โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ระบบสุ่มจับฉลาก (จบแล้ว)

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 พ.ค. 2567 เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 20 พ.ค. 2567 เวลา 06.11 น. • นกน้อยสีไฟแดง
เจเค ได้รับระบบสุ่มจับฉลาก โดยทุกครั้งที่สุ่ม ระบบจะทำการสุ่มของให้กับเขาโดยของที่ได้รับก็มีทั้งของดี ๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนชีวิตที่แสนแร้นแค้นของเขาได้

ข้อมูลเบื้องต้น

ระบบสุ่มจับฉลาก

เจเค

ตัวละครอื่นในเรื่อง

เมษา

มาวิน

อดัม

แอล

อารยา(แม่ของเจเค)

จินนี่

ยูดาส

บทที่ 1 วันแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย

บทที่ 1 วันแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย

คงเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วมั้งที่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะรู้สึกตื่นเต้นกับการได้ใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยหรือการได้เลื่อนขั้นจากนักเรียนเป็นนักศึกษา เพราะชีวิตนักศึกษามีอิสระมากยิ่งกว่าตอนเป็นนักเรียนเสียอีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียน กิจกรรม การใช้ชีวิตและเรื่องทรงผมซึ่งเป็นเรื่องที่เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ชอบมาก

ก็นะ ตอนเป็นนักเรียนต้องเจอกฏเกี่ยวกับทรงผมนี่นา ทำให้ไม่สามารถไว้ทรงผมที่ต้องการได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าพวกเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะตื่นเต้นกับการได้เป็นนักศึกษา แต่ก็มีเด็กวัยรุ่นส่วนน้อยที่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นเท่าไรอย่างนักศึกษาหน้าใหม่อย่างเจเคเพราะเดิมทีเจ้าตัว…ไม่ได้มีความอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยเลย

เจเค นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะศิลปศาสตร์เอกภาษาไทยของมหาวิทยาลัยดวงตะวัน เหตุผลที่เจ้าตัวไม่อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะปัญหาที่กำลังประสบพบเจอตอนนี้โดยปัญหาที่ว่าก็คือปัญหาเรื่องการเงิน

เจเคมีชีวิตที่ค่อนข้างอาภัพ ฐานะทางการเงินไม่ค่อยดีเท่าไร พ่อก็เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็ก ทำให้แม่ต้องทำงานหาเงินแต่เพียงผู้เดียวด้วยการไปเป็นเด็กเสิร์ฟที่ร้านอาหารใกล้บ้าน ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานหาเงินมาเลี้ยงลูกคนเดียวเป็นอะไรที่หนักหนาสาหัส แต่ด้วยความพยายามและความรักที่มีต่อลูกชายก็ได้ทำให้แม่บังเกิดเกล้าของเจเคสามารถหาเงินมาส่งลูกชายเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยได้

ตอนแรกเจเคก็ปฏิเสธเสียงแข็งแล้วว่าจะไม่ต่อมหาวิทยาลัย เพราะเขามีความต้องการอยากช่วยแม่ทำงานหาเงินมากกว่า ไม่อยากให้แม่ต้องมาลำบากลำบนหาเงินแต่เพียงลำพัง แต่แม่ก็ยืนยันเสียงแข็งอยากให้เขาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะอยากให้ลูกชายได้ใช้ชีวิตให้สมวัยและอยากถ่ายรูปกับลูกชายในชุดครุยด้วย

เถียงกันไปเถียงกันมา เจเคก็ต้องยอมแม่แต่โดยดี โดยคณะที่เจเคเลือกเรียนต่อคือคณะศิลปศาสตร์เอกภาษาไทย

เหตุผลที่เจเคเลือกเรียนคณะนี้ เพราะเขาไปหาข้อมูลตามเน็ตแล้วพบว่าคณะนี้เรียนไม่ค่อยหนักเท่าไร เขาก็เลยเลือกเรียนคณะนี้เสียเลย

ขอบอกไว้ก่อนว่าที่เลือกเรียนคณะที่เรียนไม่หนัก ไม่ใช่ว่าเพราะเขาขี้เกียจหรืออะไร แต่เป็นเพราะเขาอยากทำงานพาร์ทไทม์ในขณะที่เรียนอยู่ต่างหาก

ก็อย่างที่บอกไปว่าฐานะทางบ้านของเจเคไม่ค่อยดีเท่าไรนัก คนที่หาเงินก็มีแค่แม่คนเดียว เพราะงั้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้แม่ เขาจึงจำเป็นต้องทำงานพาร์ทไทม์หาเงินในขณะที่เรียนหนังสือไปด้วย ซึ่งถ้าเกิดเลือกเรียนคณะที่เรียนหนักขึ้นมา เขาคงทำงานพาร์ทไทม์ไม่ไหวแหง ๆ เพราะงั้นเลือกเรียนคณะที่ไม่ค่อยหนักน่าจะเป็นอะไรที่ตอบโจทย์มากกว่า แต่ก็ต้องอย่าให้แม่รู้เรื่องนี้เป็นอันขาด ไม่งั้นท่านคงไม่พอใจแน่ ๆ

“เฮ้อ”

เจเคยืนมองหน้าทางเข้าตึกคณะศิลปศาสตร์แล้วถอนหายใจออกมายาวเหยียด นี่เป็นวันแรกที่เจเคจะได้เรียนหนังสือในฐานะนักศึกษาซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยอยากเท่าไร แต่ในเมื่อตกลงกับแม่แล้วก็คงมีแต่ต้องจำใจเรียน

หลังจากที่ยืนมองทางเข้าตึกคณะได้สักพัก เจเคก็ก้าวเท้าเดินเข้าไปในตึกแล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องเรียนของตนเอง เมื่อได้เข้าไปในห้อง เจเคก็ได้เดินไปยังท้ายห้องแล้วเลือกนั่งที่นั่งตรงริมหน้าต่าง พอก้นหย่อนถึงเก้าอี้ เจเคก็กวาดสาวตามองไปรอบ ๆ

ณ เวลานี้มีนักศึกษาคณะเดียวกันนั่งอยู่เต็มห้องเลยและในขณะที่นักศึกษาแต่ล่ะคนนั่งก็ได้มีการพูดคุยกันเพื่อทำความรู้จักไปด้วย

“แกมาจากโรงเรียนอะไรอ่ะ”

“สตรีเหล็ก”

“เฮ้ย! มาจากโรงเรียนดังเลยนี่นา”

“ปีก่อนโรงเรียนแกแปรอักษรได้สวยจัดอ่ะ”

เจเคฟังบทสนทนาต่าง ๆ นานาที่ดังมาจากปากเพื่อนร่วมคณะก่อนที่จะถอนหายใจออกมา นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่วันแรกของนักศึกษาหน้าใหม่จะหันหน้ามาพูดคุยกันเพราะอยากทำความรู้จักเพื่อนใหม่ที่มหาวิทยาลัย

จะบอกว่ามันเป็นสิ่งที่นักศึกษาหน้าใหม่ส่วนใหญ่เขาทำกันก็ได้มั้ง แต่บังเอิญว่าเจเคเป็นส่วนน้อยที่ไม่ได้อยากทำความรู้จักกับคนอื่นเพราะตั้งแต่ยังเด็กยังเล็ก เขาเป็นคนที่นิยมชมชอบการอยู่คนเดียวมากกว่า เวลาได้อยู่คนเดียวชีวิตมันไม่ค่อยวุ่นวายเท่าไร แถมยังรู้สึกสบายใจมากอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เองพอย่างเท้าเข้าสู่ห้องเรียน เจเคจึงเลือกที่จะไม่หันหน้าไปพูดคุยกับใครเหมือนกับคนอื่น ๆ

‘ดูงานพาร์ทไทม์ดีกว่า’

และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาขณะที่รออาจารย์เข้าห้อง เจเคได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วหาข้อมูลเกี่ยวกับงานพาร์ทไทม์

[ยินดีด้วย! คุณคือผู้โชคดีได้รับระบบสุ่มจับฉลาก]

แต่ทว่าจังหวะที่เจเคเปิดหน้าจอโทรศัพท์ อยู่ดี ๆ เบื้องหน้าของเขาก็ได้ปรากฏหน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าขึ้นมาพร้อมกับมีข้อความภาษาไทยสลักอยู่บนหน้าจอโฮโลแกรม เจเคที่เห็นดังนั้นก็สะดุ้งโหยง

‘เฮ้ย นี่มันอะไรเนี่ย?’ ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกโต ‘ระบบงั้นเหรอ…เรื่องจริงปะเนี่ย?’

เจเคกะพริบตาปริบ ๆ เขาเคยอ่านนิยายแนวแฟนตาซีอยู่ก็เลยรู้เป็นอย่างดีว่าระบบมันคืออะไร แต่ไอ้สิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘ระบบ’ มันมีอยู่แค่ในนิยายนะ ในโลกแห่งความเป็นจริงจะมีได้ยังไงกัน

ว่าแล้วเจเคก็ยกนิ้วขี้ทั้งสองข้างขึ้นมาขยี้ตาตนเองสองสามครั้งก่อนจะเอานิ้วออกแล้วก็พบหน้าจอโฮโลแกรมที่ลอยอยู่ก่อนหน้านี้ได้หายไปแล้ว

‘อืม…เป็นเพราะเรานอนน้อยไปรึเปล่านะ’

เจเคยกมือขวาขึ้นมาเกาศีรษะของตนเองแล้วคิดในใจ วันนี้เขาได้นอนน้อยไปหน่อย มันก็เลยน่าจะเป็นผลทำให้เขาตาฝาดเห็นหน้าจอโฮโลแกรมก็ได้กระมัง

“โย่ว”

ขณะที่เจเคกำลังงุนงงกับสถานการณ์เมื่อตะกี้ คนที่นั่งอยู่ทางซ้ายก็ได้ส่งเสียงทักทำให้เจเคต้องหันไปมองโดยคนที่เอ่ยทักเขาเป็นเด็กหนุ่มวัยเดียวกันที่ย้อมผมสีน้ำเงินและมัดผมหางม้า หน้าตาของอีกฝ่ายจัดว่าหล่อใช้ได้ สามารถไปเป็นนายแบบได้สบาย ๆ

“เราชื่อมาวิน นายชื่ออะไรเหรอ?”

อีกฝ่ายแนะนำถามเสร็จก็ถามชื่อเขาต่อเลย เจเคที่ได้ยินก็ยิ้มแห้ง ๆ แม้ตัวเขาจะไม่ได้อยากทำความรู้จักกับคนอื่น แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไม่อยากทำความรู้จักกับเขานี่นะ

ถ้าไม่ตอบก็คงจะดูเสียมารยาทและดูหยิ่งไปหน่อย เจเคจึงเลือกที่จะแนะนำตัวกลับไปแบบสั้น ๆ

“เจเค”

“ยินดีที่ได้รู้จักนะเจเค” มาวินยิ้มร่าแล้วใช้มือขวาจับไหล่ของเจเค “ว่าแต่นายอยู่เอกไหนเนี่ย”

คณะศิลปศาสตร์มีอยู่ด้วยกันสองเอกได้แก่เอกภาษาไทยและเอกภาษาอังกฤษ โดยแต่ล่ะเอกนั้นจะมีวิชาเรียนที่แตกต่างกันออกไปแต่มันก็มีบางวิชาที่ทั้งสองเอกเรียนด้วยกันอย่างวิชาภาษาศาสตร์ซึ่งเป็นคาบแรกของวันนี้เป็นต้น

“อยู่เอกภาษาไทย” เจเคตอบกลับไปด้วยใบหน้านิ่ง ๆ

“จริงเหรอ?” พอได้ยินคำตอบจากปากของเจเค ดวงตาของมาวินก็เป็นประกาย “เอกเดียวกันเลย ดีใจจริง ๆ ที่เพื่อนคนแรกของเราอยู่เอกเดียวกัน”

“อาฮะ ดีใจเหมือนกัน”

ว่ากันตามตรง เจเคทำตัวไม่ค่อยถูกเท่าไรเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ เพราะเดิมทีเจเคเป็นคนที่พูดคุยไม่ค่อยเก่งเท่าไร ก็เลยแอบรู้สึกเกร็งและไม่รู้ว่าควรชวนอีกฝ่ายคุยเรื่องอะไรดี

เขาก็ไม่ได้อยากชวนคุยต่อหรอกนะ แต่เจเคคิดว่าหากไม่ชวนคุยกลับมันก็ดูจะเป็นเรื่องที่เสียมารยาทไปหน่อย เจ้าตัวก็เลยพยายามคิดหาหัวข้อที่จะคุยต่อ

ขณะที่กำลังใช้หัวคิด ดวงตาของเจเคก็ได้เบิกกว้างเพราะอยู่ดี ๆ เบื้องหน้าของเขาก็ได้ปรากฏหน้าจอโฮโลแกรมขึ้นมาอีกแล้ว! แถมครั้งนี้ก็มีข้อความภาษาไทยเขียนอยู่บนหน้าจอด้วย

ภารกิจ : ชวนมาวินพูดคุย

ระดับ : ง่าย

รายละเอียด : ชวนมาวินคุยเป็นเวลา 5 นาที

และนี่คือข้อความที่เขียนอยู่บนหน้าจอโฮโลแกรมซึ่งเป็นเครื่องยืนยันเป็นอย่างดีว่าเจเคไม่ได้ตาฝาด แต่มันคือเรื่องจริง!

……………………

บทที่ 2 ระบบสุ่มจับฉลาก

บทที่ 2 ระบบสุ่มจับฉลาก

ดวงตาของเจเคลุกวาว หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเพราะไม่คิดไม่ฝันว่าสิ่งที่มีอยู่แค่ในนิยายอย่างระบบจะมีจริง ๆ แต่ก็อดที่จะรู้สึกสงสัยไม่ได้เลยว่าถ้ามันมีอยู่จริง ๆ ว่าแต่ระบบที่เขาได้มันคือ ‘ระบบสุ่มจับฉลาก’ ไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมระบบถึงให้เขาทำภารกิจแทนที่จะเป็นการจับฉลากล่ะ?

เจเคพยายามคิดเพื่อไขข้อสงสัย แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก จึงตัดสินใจทำตามภารกิจที่ระบบมอบหมายให้เสียก่อน หลังจากที่ทำภารกิจสำเร็จ เขาอาจได้รู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับระบบนี้มากขึ้นก็ได้

แต่ภารกิจนี้ก็เป็นภารกิจที่ยากพอสมควรสำหรับเจเค เพราะมันคือภารกิจที่ต้องชวนมาวินพูดคุยเป็นเวลา 5 นาที ซึ่งถ้าคนที่คุยเก่งมาทำก็สามารถผ่านภารกิจนี้ได้สบาย ๆ แต่ไม่ใช่กับคนที่คุยไม่เก่งอย่างเจเค

เอาวะ ลองพยายามดูหน่อยก็แล้วกัน

“มาวิน”

ว่าแล้วเจเคก็เรียกชื่อเพื่อนร่วมคณะที่นั่งอยู่ข้างกาย ซึ่งคนถูกเรียกก็หันมามองด้วยรอยยิ้มที่แสนเป็นมิตร

“มีอะไรเหรอเพื่อน?”

“เอ่อ…” เจเคพยายามคิดหัวข้อที่จะคุยอย่างเร่งรีบ ซึ่งพอคิดออกเจ้าตัวก็ยิงคำถามออกไปทันที “จะถามว่าทำไมนายถึงเลือกมาเรียนคณะนี้อ่ะ”

“ทำไมถึงมาเลือกเรียนคณะนี้เหรอ?” มาวินแหงนหน้ามองเพดาน ยกแขนขึ้นกอดอกก่อนจะเริ่มเปิดปากพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “เพราะเราอยากเป็นนักเขียนนิยายน่ะ”

“นักเขียนนิยาย?” เจเคเลิกคิ้วขึ้นสูง

“จริง ๆ ตอนนี้เราก็เป็นนักเขียนนิยายอยู่ แต่ทักษะการเขียนของเรายังไม่ค่อยดีเท่าไร ยังต้องฝึกอีกเยอะ” มาวินยิ้มกว้าง หันไปมองหน้าคนถาม “เราได้ยินว่าคณะนี้มีสอนวิชาเกี่ยวกับการเขียนด้วย เราก็เลยคิดว่าถ้าได้เข้าคณะนี้ ทักษะการเขียนของเราน่าจะพัฒนาขึ้น สุดท้ายเราก็เลยเลือกเรียนคณะนี้”

“อ๋อ…” เจเคพยักหน้าเข้าใจ

“ว่าแต่นายล่ะเจเค ทำไมนายเลือกเรียนคณะนี้?”

พอเป็นฝ่ายถูกถามบ้าง เจเคก็มีอาการชะงักไปเล็กน้อย เพราะเหตุผลที่เขาเลือกเรียนคณะนี้มันไม่ใช่เหตุผลที่ดูดีเหมือนกับมาวิน เขาเลือกเข้าคณะเพราะเห็นว่าเป็นคณะที่เรียนไม่หนักซึ่งเหมาะแก่การทำงานพาร์ทไทม์ก็เท่านั้น แน่นอนว่าถ้าเกิดเขาบอกเหตุผลนี้ไปคงได้โดนมาวินมองไม่ดีแหง ๆ

“พอดีว่าเราสนใจเรื่องภาษาน่ะ ได้ยินว่าที่นี้มีวิชาเกี่ยวกับภาษาเยอะก็เลยเลือกเรียนคณะนี้” ด้วยเหตุนี้เองเจเคจึงปั้นเรื่องโกหกขึ้นมาเสียเลย

“อย่างนี้นี่เอง” มาวินผงกศีรษะขึ้นแล้วแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “จะว่าไปแล้วเจเคสนใจลองอ่านนิยายที่เราเขียนบนเว็บดูป่าว บอกเลยว่าถ้าได้ลองอ่านแล้วจะติดใจ”

“เอาดิ”

แล้วหลังจากนั้นหัวข้อการคุยก็เปลี่ยนเป็นเรื่องนิยายไปเลย และคุยไปคุยมาอาจารย์ประจำวิชาภาษาศาสตร์ก็ได้เข้ามาพอดี ทำให้เจเค มาวินและนักศึกษาต้องหยุดคุยในทันที

[ยินดีด้วย! คุณเจเคทำภารกิจ ‘ชวนมาวินพูดคุย’ สำเร็จ]

จังหวะที่อาจารย์ประจำวิชาเข้ามาในห้อง ก็มีเสียงที่แสนราบเรียบดังขึ้นในหัว ซึ่งจากที่ได้ฟังเจเคก็พอจะเดาได้ว่ามันคือเสียงของระบบเพราะในนิยายแนวระบบที่เคยอ่าน ระบบชอบพูดคุยกับตัวเอกในหัวนี่แหละ

[คุณเจเคได้รับสิทธิสุ่มจับฉลาก 1 ครั้ง]

[คุณเจเคต้องการใช้สิทธิสุ่มจับฉลากเลยหรือไม่?]

เมื่อได้ฟังที่ระบบพูดจนจบ เจเคก็ยกยิ้มที่มุมปาก ดูเหมือนว่าถ้าเกิดเขาอยากใช้สิทธิสุ่มจับฉลาก เขาจำเป็นต้องทำภารกิจให้สำเร็จก่อนสินะ ก็ว่าทำไมระบบถึงไม่ให้เขาจับฉลากตั้งแต่แรก ที่แท้ต้องได้สิทธิจับฉลากจากการทำภารกิจให้สำเร็จก่อนนี่เอง

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เจเคอยากใช้สิทธิสุ่มจับฉลากมาก แต่ติดตรงที่ตอนนี้มันเป็นเวลาเรียนหนังสือแล้วนี่สิ ถึงตัวเขาไม่ได้อยากเรียนหนังสือ แต่ในเมื่อแม่อุตส่าห์เสียเงินค่าเทอมให้แล้ว เขาก็ควรจะตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เงินที่แม่จ่ายให้ต้องสูญเปล่า เพราะฉะนั้น…

[เพราะฉะนั้นคุณเจเคจะยังไม่ใช้สิทธิสุ่มจับฉลากสินะคะ]

ระบบได้พูดถึงสิ่งที่เขากำลังคิดอยู่พอดิบพอดี ทำเอาเด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูงแล้วคิดในใจด้วยความสงสัยว่า

‘ระบบอ่านใจได้งั้นเหรอ?’

[ใช่แล้วค่ะ ระบบอย่างฉันมีฟังก์ชั่นอ่านใจ] ระบบสุ่มจับฉลากตอบกลับมา [ฟังค์ชั่นนี้มีไว้เพื่อให้คุณเจเคสามารถพูดคุยกับฉันได้สะดวกโดยไม่จำเป็นต้องปริปากพูดค่ะ]

‘อ๋อ’ เจเคผงกศีรษะขึ้นลงเป็นเชิงเข้าใจ ถือว่าเป็นฟังก์ชั่นที่สะดวกต่อการพูดคุยกับระบบใช้ได้เลย

[ตกลงคุณเจเคยังไม่ใช้สิทธิสุ่มจับฉลากใช่มั้ยคะ?] ระบบถามขึ้นมาอีกรอบเพื่อความแน่ใจ

‘ก็ตามนั้นแหละ ไว้ฉันเลิกเรียนเมื่อไร เดี๋ยวฉันค่อยใช้สิทธิ’

[รับทราบค่ะคุณเจเค]

เมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง เจเคก็ได้ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือไปพร้อม ๆ กับเพื่อนร่วมคณะที่นั่งอยู่ในห้องนี้

เวลาผ่านไปประมาณสามชั่วโมง เสียงกริ่งที่ตึกคณะศิลปศาสตร์ก็ได้ดังขึ้นซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าการเรียนการสอนได้สิ้นสุดลงแล้ว อาจารย์ประจำวิชาภาษาศาสตร์จึงได้เลิกสอนแล้วปล่อยให้นักศึกษาออกไปพักกินข้าวเที่ยงก่อนที่จะไปเริ่มเรียนคาบบ่ายต่อ

“เจเค ไปกินข้าวด้วยกันป่าว?”

ขณะที่มาวินกำลังเก็บเลคเชอร์และอุปกรณ์การเรียนใส่กระเป๋าเป้ เจ้าตัวก็ได้เอ่ยถามเจเคขึ้นมา

“ไปดิ แต่ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ” เจเคพูดขึ้นมาแล้วลุกขึ้นยืน ใจหนึ่งเขาอยากไปกินข้าวคนเดียวมากกว่า แต่ในเมื่ออีกฝ่ายชวนมาแบบนี้ ถ้าปฏิเสธไปก็ดูเสียมารยาทไปหน่อย เพราะงั้นก็คงต้องไป

“ได้เลยเพื่อน งั้นเดี๋ยวเจอกันที่หน้าตึกคณะนะ”

หลังจากนัดหมายกันเสร็จเรียบร้อย เจเคก็ได้พยักหน้าให้กับมาวินก่อนจะออกจากห้องเรียนแล้วตรงดิ่งไปที่ห้องน้ำทันทีโดยขณะที่เดินเจเคก็ได้พูดกับระบบในใจว่า

‘ระบบ ฉันขอใช้สิทธิสุ่มจับฉลากหน่อย’

[รับทราบค่ะ]

สิ้นเสียงของระบบ เบื้องหน้าของเจเคก็ได้ปรากฏโหลแก้วทรงกลมลอยอยู่ตรงหน้าโดยในโหลได้มีการบรรจุแผ่นกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกพับไว้อยู่เต็มไปหมดซึ่งมันก็คือฉลากนั่นเอง

[เชิญจับฉลากได้เลยค่ะคุณเจเค]

เจเคเลิกคิ้วขึ้นสูงก่อนจะหันซ้ายหันขวามองคนที่เดินผ่านไปผ่านมาพร้อมกับคิดในใจว่า ‘ทำไมถึงไม่มีคนทักเลย?’

โดยปกติถ้าเกิดอยู่ ๆ ก็มีโหลแก้วโผล่ขึ้นมาแบบต่อหน้าต่อตาอย่างไม่ทราบสาเหตุก็น่าจะมีคนแสดงอาการตกใจหรือไม่ก็ร้องทักบ้าง แต่นี่กลับไม่มีใครร้องทักหรือแสดงอาการตื่นตกใจออกมาเลยสักคน

[เพราะว่าคนที่มองเห็นโหลแก้วจับฉลากมีแค่คนที่ถือครองระบบสุ่มจับฉลากอย่างคุณเจเคเท่านั้นค่ะ]

‘อ๋อ เข้าใจล่ะ’ เมื่อได้รับการไขข้อสงสัย เจเคก็พยักหน้าขึ้นลงก่อนจที่จะคิดในใจขึ้นมาว่า ‘ว่าแต่ช่วยขยับโหลแก้วมาใกล้ ๆ กระเป๋ากางเกงได้มั้ย ขืนคนอื่นมาเห็นฉันตอนยื่นมือไปจับฉลากคงได้โดนหาว่าบ้ากันพอดี’

ยิ่งไม่มีคนเห็นยิ่งต้องระวัง เพราะหากเขายื่นมือไปจับฉลากที่โหลแก้วขึ้นมา คนที่มองไม่เห็นโหลแก้วคงได้รู้สึกสงสัยแน่ ๆ ว่าเขายื่นมือไปจับอะไร

เพราะงั้นเอาโหลแก้วจับฉลากมาไว้ใกล้ ๆ กระเป๋ากางเกงนี่แหละ เวลาจับฉลากจะได้ไม่เตะตา

[ได้เลยค่ะ]

สิ้นคำพูดของระบบจับฉลาก โหลแก้วทรงกลมก็ได้มาลอยใกล้ ๆ กระเป๋ากางเกงตามที่เจเคต้องการ ด้วยเหตุนี้เองเด็กหนุ่มจึงสามารถล้วงมือเข้าไปในโหลแก้วเพื่อหยิบฉลากขึ้นมาได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่มีใครให้ความสนใจเลยสักคน

เจเคหยิบฉลากขึ้นมาแล้วคลี่กระดาษทันทีก่อนจะพบว่าข้างในแผ่นกระดาษเขียนเอาไว้ว่า

‘10,000 บาท?’

[คุณเจเคได้ใช้สิทธิสุ่มจับฉลาก 1 ครั้ง]

[ยินดีด้วย! คุณเจเคได้รับรางวัล 10,000 บาท]

[ทางระบบส่งเงิน 10,000 บาทไปที่กระเป๋าเงินเรียบร้อยแล้วค่ะ]

สิ้นเสียงของระบบ แผ่นกระดาษที่อยู่ในมือก็ได้สลายหายไปพร้อมกับโหลแก้ว แล้วไม่นานนักเจเคก็รู้สึกได้ว่ากระเป๋าเงินที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงนั้นมันนูนขึ้นมา ด้วยเหตุนี้เองเจ้าตัวจึงรีบหยิบกระเป๋าเงินขึ้นมาแล้วเปิดดูก่อนที่เจ้าตัวจะทำตาโต

‘โอ้โห แบงค์พันเพียบ!’

ตอนแรกในกระเป๋าเงินของเจเคมีแบงค์พันแค่ใบเดียวเท่านั้น แต่ในตอนนี้กลับมีแบงค์พันเพิ่มถึง 10 ใบ และมันก็เป็นผลมาจากการที่เขาจับฉลากได้รับเงินรางวัล 10,000 บาทนั่นเอง

จากที่เจเคเคยหาข้อมูลมา เงินที่ได้จากการทำงานพาร์ทไทม์นั้นจะเฉลี่ยอยู่ที่หลักพันเท่านั้น ซึ่งกว่าจะได้มันมาจำเป็นต้องทำงานหลายชั่วโมงอยู่พอสมควร แต่ระบบสุ่มจับฉลากทำให้เขาได้เงินโดยที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนัก เพียงแค่จับฉลากครั้งเดียวก็ได้เงินหมื่นมาครอบครองแล้ว

แบบนี้เขาคงไม่จำเป็นต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อช่วยแม่หาเงินแล้วกระมังในเมื่อมีระบบสุ่มจับฉลากที่ทำให้ตัวเขารวยเร็วขนาดนี้

[ต้องขอเตือนก่อนนะคะว่าของรางวัลที่ได้จากการสุ่มจับฉลากนั้นไม่ได้มีแค่เงินอย่างเดียว] อยู่ดี ๆ ระบบก็พูดขึ้นมา [เพราะงั้นทางระบบคงไม่ได้มีส่วนช่วยทำให้คุณเจเครวยเร็วขนาดนั้น แต่ระบบของยืนยันว่าของรางวัลทุกอย่างที่คุณเจเคจะได้รับจากการสุ่มจับฉลากนั้นเป็นของรางวัลที่จะทำให้คุณเจเครวยขึ้นอย่างแน่นอนเพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลาประมาณหนึ่ง]

เจเคพยักหน้าเข้าใจแล้วเก็บกระเป๋าเงินของตัวเองไปด้วย เขาไม่มีปัญหาเรื่องรวยเร็วรวยช้าอยู่แล้ว ขอแค่ได้ช่วยแม่หาเงินได้ก็พอ แม่ของเขาทำงานหนักมามากพอแล้ว ฉะนั้นมันถึงเวลาที่ตัวเขาจะต้องช่วยแม่หาเงินบ้างแล้ว

[ติ๊ง! คุณเจเคได้รับภารกิจค่ะ]

ราวกับรับรู้ถึงแรงปราถนาของเจเค เสียงของระบบก็ได้ดังขึ้น หน้าจอโฮโลแกรมสีฟ้าก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าพร้อมกับมีข้อมูลภารกิจแสดงให้เห็นอยู่บนหน้าจอ

ภารกิจ : นอนหลับให้เต็มอิ่ม

ระดับ : ง่าย

รายละเอียด : วันนี้ต้องนอนหลับให้ครบ 8 ชั่วโมง

…………………………

บทที่ 3 ทักษะจากระบบ

บทที่ 3 ทักษะจากระบบ

วันแรกของการเรียน เจเคและนักศึกษาหน้าใหม่ของคณะศิลปศาสตร์ต้องเรียนถึงสองคาบเลยหรือก็คือวันนี้พวกเขาเรียนหนังสือ 6 ชั่วโมงเต็ม แต่ก็น่าแปลกที่พวกเขาไม่ได้รู้สึกเหนื่อยล้าเท่าไร ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าเนื้อหาที่เรียนวันนี้ยังเบา ๆ อยู่ ก็เลยทำให้สามารถเรียนได้อย่างสบาย ๆ

หลังจากเลิกเรียนคาบบ่าย เจเคกับมาวินก็ได้แยกย้ายกลับไปพักผ่อนโดยมาวินนั่งรถเมล์กลับบ้านส่วนเจเคเดินกลับไปพักผ่อนที่หอพักที่ชื่อว่า ‘พระจันทร์’ ซึ่งเป็นหอพักที่อยู่หน้ามหาวิทยาลัย

เนื่องจากบ้านของเจเคอยู่ไกลจากมหาวิทยาลัยดวงตะวันอยู่มากโข ทำให้เจเคต้องย้ายมาอยู่ที่หอใกล้มหาวิทยาลัยอย่างช่วยไม่ได้ ซึ่งก็ถือว่าโชคดีที่เจเคได้หอราคาถูกอย่างหอพระจันทร์ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะ

เมื่อเดินมาถึงหอพระจันทร์ เจเคก็เข้าไปในหอแล้วมุ่งหน้าสู่ห้องพักของตัวเองที่อยู่ชั้น 7 หมายเลขห้อง 707

“เฮ้อ โคตรเหนื่อย”

เจเคหอบหายใจเมื่อเดินมาถึงหน้าประตูห้องของตัวเอง เนื่องจากว่าหอพระจันทร์ไม่มีลิฟต์เหมือนหอพักอื่น ทำให้เจเคจำใจใช้บันไดเดินขึ้นหอ

ก็นะ หอนี้เป็นหอราคาถูกนี่นา จะไปมีลิฟต์ได้ยังไง

เมื่อยืนพักจนพอใจ เจเคก็ใช้กุญแจปลดล็อคประตูแล้วผลักประตูเข้าไปในห้อง

ห้องพักของเจเคไม่ได้มีขนาดกว้างอะไรเท่าไรนัก ภายในห้องมีเพียงแค่ห้องนอนและห้องน้ำเท่านั้น ที่ห้องนอนก็มีเฟอร์นิเจอร์อยู่น้อยชิ้นอย่างเตียงนอน โต๊ะอ่านหนังสือ และตู้เสื้อผ้า แน่นอนว่าเหตุผลที่เฟอร์นิเจอร์ในห้องน้อยแบบนี้ก็เป็นเพราะเจเคไม่มีเงินจะซื้ออย่างอื่น อีกอย่างต่อให้มีเงินเขาก็ไม่คิดจะซื้อเฟอร์นิเจอร์อะไรเพิ่มเพราะโดยส่วนตัวเขานิยมชมชอบห้องสไตล์มินิมอร์หรือห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่น้อยชิ้นมากกว่า

พอกลับถึงห้องเจเคก็วางกระเป๋าไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงพร้อมกับคิดถึงเรื่องภารกิจที่เพิ่งได้รับมา

ภารกิจที่สองที่เจเคได้รับคือภารกิจ ‘นอนหลับให้เต็มอิ่ม’ เป็นภารกิจง่าย ๆ ขอเพียงหลับครบ 8 ชั่วโมง เขาก็จะทำภารกิจสำเร็จลุล่วง แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเขายังไม่สามารถทำภารกิจนี้ได้เพราะมันยังไม่ถึงเวลานอนประกอบกับเขายังไม่รู้สึกง่วง ต่อให้นอนไปก็น่าจะนอนไม่หลับหรือถ้าหลับจริง ๆ ก็คงนอนไปได้ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น

“ระบบ”

ระหว่างที่นอนอยู่บนเตียง เจเคได้เปิดปากเรียกระบบขึ้นมาโดยครั้งนี้ไม่จำเป็นต้องเรียกผ่านความคิดเพราะตอนนี้เขาอยู่ในห้องคนเดียว

[มีอะไรเหรอคะคุณเจเค]

ระบบเอ่ยถามกลับมาด้วยความสงสัยเมื่อเห็นเจเคเอ่ยเรียก

“พอดีว่าฉันมีเรื่องอยากถามน่ะ” เจเคเปลี่ยนจากนอนเป็นลุกขึ้นนั่ง “เกี่ยวกับภารกิจ”

[ถามมาได้เลยค่ะคุณเจเค]

“ของรางวัลที่ได้จากการทำภารกิจเนี่ย มีแค่สิทธิในการสุ่มจับฉลากใช่รึเปล่า?”

[ใช่ค่ะ ของรางวัลจากการทำภารกิจมีแค่สิทธิในการสุ่มจับฉลาก ถ้าคุณเจเคอยากได้รางวัลอย่างอื่นก็มีแต่ต้องใช้สิทธิสุ่มจับฉลากค่ะ]

อยากได้รางวัลก็ต้องสุ่มจับฉลากด้วยตัวเองสินะ ก็ดูสมชื่อ ‘ระบบสุ่มจับฉลาก’ ดีล่ะนะ

“โอเค เข้าใจแล้ว งั้นคำถามต่อไปคือเรื่องหน้าจอโฮโลแกรม” เจเคเริ่มเข้าประเด็นต่อไปที่ตัวเองรู้สึกสงสัย “คือฉันเห็นที่หน้าจอโฮโลแกรมตอนบอกรายละเอียดภารกิจมันมี…”

[เรียกว่า ‘หน้าต่างระบบ’ น่าจะง่ายกว่านะคะ] ระบบพูดแทรกขึ้นมา [ถึงแม้ว่าในทางทฤษฎี สองคำนี้จะมีความหมายเหมือนกัน แต่ใช้คำว่า ‘หน้าต่างระบบ’ น่าจะเป็นอะไรที่สะดวกกว่า]

“อ่า โอเค ๆ” เจเคยกมือขึ้นเกาศีรษะตัวเองก่อนจะเริ่มเข้าประเด็น “คือฉันเห็นที่หน้าต่างระบบตอนบอกรายละเอียดภารกิจมันมีพูดถึงระดับของภารกิจด้วย แสดงว่าตัวภารกิจที่ฉันได้รับมันไม่ได้มีแค่ระดับง่ายอย่างเดียวสินะ”

[ใช่ค่ะ] ระบบตอบกลับมาก่อนจะเริ่มอธิบายให้เจเคเข้าใจ [ระดับของภารกิจมีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ ได้แก่ ง่าย กลาง และยาก ยิ่งภารกิจมีระดับความยากมากแค่ไหน คุณเจเคก็จะยิ่งได้รับจำนวนสิทธิในการสุ่มจับฉลากมากขึ้นเท่านั้น อย่างภารกิจระดับง่าย หากทำสำเร็จจะได้รับสิทธิสุ่มจับฉลาก 1 ครั้ง ระดับกลางได้รับสิทธิสุ่มจับฉลาก 3 ครั้ง และระดับยากจะได้รับสิทธิสุ่มจับฉลาก 5 ครั้ง]

“โห พอได้ยินแบบนี้แล้วก็อยากทำภารกิจระดับยากขึ้นมาเลยแฮะ”

เจเคยิ้มกว้าง หากทำภารกิจระดับยากสำเร็จ เขาก็จะมีโอกาสได้สิทธิสุ่มจับฉลากเพื่อรับของรางวัลมากขึ้นเท่านั้น

[ก็อยู่ที่ดวงของคุณเจเคด้วยค่ะว่าจะสุ่มได้ภารกิจระดับยากรึเปล่า]

“อาฮะ”

เจเคพยักหน้าเข้าใจก่อนที่ท้องเจ้ากรรมนายเวรจะส่งเสียงร้อง ‘จ๊อก’ ออกมาซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าเจ้าตัวเริ่มรู้สึกหิวแล้ว

“ไปหาอะไรกินดีกว่า ที่หน้ามอจะมีอะไรกินบ้างนะ”

ว่าแล้วเจเคก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องเพื่อไปหาของกิน แล้วหลังจากกินเสร็จเรียบร้อย เจเคก็กลับมาอาบน้ำอาบท่าที่ห้องก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงเพื่อนอนหลับพักผ่อนและเพื่อทำภารกิจที่ระบบให้ไว้

[ยินดีด้วย! คุณเจเคทำภารกิจ ‘นอนหลับให้เต็มอิ่ม’ สำเร็จ]

[คุณเจเคได้รับสิทธิสุ่มจับฉลาก 1 ครั้ง]

[คุณเจเคต้องการใช้สิทธิสุ่มจับฉลากเลยหรือไม่?]

เสียงจากระบบที่ดังขึ้นได้ดังขึ้นประหนึ่งว่าเป็นนาฬิกาปลุกอย่างไรอย่างนั้น และมันก็ทำให้เจเคได้รู้ว่าตนเองทำภารกิจสำเร็จแล้ว เจ้าตัวจึงรีบลืมตื่นตาแล้วลุกขึ้นนั่งก่อนจะลงมือใช้สิทธิสุ่มจับฉลากทันที โดยรางวัลที่เขาได้รับคราวนี้ก็คือ…

[คุณเจเคได้ใช้สิทธิสุ่มจับฉลาก 1 ครั้ง]

[ยินดีด้วย! คุณเจเคได้รับรางวัลทักษะนักร้อง ระดับ A]

สิ้นเสียงของระบบ อยู่ดี ๆ ความรู้เรื่องร้องเพลงที่เจเคไม่เคยได้รู้มาก่อนนั้นก็ได้ไหลเข้ามาในหัวอย่างน่าอัศจรรย์ใจทำเอาเจเคถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นสูง

[ของรางวัลจำพวกทักษะจะทำให้คุณเจเคได้รับความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทักษะนั้น ๆ โดยยิ่งระดับสูงมากเท่าไร ความรู้และประสบการณ์ที่ได้ก็จะยิ่งเยอะ]

นี่คือเหตุผลที่อยู่ดี ๆ ตัวเขาก็รู้วิธีร้องเพลงสินะ

“แล้วมันมีทั้งหมดกี่ระดับงั้นเหรอ?”

[4 ระดับค่ะ] ระบบเริ่มตอบคำถาม [ได้แก่ C B A และ S ค่ะ]

ก็หมายความว่าตัวเขาโชคดีที่สุ่มได้ทักษะที่มีระดับเกือบสูงที่สุดสินะ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ตัวเขารู้สึกดีใจเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้สนใจทักษะนักร้องกระมัง

ที่ระบบเคยพูดมาก่อนหน้านี้ไม่ใช่เรื่องโกหก ของรางวัลที่ได้มาจากการสุ่มจับฉลากเป็นของรางวัลที่มีส่วนช่วยทำให้เขารวยขึ้นจริง ๆ อย่างทักษะนักร้องที่ทำให้ตัวเขาร้องเพลงเก่งยิ่งขึ้น หากเขานำทักษะนี้ไปใช้หาเงินด้วยการไปร้องเพลงข้างถนนหรือไปอัดคลิปร้องเพลงลงติ๊กต๊อกก็คงได้เงินมิใช่น้อย แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าเจเคไม่ได้มีความสนใจในเรื่องนี้น่ะสิ

เจเคไม่ใช่คนที่นิยมชมชอบดนตรี แต่ก็ไม่ได้เกลียด เรียกได้ว่าเฉย ๆ กับเรื่องพวกนี้ก็ได้กระมัง อย่างไรก็ตามถ้าจะต้องทำงานหาเงิน เขาก็อยากทำงานที่เขารู้สึกสนใจ ซึ่งงานที่มีความเกี่ยวข้องกับดนตรีคงจะไม่ใช่ทางของเขาเท่าไร

“แต่ในเมื่อได้ทักษะมาแล้ว ถ้าไม่เอามาใช้ก็แอบรู้สึกเสียดายเหมือนกันแฮะ” เจเคพูดขึ้นมาแล้วถอนหายใจ “เอายังไงดีนะ”

เจเคใช้เวลานั่งคิดอยู่บนเตียงอยู่นานสองนานก่อนที่จะถอนหายใจอีกรอบแล้วตัดสินใจเลิกคิดเป็นการชั่วคราวไปก่อน เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็จะถึงเวลาเรียนคาบเช้าแล้ว เจ้าตัวจึงรีบลุกขึ้นออกจากเตียงแล้วไปเตรียมตัว

ใช้เวลาไปกับการเดินไปที่ตึกคณะศิลปศาสตร์เพียงแค่ 15 นาที เจเคก็ได้เดินมาถึงตึกคณะแล้ว และพอมาถึงเจ้าตัวก็เดินตรงดิ่งไปที่ลิฟต์ทันที เนื่องจากว่าวันนี้เขาต้องเรียนที่ชั้น 5 ก็เลยต้องใช้ลิฟต์ ขืนเดินขึ้นบันไดคงได้มีเหนื่อยตายกันแหง ๆ ยิ่งช่วงนี้อากาศร้อนด้วย

“หืม?”

ทันทีที่ผลักประตูเข้าไปในห้องเรียน เจเคก็เป็นอันต้องเลิกคิ้วขึ้นสูง เพราะเขาได้เห็นว่ามีนักศึกษาชายหญิงสองคนกำลังยืนอยู่ที่หน้าห้องเรียนซึ่งเป็นคนที่เขาไม่รู้สึกคุ้นหน้าเลย

“อ้าว ยังเหลืออยู่อีกคนเหรอเนี่ย” นักศึกษาหนุ่มพึมพัมขึ้นมาเมื่อเห็นเจเคเดินเข้ามาในห้องก่อนที่เจ้าตัวจะพูดกับเจเคด้วยรอยยิ้มว่า “รีบไปนั่งที่เลยน้อง เราจะได้เริ่มคุยกัน”

‘รุ่นพี่นี่เอง’ พอได้ยินสรรพนามที่อีกฝ่ายใช้ เจเคก็รับรู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นรุ่นพี่คณะของตน

เจเคผงกศีรษะให้คนเป็นรุ่นพี่ก่อนจะเดินไปหาที่นั่งว่าง ซึ่งขณะที่เดินอยู่ก็เห็นมาวินกำลังนั่งโบกไม้โบกมืออยู่หลังห้องแล้วชี้ไปยังเก้าอี้ข้าง ๆ เป็นเชิงบอกว่า ‘มานั่งตรงนี้สิเพื่อน’ เจเคที่เห็นดังนั้นจึงเดินไปนั่งข้าง ๆ ตามที่อีกฝ่ายต้องการ

พอเจเคนั่งที่เรียบร้อย รุ่นพี่คณะที่เป็นผู้ชายก็ได้เดินไปคว้าไมค์ที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วเริ่มพูด

“สวัสดีน้อง ๆ ปี 1 ทุกคน พี่ชื่อแชมป์ ประธานสโมของคณะศิลปศาสตร์ชั้นปีที่ 2” แนะนำตัวเสร็จ แชมป์ก็ได้ผายมือไปทางนักศึกษาสาวที่ยืนอยู่ข้าง “ส่วนนี่พี่พลอย รองประธานสโมหรือก็คือเพื่อนพี่นั่นเองจ้า”

พลอยโบกมือให้กับรุ่นน้องทุกคนหลังจากที่แชมป์แนะนำตัวให้

“ก็ก่อนที่น้อง ๆ จะเริ่มเรียนกัน พี่มีเรื่องอยากจะพูดน้อง ๆ สักเล็กน้อยเกี่ยวกับกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในเร็ว ๆ นี้” แชมป์กวาดสายตามองรุ่นน้องคณะที่นั่งอยู่ตรงหน้าชั่วครู่ก่อนจะเริ่มพูดต่อด้วยรอยยิ้มที่แสนเป็นมิตรอันเป็นเอกลักษณ์ “อย่างกิจกรรมประกวดดาวเดือน”

………………………

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...