเด็กที่เป็นอมตะของตน หากแต่ความร่องรอยความอิจฉาก็ยังฉายวาบผ่านดวงตาอย่างปิดไม่มิด เมื่อคิดถึงคำพูดที่ดูเหมือนจะจริงใจก่อนหน้าก็อดที่จะเคลือบแคลงไม่ได้

“เธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เหรอ” กู้หย่วนถามเสียงเย็นเสียจนหม่าลี่จูเผลอผงะะอยหลังไปหนึ่งก้าว เธอตอบอย่างตะกุกตะกัก

“หมายถึงเรื่องอะไรเหรอคะ”

“ที่บอกว่าเสียใจน่ะ”

“จะ จริงสิคะ ถึงจะไม่นานมาก แต่ฉันก็ผูกพันกับพี่ที่สุด พวกเราแทบจะเป็นพี่น้องกันได้แล้ว”

“น่าซึ้งใจจัง แต่ว่านะคุณหนู คนเป็นน้องกันเขาทำกันถึงขนาดนี้เลย?” น้ำเสียงที่คล้ายแปลกใจพร้อมกับท่าทางเอียงคอสงสัยนั้น หม่าลี่จูรู้ว่าเป็นเรื่องอะไรดวงตาของสาวเจ้าเป็นประกายวาบ ก่อนจะแสร้งทำเป็นลนลานและบีบน้ำตากองโต

“พี่หมายถึงเรื่องพี่หมิงเหรอคะ พี่กู้ ฉันเสียใจจริงๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะแย่งคนรักของพี่มาเลย แต่ว่าพวกเรา ฮึก พวกเราเป็นคู่แห่งโชคชะตากัน ฉันฝืนมันไม่ได้จริงๆ ฉันขอโทษนะคะ ถ้าพี่อยากให้ฉันเลิกยุ่งกับพี่หมิงฉันจะทำตามที่พี่ต้องการ แต่อย่าต่อว่าพี่หมิงเลยนะคะ ฮื่อ”

หวา ร้องไห้ซะแล้ว ถ้าคนผ่านมาเห็นจะเข้าใจว่าเขารังแกเธอไหม?

น่าเสียดายจริงๆ ที่อยู่กันแค่สองคน ไม่อย่างนั้นคุณหนูหม่าคนนี้คงได้ตะเบ็งเสียงดังกว่านี้ สงสัยจะรู้ว่าต่อให้แหกปากยังไงก็ไม่มีคนมา เธอเลยจำเป็นต้องเก็บพลังเสียงไว้ใช้กับสถานการณ์อื่นแทน

“ฉันไม่ได้คิดจะห้ามไม่ให้พวกเธอสองคนรักกันหรอกนะ กับถังหมิงน่ะฉันไม่ได้อยากได้คืนหรอก แต่ที่ฉันหมายถึงคือบทความที่เธอเขียนโดยใช้ชื่อฉันต่างหาก ถือว่าใจกล้าไม่เบาเลยนี่”

“พี่กู้ฉัน ฉันไม่รู้ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันก็แค่เห็นว่ามันน่าจะเขียนได้ พี่เคยสอนฉันไม่ใช่เหรอว่าเมื่อรับสารมาต้องรีบตีแผ่ ฉันก็แค่ทำให้มันน่าสนใจเท่านั้น ถ้าฉันเขียนโดยใช้ชื่อตัวเองมันจะไม่มีความน่าเชื่อถือ แต่ถ้าเป็นพี่ มันต้องได้รับความสนใจแน่ๆ”

“ใช่ มันน่าสนใจมาก จนถึงขั้นว่าคุณสามชายแห่งตระกูลเฉิงต้องการที่จะฟ้องร้องสำนักงานของพ่อเธอ ส่วนฉันในฐานะที่ถูกสวมรอยก็กลายเป็นเบี้ยที่ต้องสละทิ้ง อย่างนี้ใช่ไหมที่เธอต้องการ?”

“ไม่ ไม่ใช่อย่างนั้น พี่เข้าใจผิดแล้ว”

“เลิกเสแสร้งเถอะหม่าลี่จู ท่าทางอ่อนแอน่ารังเกียจนั่นทำให้ใครดูกัน”

“ฉันไม่ได้ตั้งใจ…” หม่าลี่จูเม้มปาก แม้จะถูกจับได้ แต่เมื่อเสแสร้งแล้วอย่างไรก็คิดจะทำต่อย่างถึงที่สุด เธอไม่มีทางยอมแพ้คนคนนี้

กู้หย่วนถอนหายใจ “เอาเถอะ ใครจะอยู่เป็นคนสุดท้ายก็มาดูกัน คนเราเมื่อทำผิดครั้งแรกสามารถอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจได้ แต่เมื่อมีครั้งที่สอง ที่สามเมื่อไหร่ มันจะค่อยๆ กลายเป็นนิสัย ที่ผ่านมาเธอพูดคำว่าไม่ได้ตั้งใจมานับถ้วน ฉันแทบไม่แน่ใจแล้วว่ามันเป็นนิสัยหรือสันดาน”

“พี่กู้หย่วน!” ต่อให้เป็นหม่าลี่จูก็ไม่มีความอดทนต่อถ้อยคำที่เผ็ดร้อนนั้น ใบหน้าของเธอแดงก่ำเพราะความโกรธ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยมีใครด่าเธอแบบนี้เลย กู้หยวนกล้าดียังไง

คนอายุมากกว่ายักไหล่ “ฉันแค่พูดความจริงและจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หลังจากนี้ก็รอรับผลที่จะตามมาด้วยล่ะ ทั้งเรื่องที่แอบอ้างชื่อของฉัน แล้วก็เรื่องถังหมิง คบกับหมอนั่นเธอต้องมีความอดทนหน่อยนะ เพราะไม่รู้ว่าคู่แห่งโชคชะตาของหมอนั่นจะเกิดขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ พอถึงตอนนั้นแล้วเธออาจจะเสียใจมากกว่าฉันก็ได้”

พูดจบก็เดินจากไป ปล่อยให้หม่าลี่จูยืนกัดฟันกระทืบเท้าอย่าเสียอาการอยู่เบื้องหลัง หากแต่ก็ยังตะโกนไล่หลังมาเพื่อหวังให้กู้หย่วนเจ็บใจ

“ฉันกับพี่หมิงเกิดมาเพื่อกันและกัน ฉันเป็นโอเมก้าที่ยังสาวและสวย ไม่เหมือนกับพี่แต่เริ่มแก่ชรา มีแต่ความน่าเบื่อ พี่หมิงเลยต้องทิ้งพี่มาหาฉัน เขาไม่มีวันทิ้งฉันไป! ฉันจะทำทุกอย่างให้เขาอยู่กับฉัน ไม่เหมือนกับพี่ที่ปล่อยเขาอย่างง่ายดาย!”

“จ้าๆ พยายามเข้าล่ะ ฉันแก่กล้ว ไม่มีแรงรั้งแฟนที่นอกใจไว้ได้ โชคดีนะ”

นอกจากจะไม่เจ็บใจแต่กู้หย่วนกลับยิ่งอารมณ์ดี หม่าลี่จูเลยได้แต่จิกเล็บลงที่ฝ่ามืออย่างเจ็บใจ

และแน่นอนว่าคำพูดก่อนจะจากกันของกู้หย่วนหม่าลี่จูไม่มีวันเข้าใจ จนกว่าเธอจะได้เผชิญมันด้วยตัวเอง

สกู๊ปพิเศษ

คุณชายสาม : เมื่อไหร่จะเอากระเช้ามาขอโทษ รอนานแล้วนะ

หยวตหย่วน : ต้องลำดับความสำคัญ

คุณชายสาม : คุณชายสามอย่างฉันไม่สำคัญตรงไหน!

หยวนหย่วน : ไม่ใช่พ่อของผมนี่

คุณชายสาม : …

ทอล์คยาวกลับมาอีกแล้ว ช่วงท้ายมี fact ด้วยนะ!

หยวนหย่วนตัวแม่จะแคร์เพื่อ จะเป็นพวกไม่ชอบมีปัญหากับคนอื่น แต่คนอื่นอยากมีปัญหากับด้วยตลอด และที่เห็นว่าไม่ได้แสดงออกว่าโกรธหรืออะไร ก็เป็นเพราะคนพวกนั้นยังเด็ก หม่าลี่จูเองก็ด้วย หยวนหย่วนเลยมองว่ามันไม่คุ้ม

แน่นอนว่ามันจะต้องโดนสั่งสอนนะ

ใครที่รอเวลานั้นอยู่ก็ใจเย็นๆ นะ นี่ตอนที่สองเอง.5555555

Fact about หยวนหย่วน เลือดกรุ๊ปบี แม้จะอายุ 37 แต่ก็หน้าเด็กมากและยังตัวเล็กตามฉบับโอเมก้า

และเพราะหน้าเด็กมากเมื่อกับอายุ ตอน 30 ต้นๆ มีคนเข้าใจผิดว่ายังไม่บรรลุนิติภาวะ พอเข้าร้านเหล้าก็ถูกไล่ออกเพราะคิดว่าอายุยังไม่ถึง นี่เป็นเรื่องที่ทำให้เจ็บใจมาก

หยวนหย่วนตอนอายุ 30 ประท้วงอย่างหนัก คนขี้เมาไม่ถูกใจสิ่งนี้!

ตอนที่ 3 ไม่พูด ไม่ได้แปลว่าไม่เสียใจ

ตอนที่ 3 ไม่พูด ไม่ได้แปลว่าไม่รู้สึก

เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงของคุณชายมัวหมองไปมากกว่านี้ ข่าวที่เกิดขึ้นจึงถูกแก้ไขอย่างรวดเร็ว ไม่นานชื่อเสียงของเฉิงซวนและเพื่อนก็ถูกกู้คืนกลับมา

เนื้อหาโดยรวมจากคำแถลงกล่าวว่า บทความนั้นไม่เป็นความจริง คุณชายกับเพื่อนตัวน้อยนั้นล้วนแต่บริสุทธิ์ใจ คนเขียนบทความเพียงจงใจเรียกกระแสและป้ายสีให้ดูแย่เท่านั้น และเขาก็พร้อมที่จะฟ้องเรียกค่าเสียหายและดำเนินคดีเจ้าของบทความและผู้เกี่ยวข้องอย่างหนัก รวมไปถึงชาวเน็ตที่พิมพ์ข้อความล่วงเกินเขาด้วย

นั่นเลยทำให้ชาวเน็ตกลัวเหาหล่นใส่หัวจึงค่อยๆ หายไปและสุดท้ายประเด็นที่แสนร้อนแรงนี้จึงค่อยๆ หมดความสนใจไปในที่สุด

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องราวมันจะจบลงง่ายดายปานนั้น เพราะชื่อของเจ้าของบทความนั้นยังไม่ได้รับการแก้ไข

กู้หย่วนจึงถูกชาวเน็ตตราหน้าว่าเป็นสื่อไร้จรรยาบรรณโดยสมบูรณ์แบบ คนทั้งหลายต่างก็รุมประณามและสาปแช่งเขาถ้วนหน้า เพราะเดิมทีชื่อเสียงของกู้หย่วนในแวดวงนี้เองก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ในวงการนักข่าวด้วยกัน และน้อยครั้งที่กู้หย่วนจะทำพลาด อีกทั้งข่าวที่เขาทำล้วนแต่เป็นข่าวใหญ่ แม้แต่บทความที่เขาเขียนส่วนมากก็มีแต่คนดัง น้อยคนนักที่จะไม่อิจฉาในสิ่งที่กู้หย่วนทำ

ดีเกินไปไม่ได้ โดดเด่นเกินไปก็ไม่ดี พอล้มทีผู้คนเลยพร้อมที่จะเหยียบย่ำซ้ำเติม

ยิ่งไปกว่านั้นการยุ่งเกี่ยวกับคุณชายแห่งตระกูลเฉิงคนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเรียกหากระบอกปืน มีหลายคนพูดว่ากู้หย่วนได้กลายเป็นเป้านิ่งของคุณชายสามเข้าแล้ว ไม่ช้าไม่นานเขาก็จะไร้ที่ยืนในสังคม

มันก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะการทำให้คนมีอิทธิพลไม่พอใจนั้นไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย

แต่ถามว่ากู้หย่วนกลัวไหม?

คำตอบคือไม่

ชีวิตของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายทุกวัน

ในอดีตกู้หย่วนเคยเปิดโปงการทุจริตของนักการเมืองใหญ่มาหลายคน ทำให้ลูกหลานที่ต้องรับผลกรรมของคนเหล่านั้นเคียดแค้นชิงชังจนถูกเล็งเป้าเอาชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน

แต่ทว่าในกรณีของคุณชายสามเฉิงซวนคนนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรเลยนอกจากชื่อที่ถูกแขวนซ้ำยังมาจากการแอบอ้างของคนอื่น เขามีหลักฐานพร้อม มีคำอธิบาย ไม่ว่าทางไหนก็สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตัวเองได้

เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอะไรน่ากังวล

ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้ทางทนายของคุณชายคนนั้นก็ติดต่อมาแล้ว กู้หย่วนสามารถเข้าพบเจ้านายของเขาได้ แม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่เขาจะต้องทำเลยก็ตาม

เพราะถ้าจะพูดจริงๆ คนก่อเรื่องอย่างหม่าลี่จูควรจะหอบกระเช้าด้วยตัวเองด้วยซ้ำ หากตรวจสอบจนพบข้อเท็จจริง คนที่จะต้องงานงอกย่อมต้องเป็นเธออย่างแน่นอน

ตอนนี้แค่วางใจเพราะกู้หย่วนกลายเป็นแพะแล้ว คงมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าเขาจะไม่สามารถรอดพ้นเงื้อมมือของคนตระกูลเฉิงได้

กู้หย่วนจะอยู่เฉยๆ แล้วรอให้ทางนั้นตรวจสอบจนเสร็จสิ้นแล้วก็ได้ แต่เพราะเวลาไม่เคยคอยท่า เขายังต้องทำงานทำการ มีแม่ที่อายุมากแล้วต้องเลี้ยงดูจะปล่อยให้เรื่องมันยืดเยื้อต่อไปไม่ได้

หนำซ้ำด้วยนิสัยของหม่าลี่จูและอวี้ซ่งฉือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง สองคนนั้นต้องปกป้องกันเองอยู่แล้ว เผลอๆ หม่าฉี ซึ่งเป็นพ่อของหม่าลี่จูอาจจะยื่นมือเข้ามาช่วยด้วย

หากกู้หย่วนไม่ทำอะไรสักอย่างเขาก็ถูกแม่นั่นใส่ร้ายกลับขาวเป็นดำจนไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดอะไรเลย เพราะหากเทียบสถานะทางสังคมที่จะเอาไปต่อรองนั้น ยังไงกู้หย่วนยังตกเป็นรองอยู่วันยังค่ำ

ฉะนั้นแล้วเขาจึงจำเป็นต้องออกตัวก่อนเพื่อลดความเสี่ยงให้ตัวเอง

แต่ก่อนจะได้ยกกระเช้าไปหาคุณชายสาม วันนี้ก็เป็นที่ถังหมิงต้องมาเอาของกลับคืนไป กู้หย่วนเก็บลงกล่องให้อย่างเป็นระเบียบ แม้จะรู้สึกเกลียดชังทางนั้นอยู่บ้าง แต่กู้หย่วนก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่ต้องโวยวายและทำลายข้าวของ

และเมื่อถังหมิงมายืนอยู่หน้าห้อง กู้หย่วนก็ใช้เท้าเขี่ยกล่องพวกนั้นอย่างไม่แยแส เพราะมือของเขาไม่ว่างเนื่องจากกำลังยุ่งกับการจุดบุหรี่สูบ

ในสายตาของถังหมิงจึงมองว่าอดีตคนรักคนนี้ดูกักขฬะเล็กน้อย แต่นอกเหนือจากท่าทางเหล่านั้นแล้วล้วนเต็มไปด้วยความเย็นชา ทำเอาถังหมิงพูดไม่ออก

เขาคิดว่ากู้หย่วนจะร้องไห้ฟูมฟายมากกว่านี้

“หยวนหย่วน” ถังหมิงเรียกอย่างสนิทสนมตามความเคยชิน

กู้หย่วนเองก็เช่นกัน “อะไร”

“ฉันขอโทษ” ตั้งแต่ที่ส่งข้อความบอกเลิกกัน นี่เป็นครั้งแรกที่กู้หย่วนและถังหมิงได้มาเจอกัน และก็เป็นครั้งแรกที่กู้หย่วนได้ยินคำว่าขอโทษจากปากของถังหมิงโดยตรง

เพราะที่ผ่านมาเขาเอาแต่ส่งข้อความขอโทษมาซ้ำๆ

แม้ว่าตอนนี้ใบหน้านี้จะเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่กู้หย่วนก็เอียนกับมันเต็มทน

“เบื่อที่จะฟังแล้ว เลิกขอโทษเถอะ”

ถังหมิงไม่เคยรับมือกับความเย็นชาของกู้หย่วนมาก่อนก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ทำได้แต่กำมือเข้ากันแน่น ในอกเต็มไปด้วยความอึดอัด

ชายหนุ่มมองหน้าอดีตคนรัก ที่แม้จะเย็นชาและห่างเหิน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เคยหลงใหล กู้หย่วนเป็นคนที่ดูดีและมีวุฒิภาวะ อีกทั้งยังไม่ใช่พวกใช้อารมณ์ นั่นจึงทำให้พวกเขาคบหากันได้นาน

แต่พอเวลาผ่านไป ความรู้สึกเหล่านั้นก็เริ่มอิ่มตัว ความมีชีวิตชีวาเริ่มกลายเป็นความเบื่อหน่าย แต่ทว่าวินาทีที่เขาได้เจอกับหม่าลี่จู ความรู้สึกเหล่านั้นก็หายไป เขารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าเขาไม่สามารถปฏิเสธผู้หญิงคนนั้นได้ และยิ่งได้รู้จักกันความรู้สึกก็ยิ่งถลำลึก มันลึกซึ้งต่างจากเวลาที่อยู่กับกู้หย่วนโดยสิ้นเชิง

ถังหมิงคิดว่าตนเองและหม่าลี่จูนั้นอาจจะเกิดมาเพื่อกันและกัน

แม้จะรู้สึกผิดกับกู้หย่วนอยู่บ้าง แต่เขาก็ปลอบใจตนเองว่าบางทีการที่พวกเขาเลิกกันแบบนี้อาจจะทำให้กู้หย่วนได้พบกับคู่แห่งโชคชะตาของตัวเองเช่นกัน

“ได้ของแล้วก็รีบกลับไปเถอะ” กู้หย่วนไม่รู้ว่าถังหมิงกำลังคิดอะไร แต่ก็ไม่ต้องการให้ถังหมิงอยู่นานไปกว่านี้

“หยวนหย่วน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หลังจากนี้ฉันจะอยู่เคียงข้างนายในฐานะเพื่อน”

กู้หย่วนกลอกตาพลางพ้นควันบุหรี่อย่างรำคาญใจ

เพื่อนแม่มึงสิ

เขาเลยพูดอะไรสักอย่างให้อีกฝ่ายได้เข้าใจ

“ในโลกนี้ไม่คู่รักคู่ไหนที่เลิกกันแล้วยังเป็นเพื่อนกันได้หรอก ของพรรค์นั้นเอาไว้ใช้ในกรณีที่พวกเขายังรักกันอยู่หรือไม่ก็เลิกกันในสถานการณ์ที่ไม่เลวร้ายเกินไป”

“ระหว่างเรามันเลวร้ายขนาดนั้นเลยเหรอ” ถังหมิงทำหน้าไม่เข้าใจ

กู้หย่วนถอนหายใจจนรู้สึกว่าตัวเองอายุสั้นจนใกล้จะตายแล้ว

“เอาอะไรมาบอกว่าไม่เลวร้าย? นายนอกใจนะถังหมิง ไม่ใช่แค่นอกใจอย่างเดียว แต่ยังนอกกายด้วย แค่นี้ยังบอกว่าไม่เลวร้ายเหรอ หรือนายคิดว่าการที่พวกเราไม่ทะเลาะกันใหญ่โตเหมือนคนอื่นเลยคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล็กๆ”

“…”

ชัดเจนว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ

กู้หย่วนหัวเราะเสียงเย็น

“ที่ฉันไม่โวยวาย ไม่ได้แปลว่าฉันไม่เสียใจ ร้ายดียังไงเราก็คบกันมาตั้งสิบปี ไหนจะเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก ทั้งชีวิตนี้ฉันแทบจะมีแค่นายคนเดียว นายคิดว่าฉันเป็นพวกไม่มีหัวใจเหรอ”

“แต่นายไม่พูด ไม่ถามอะไรให้ฉันรู้เลย ฉันจะรู้ไหมว่านายคิดอะไร ฉันคิดว่านายยินดีด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมเลิกกันง่ายๆ” เมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังโยนความผิดมาให้ถังหมิงเลยไม่อยากที่จะยอมรับ

กู้หย่วนมองคนตรงหน้าก็อดที่จะแค่นเสียงในลำคอไม่ได้

“จะให้ฉันถามอะไร ก็นายมุ่งมั่นที่จะเลิกกับฉันขนาดนั้น ถึงขั้นว่าฉันยกเอาช่วงเวลาที่เราคบกันเป็นสิบๆ มาพูดนายยังไม่มีความลังเลเลย”

“ถึงอย่างนั้นนายก็ควรจะถามหรือพูดรั้งฉันไว้สิ หรืออย่างน้อยก็แสดงออกว่ากำลังหึงหวง”

กู้หย่วนมองถังหมิงเหมือนคนปัญญาอ่อน จะให้เขารั้งแฟนที่นอกกายนอกใจและพร้อมที่จะไปได้ทุกเมื่อให้อยู่กับตัวเองนี่นะ

“นายกำลังเรียกร้องความสนใจจากใครกัน ไม่ใช่ว่าที่ผ่านมาฉันก็พยายามมาตลอดหรอกเหรอ กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่นายติดต่อกับหม่าลี่จูลับหลังฉัน ไม่ใช่ฉันถามนายตลอดเหรอว่านายไปไหน ทำอะไรกับใคร ฉันต้องใจกว้างแค่ไหนที่รู้ทั้งรู้ว่าแฟนกำลังนอกใจแต่ก็พยายามให้โอกาสแก้ตัวมาตลอด แต่ใครกันที่เอาแต่ปิดบังแล้วบ่ายเบี่ยง และยังรำคาญเวลาที่ฉันทำตัวหึงหวง?”

“อึก!” ได้ยินอย่างนี้แล้วคนฟังย่อมต้องสะอึก เพราะอย่างไรคนที่มีลับลมคมในก่อนก็คือตนเอง และเมื่อคิดว่าตอนที่กู้หย่วนพยายามที่จะค้นหาความจริง เป็นเขาเองที่รู้สึกว่ากู้หย่วนน่ารำคาญ

“อย่างนี้แล้วยังคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกไหม นายคิดว่าแค่ฉันไม่โวยวายก็แปลว่าฉันไม่เสียใจ คิดว่าฉันไม่พูดอะไรก็แปลว่าฉันไม่รู้สึกอะไร เหอะ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็คิดเอาเองกันทั้งนั้น”

ถึงตอนนี้แล้วกู้หย่วนก็ขยี้ก้นบุหรี่แล้วมองไปในดวงตาของคนตรงหน้า มุมปากค่อยๆ เหยียดออกมาอย่างน่าสมเพช

“ยิ่งไปกว่านั้น ที่นายบอกให้ฉันรั้งนายเอาไว้ ถามหน่อยเถอะ รั้งแล้วนายจะเลิกยุ่งกับหม่าลี่จูเหรอ ไม่อยู่แล้ว” ถามและตอบให้ตัวเองเสร็จสรรพ จากนั้นก็เอ่ยต่อ

“ฉันเข้าใจว่าหม่าลี่จูทั้งเด็กกว่า สาวกว่า เผลอๆ ในสายตาของนายหล่อนอาจจะสวยกว่าฉัน ซ้ำเธอยังเป็นคุณหนูบ้านรวย ต่างจากฉันที่เป็นแค่คนธรรมดาที่หาเลี้ยงตัวเอง”

ถังหมิงเป็นคนยังไงกู้หย่วนรู้ดี เพราะเขาเป็นคนจ่ายเงินเพื่อซื้อสังคมให้ถังหมิงอยู่บ่อยครั้ง

กู้หย่วนเป็นพวกหัวโบราณเล็กน้อย แม้ว่าสมัยนี้ทุกเพศต่างก็เท่าเทียม แต่พอพูดถึงเรื่องชีวิตคู่เขาก็มักจะคิดว่าอัลฟาควรจะเป็นช้างเท้าหน้า ภรรยาตามหลังสามี ยิ่งตนเป็นโอเมก้าก็ยิ่งต้องให้เกียรติและยกย่องอัลฟา พอมีโอกาสก็ต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าถังหมิงจะอยากมีหน้าตามากแค่ไหน เขาก็พร้อมที่ทำให้ตามความต้องการ

และพอมีความคิดที่จะลงหลักปักฐานะกับถังหมิง ตัดสินใจให้เขาเป็นคู่ชีวิตจึงอยากผลักดันให้เขามีชีวิตที่ดี มีความมั่นใจในฐานะหัวหน้าครอบครัว

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นแค่โอเมก้าที่มาจากครอบครัวธรรมดา แม้ว่าจะพยายามมากแค่ไหน ก็ยังไม่อาจสู้คุณหนูที่มีพื้นเพใหญ่โตได้

เพราะอย่างนั้นเขาถึงเข้าใจดีว่าอะไรที่ทำให้ถิงหมิงยอมที่จะทิ้งความสัมพันธ์ที่มีมามากกว่าสิบปีไปหาหม่าลี่จู

“มันไม่ใช่อย่างนั้น นายกำลังเข้าใจผิด” ถังหมิงไม่อยากยอมรับว่าสิ่งที่กู้หย่วนพูดเป็นความจริง

“คำว่าคู่แห่งโชคชะตามันก็เป็นแค่หนึ่งในข้ออ้างที่ทำให้นายตัดสินใจได้เร็วขึ้นก็เท่านั้น ไม่ต้องหาเหตุผลสวยหรูมาแก้ตัวหรอก”

สำหรับกู้หย่วนเขาเคยเห็นคนที่ฝืนกฎแห่งโชคชะตามาแล้วด้วยตาของตัวเอง

ฉะนั้นแล้วคำพูดของถังหมิงไม่ได้ทำให้เขารู้สึกคล้อยตามหรือรู้สึกดีแต่อย่างใด

“นายกลับไปได้แล้ว หลังจากนี้คงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันอีก” กู้หย่วนโบกมือไล่ และเตรียมที่จะปิดประตู แต่ถังหมิงก็เอ่ยรั้งไว้เสียก่อน เพราะแม้ว่าจะไร้ยางอายไปหน่อย แต่ดูเหมือนว่าเขายังไม่อยากเสียกู้หย่วนไปเท่าไหร่นัก

“โลกใบนี้มันแคบกว่าที่คิด เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เจอกันเลย หยวนหย่วน ยังไงฉันก็อยากให้เราเป็นเพื่อนกันอยู่ดี”

“อย่างน้อยๆ เดือนสองเดือนนี้ฉันก็ไม่อยากเห็นหน้านาย ไสหัวไปได้แล้ว”

ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรต่อ กู้หย่วนก็ปิดประตูไล่ทันทีเพราะหากยังยืดเยื้อกันต่อไป ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

แน่นอนว่าเบื้องหลังประตูนั้นไม่มีใครรู้ว่าร่างเล็กๆ นั่นต้องทรุดตัวลงกับพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรงแค่ไหน ใบหน้าเปียกชื้นจากน้ำตาหากแต่ไร้เสียงสะอื้นนั้นเป็นตัวบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าตอนนี้กู้หย่วนรู้สึกยังไง

แม้เขาจะเข้มแข็งแค่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เสียใจ

และแม้ว่าเขาจะเย็นชามากเท่าไหร่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะร้องไห้ไม่เป็น

แน่นอนว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ ที่เขาจะร้องไห้ให้กับเรื่องพวกนี้

กู้หย่วนให้เวลาตัวเสียใจได้ไม่นาน เพราะว่าเขาต้องไปจัดการปัญหาของตัวเองให้จบโดยไว

ร่างเล็กจึงลุกขึ้นมาแต่งเนื้อแต่งตัว สลัดคราบคนช้ำรักออกไป ดวงตาที่ผ่านการร้องไห้จนปูดบวมถูกเครื่องสำอางปกปิดเอาไว้จนหมดสิ้น

กู้หย่วนมองตัวเองในกระจก มองใบหน้าที่อันอ่อนวัยผิดปกติของตัวเองที่ใครต่อใครต่างก็เข้าใจผิดและผ่านการเติมแต่งเข้าไปความงดงามจับใจก็ปรากฏชัด

ใบหน้าขาวผ่องนวลลออใกล้เคียงกับผู้หญิงเพราะพ่อเป็นอัลฟาหญิง ส่วนแม่แม้จะเป็นผู้ชายแต่ทว่าก็ยังเป็นโอเมก้า กู้หย่วนได้หน้าตาจากพ่อมาอย่างเต็มที่ แต่ก็มีเพศและสรีระเหมือนกับแม่ทุกสัดส่วน

มันเลยทำให้เขาดูงดงามและบอบบาง อีกทั้งยังมีนัยน์ตาดอกท้ออ่อนหวานรับกับคิ้วโก่งเรียงเส้นสวย จมูกโด่งตรงปลายเชิดรั้นรับกับริมฝีปากรูปกระจับสีแดงระเรื่อ เมื่อรวมเข้ากับทรงผมที่หยักศกที่สไลด์ยาวระคอยิ่งขับให้กู้หย่วนดูเด็กและเยาว์วัยมากกว่าปกติ

กู้หย่วนมองตัวเองในกระจก มองดูใบหน้านี้ที่ทำให้คนอิจฉามานักต่อนัก และแทบจะเป็นปัญหาอย่างหนึ่ง กู้หย่วนนึกลังเลว่าตนเองควรจะลบเครื่องสำอางออกดีไหม

เขากำลังจะไปหาคุณชายที่ขึ้นชื่อว่าเป็นคาสโนวาของเมืองหลวง และยังได้ชื่อว่าหลงตัวเองนิดๆ ถ้าเกิดฝ่ายนั้นเข้าใจผิดคิดว่าเขาจงใจแต่งหน้าแต่งตัวไปยั่วยวนเพื่อขอความเห็นใจจะเกิดอะไรขึ้น?

แค่คิดก็รับรู้ได้ถึงเค้าลางแห่งความวุ่นวาย แต่ช่วงที่ผ่านมาเขาเสียใจและปล่อยให้ตัวเองโทรมมากเกินไป ถ้าจะไปทั้งอย่างนั้นเกรงว่าจะถูกไล่ออกมาตั้งแต่ทางเข้า

“ไม่ว่าจะทางไหนก็แย่ทั้งนั้น”

ราวกับชีวิตอยู่ในช่วงขาลง กู้หย่วนคิดว่าหลังจากนี้เขาคงต้องไปไหว้พระทำบุญ

และสุดท้ายก็ตัดสินใจได้การที่ออกไปในสภาพที่ดูดีก็เป็นการสร้างความประทับใจที่ดีอย่างหนึ่ง กู้หย่วนจึงเลิกลังเลและหยิบกระเช้าที่ซื้อมาเตรียมเอาไว้ออกจากบ้าน

หวังว่าทุกอย่างจะราบรื่นดี

สกู๊ปพิเศษ

คุณชายสาม : ฉันไม่ได้หลงตัวเอง

หยวนหย่วน : นั่นเป็นแค่ข่าวลือ คุณชายสามอย่าสนใจ

คุณชายสาม : แต่คุณดูเหมือนจะสนใจมันมากนะ

หยวนหย่วน : คิดมากเกินไปแล้ว ผมไม่สนใจเลยสักนิด

คุณชายสาม : ไม่สนใจข่าวลือ?

หยวนหย่วน : ไม่สนใจคุณ

คุณชายสาม : QAQ

คบกันมาตั้ง 10 ปี ไม่ร้อง ไม่เสียใจเลยสิแปลก หยวนหย่วนจะเป็นพวกแข็งนอกอ่อนใน ไม่ชอบให้ใครเห็นด้านอ่อนแอของตัวเอง และเป็นพวกยอมเจ็บหนัก แต่เจ็บสั้น ดีกว่าเจ็บนิดเดียวแต่เจ็บนาน เป็นคาแรคเตอร์ที่เขียนสนุกมากกก

ตอนหน้าจะได้เจอไอ้หมามั้ยมาลุ้นกัน

แอบสปอยว่าหยวนหย่วนเป็นสเปคของเฉิงซวนเลยนะ นางชอบคนสวยขา คนสวยที่อายุมากกว่า คนสวยที่เหมือนแม่ 55555555555555

แย้บๆ ไม่รู้ว่าเรียกทรงผมแบบนี้ว่าทรงอะไร แต่หยวนหย่วนไว้ผมทรงประมาณนี้นะ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...