โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

(จบแล้ว) เป่ยจิน ข้าจะย้อนอดีต... ไปสร้างความร่ำรวย ภาค 1-2

นิยาย Dek-D

อัพเดต 01 พ.ค. 2567 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 01 พ.ค. 2567 เวลา 08.34 น. • Lolishy
นางเพียงอยากใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แล้วเหตุใดสวรรค์กลับเล่นตลกให้นางเป็นเด็กน้อยบ้านจนโดนกดขี่ แถมยังต้องตามหาที่สามีที่มาเกิดก่อนนาง แล้วอันใดคือคนมาเกิดใหม่มากมายเยี่ยงนี้ ยายเมิ่่ง ท่านลืมน้ำแกงหรือไม่!

ข้อมูลเบื้องต้น

พวกคุณ

ลดราคา 50 % ทุกช่องทาง Ebook

ตั้งแต่วันนี้ - 04/04/19xx จนถึงวันเกิดของข้าค้าบ

จินจิน สาววัยรุ่นปลายๆ ที่ชอบการอ่านนิยายเป็นชีวิตจิตใจ วันดี คืนดี ได้เสียชีวิตและข้ามมิติไปอยู่ในครอบครัว ยากจน จนแค่ครอบครัวตัวเองอีกแล้ว ตระกูลของจินเออร์ มีพ่อนางเอกเป็นลูกชายคนรอง ที่กตัญญูต่อครอบครัวมาก

บิดามารดาของท่านพ่อ ให้ท่านพ่อ ทำงานส่งพี่ชายคนโต เข้าเรียนในสถานศึกษาหลวงจนได้เข้าทำงานในอำเภอ ในฐานะเล็กๆ แต่ก็มีหน้ามีตา หลังจากนั้นก็แต่งงานได้ดิบได้ดี ไม่สนใจครอบครัวของตนเอง ต่อมา ท่านย่าที่ตอนนั้นตั้งครรภ์บุตรชายคนเล็ก ท่านพ่อของข้าก็มีหน้าที่เช่นเดิม

แต่คราวนี้แหละ ข้าจะไม่ให้ท่านพ่อของข้าต้องเหนื่อยเปล่าอีกต่อไป มาดูกันว่า ถ้ากตัญญูแล้วไม่ได้ดี ข้าจะทำให้ท่านพ่อย้ายออกมาจากบ้านใหญ่ซ่ะ ฮ่าๆๆๆๆ ข้าต้องร่ำรวย มีเงินทอง ข้าไม่เลือกวิธีหรอกนะ

นางเพียงอยากใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แล้วเหตุใดสวรรค์กลับเล่นตลกให้นางเป็นเด็กน้อยบ้านจนโดนกดขี่ แถมยังต้องตามหาที่สามีที่มาเกิดก่อนนาง แล้วอันใดคือคนมาเกิดใหม่มากมายเยี่ยงนี้ ยายเมิ่่ง ท่านลืมน้ำแกงหรือไม่!

เป่ยจิน ตายจากโลกเดิม ก่อนจะเติบโตอย่างมีความสุขในโลกใบใหม่ วันปักปิ่นผ่านไป การผจญภัยตามหาสามีของนางก็ได้เริ่มขึ้น พร้อมกับคู่หูอย่าง หยางคง และสัตว์เทพอย่างจินหลง

ทว่าไปๆ มาๆ กลับต้องมาพบเจอปัญหามากมาย ทั้งปีศาจ ทั้งเทพสวรรค์ ทั้งคนที่ยายเมิ่งลืมมอบนางแกง เหมือนนางได้เข้ามาเป็นตัวประกอบนิยายเรื่องใด

ไม่เป็นไร เพื่อท่านข้าจะสู้ จวินเทียนหลง!

1.เนื้อเรื่องและรายละเอียดต่างๆ แต่งขึ้นมาใหม่หมดเลย ไม่อิงประวัติศาสตร์ใดๆ

2.คำเตือนนิยายเรื่องนี้มีความแฟนตาซีมากมายก่ายกองลำยองลำไย ตั้งแต่นางเอกเด็กๆ ค่อยๆ เติบโต ปลูกผัก ทำกิจการต่างๆ มุ่งสู่ความร่ำรวย ความลับภายในครอบครัว แฟนตาซีไปถึงการมีพลัังปราณจ้า พลังปราณ จะออกทะเลไปแค่ไหน มาติดตามไปพร้อมกันนะ

3.เรื่องนี้แต่งตามใจผู้แต่งที่เคยอ่านที่แท้ทรู คาดหวังได้ทุกอย่าง แต่ผิดหวังอย่าทิ้งไรด์ไปไหนนะ อยู่กอดคอกันไปเรื่อยๆ ถ้ามีคำผิดรี้ดสามารถทักท้วงใต้คอมเมนท์ได้เลยนะ ถ้าต้องการเสนอแนะอะไรจะชมหรือด่าตัวละคร ก็ทำได้เช่นกัน

4.เรื่องนี้จะมีการเปิดตอนอ่านล่วงหน้าน่ะครับ ใครสะดวก กดอ่านๆ ได้เลย ใครรอก็รอได้เลย หลังจากครบทุกๆ 5 ตอน จะปิดติดเหรียญถาวร

5.ตอนนี้กำลังคล้ายๆ รีไรท์เลยครับ แก้คำผิด และต่างๆ

ภาค 1 ตอนที่ 1 บทนำ : นางไม่ทำ !!!

ยามที่ลืมตาขึ้นมาในโลกใบนี้ นางไม่สามารถบอกได้ว่าตนเองรู้สึกเช่นไร จะคล้ายโลกหลังความตายหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ห่างไกลคำว่าสวรรค์ไกลโข

เจียจิน เด็กน้อยวัยห้าขวบหนาว ทำได้เพียงนั่งมองท่านพ่อหามน้ำเข้าแปลงนาขนาดหลายสิบหมู่ อยู่ใต้ต้นหลิวตั้งแต่จำความได้

ยิ่งไปกว่านั้น วันแรกที่ลืมตาขึ้นมาในร่างของทารกน้อย นางได้เห็นสีหน้าแห่งความยินดีของบิดาที่มีบุตรสาวคนแรกอย่างนาง และมารดาที่เบ่งคลอดออกมา นัยน์ตาสีแดงก่ำบ่งบอกได้เป็นอย่างดี ว่ายินดีเพียงใดที่นางถือกำเนิดขึ้นมา

กระทั่งนางเองก็เผลอไผลไปกับสีหน้านั้น จนอยากเรียกพวกเขาว่าพ่อและแม่ “อ้อ แอ้”

ท่านพ่อท่านแม่ ตั้งชื่อให้นางว่า “เจียจิน” ในตอนแรกนางก็ไม่สงสัยอะไรเพราะสกิลการแปลของนาง มันจะพัฒนาการตามวัยเรื่องการอ่าน การพูด และการแปลความ นางจึงเลิกกังวลเรื่องภาษาของที่นี่ไป

กระทั่งนางโตขึ้น อายุได้เกือบสามหนาว ด้วยความที่นางเป็นเด็กฉลาด อิอิ นางจึงเอ่ยถามท่านแม่ไปว่า ชื่อของนางนั้นแปลว่าอะไร ซึ่งท่านแม่คนงามของนางก็ทำเพียงหันมามองและยิ้มบางให้แก่นาง

และตอบว่า เจียจิน จินที่แปลว่าทองคำ นางจึงคิดได้ว่าท่านพ่อ ท่านแม่คงอยากให้นางร่ำรวย ฮ่า ๆ

หลังจากที่นางคลอดออกมา คนที่ยินดีด้วยคงมิพ้นท่านปู่ท่านย่าของนางแน่นอน เพราะอะไรนะหรือ หึหึ ก็เพราะพอนางคลอดออกมาทั่วทั้งบ้านก็มีแต่เสียงเปล่งคำยินดีเช่นนั้น ยินดีเช่นนี้ออกมามิหยุดหย่อน

‘อืม…นางคิดว่างั้นนะ’

เพียงแต่ไม่นาน หลังจากที่หมอตำแยเอ่ยปากออกไป ว่านางเป็นเด็กผู้หญิง แค่เสี้ยววินาทีจริงๆ รอยยับย่นบนใบหน้าจากการยิ้มแย้มยินดี ก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงก่นด่าของผู้เป็นท่านย่า

เป็นดั่งเช่นในโลกก่อนที่เพื่อนนางชอบกล่าวว่า ครอบครัวคนจีนในสมัยโบราณ ยังคงยึดหลักบุตรชายบุตรสาว บุตรชายชั่วช้าเช่นไรก็เป็นผู้สืบทอดตระกูล บุตรสาวดีเช่นไร แต่งออกไปก็เป็นคนนอก

‘เช่นนั้น ท่านย่ามิคิดบ้างหรือไร ว่าตนเองก็เป็นสตรี ที่โดนสาดออกมาเช่นกัน’

ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยจะมีวันไหน ที่นางจะไม่ได้ยินเสียงก่นด่าตามหลังจากท่านย่า วันไหนที่ท่านพ่อของนางไม่อยู่ก็จะใช้แรงงานนาง เด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่การเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามวัย ให้ทำนู่น ทำนี่ไม่หยุด

ข้าอายุห้าหนาวแล้ว ต้องสูงอย่างน้อยถึงสามฉื่อกว่า แต่นี่อะไร สองฉื่อกับเกือบเจ็ดชุ่น ( 2 ฉื่อ ประมาณ 33.3 ซ.ม.เท่ากับ 66.6) (1 ชุ่นประมาณ 3.33 ซ.ม. เท่ากับ 23.31 รวมเท่ากับ ประมาณ 89.91 ซ.ม.) แคระแกร็นอย่างกับอะไรดี

ถามว่าทำไมนางถึงยอมทั้ง ๆ ที่จิตวิญญาณมิใช่คนโลกนี้จริงๆ

‘นาง ไม่ ได้ ยอม !!!’

ก่อนหน้านั้นนางก็คิดเช่นเดียวกัน ทำไมนางเอกในนิยายถึงยอมให้บรรดาญาติๆ โขกสับอยู่ได้ ไม่สู้คนล่ะ

พอนางมาอยู่จริงๆ แล้ว ถึงได้ตระหนักและรับรู้อย่างแจ่มแจ้งไปเลยละว่า ถ้าเกิดมาจนแถมไม่มีหนทางไป โชคชะตาไม่ได้เข้าข้างนาง แบบที่หยิบหิน แล้วด้านในเป็นทองละก็ ฝันไปเหอะ ที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านสิ่งไม่ดีรอบตัวได้ในทันที

แถมอีกอย่างถึงนางจะอยากสู้แค่ไหน ในความเป็นจริง ที่แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่ยังไม่เชื่อในตัวนาง ร่างกายเล็ก ๆ แค่นี้ จะเอาอะไรไปสู้ แค่เพียงวิ่งหนีจานข้าว ที่ขว้างมาจากท่านย่าให้พ้น ก็เป็นบุญแค่ไหนแล้ว

ครั้นจะเถียงกลับไปด้วยเหตุผลที่มี ก็โดนขว้างของใส่ให้เจ็บตัวเล่นเปล่าๆ หรือนางจะขว้างของกลับไปเสียบ้าง ก็คงไม่ได้อยู่ดี อย่างน้อยโลกใบนี้ ก็มีสิ่งที่ยึดถือไว้อย่างกับผมบนหัวที่ต่อให้เป็นสีขาวแล้ว แต่ก็ห้ามถอนหรือเปลี่ยนกลับเป็นดำ ก็คือคำว่า ‘กตัญญู’ นั่นแหละ

เฮ้อ…แต่บางครั้งที่นางเหนื่อย หรือขี้เกียจทำจริงๆ นางก็แอบวิ่งหนีไปหาท่านพ่อนะ อิอิ

เมื่อไหร่ที่นางวิ่งไปหาท่านพ่อ ท่านย่าจะดุด่านาง กล่าวว่านางไร้ความเป็นกุลสตรี เหมือนมิได้ร่ำเรียนหนังสือตามหลัก สี่คุณธรรม สามคล้อยตาม คุณสมบัติพื้นฐานของสุดยอดสตรียุคโบราณ

ต้องเป็นสตรีที่สุภาพเรียบร้อยดั่งเช่นญาติผู้พี่ ต้องเชื่อฟังบิดามารดาและสามี หรือจะเป็น รูปร่างหน้าตาสะอาด งานบ้านงานเรือนไม่ขาด ไม่ใช่ว่าตอนนี้ครอบครัวนางก็เป็นคนทำอยู่แล้วหรือ

ยกคุณธรรมต่างๆ ออกมาต่อว่านาง ทั้ง ๆ ที่นางเพิ่งอายุเพียงห้าขวบหนาวเท่านั้น นางว่าท่านย่า ต้องลืมไปแล้วแน่ ๆ

“เจ้าเด็กไร้ประโยชน์ กลับมานี่นะ มาทำงานให้นางจะวิ่งหนีไปไหน”

ท่านย่าตะโกนด่าไล่หลังนางออกมา พร้อมขว้างของตามหลัง แต่นางน่ะมีสกิลโหดนะจะบอกให้ ในโลกก่อนนางไปวิ่งมาราธอนบ่อยๆ ถึงแม้จะวิ่งเข้าเส้นชัยคนสุดท้ายก็เถอะ

“ข้าจะไปหาท่านพ่อเจ้าค่ะ ท่านคงพ่อหิวน้ำมากๆ เลยเชียว แดดร้อนถึงเพียงนี้ อีกทั้งทำอยู่เพียงผู้เดียว ท่านย่าเห็นด้วยหรือไม่เจ้าคะ”
จินเออร์ เมื่อเห็นว่าวิ่งออกมาไกลพอแล้ว จึงเลือกที่จะหยุดและหันกลับไปหาท่านย่า แล้วตะโกนตอบกลับไป พร้อมทำสีหน้าเศร้าสร้อยออกมาหวังเพียงให้ท่านย่ามองเห็น ถึงแม้นางจะวิ่งออกมาไกลแล้วก็ตาม

“ไม่ต้องสาระแน แม่ของเจ้าก็อยู่ ตอนเที่ยงข้าจะให้นางนำไปให้เอง ส่วนเจ้ากลับมาขนผ้าของอาเล็กไปซักเดี๋ยวนี้” ท่านย่าตะโกนกลับมา

"ไม่เจ้าค่ะ ท่านอาเล็กก็มีมือนี่ ทำไมข้าต้องทำให้ด้วย"

"เจ้า…เจ้า ทำตัวเหมือนไร้การอบรมเสียจริง นางเด็กไร้ประโยชน์"

“เผื่อท่านย่าลืม ข้ามิได้เล่าเรียนอย่างเช่นญาติผู้พี่คนอื่นเจ้าค่ะ ท่านย่าบอกว่าเปลืองเงินเปลืองทองมิใช่หรือ”

เรื่องในแต่ละวันของนางก็เป็นเช่นนั้นแหละหนา ส่วนท่านปู่นั้น ใช่ว่าจะเอ็นดูนางไปมากกว่ากัน เพียงแต่หน้าที่การจัดการภายในบ้านนั้น ล้วนยกให้ท่านย่า แต่ก็ไม่เคยยื่นมือมาช่วยเหลือท่านพ่อและครอบครัวนางเลยสักครั้ง

จริงสิ! นางลืมไป มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ท่านพ่อป่วยหนักมาก นอนซมติดเตียงหลายวัน จึงไม่สามารถออกไปทำงานได้ ท่านปู่เลยยอมเอ่ยปากให้ท่านย่าตามหมอมารักษาท่านพ่อ แม้ก่อนหน้านี้นางจะพยายามอ้อนวอนท่านย่าและท่านปู่เพียงใด

แต่หลังจากที่ท่านอาเล็ก น้องชายของท่านพ่อเอ่ยปากว่า เหนื่อยมาก เมื่อกลับมาจากการทำงานแทนท่านพ่อของนางที่นอนป่วยอยู่

ท่านย่านางแทบจะโยนเศษเหรียญอีแปะออกมาให้ท่านแม่นาง เพื่อให้ไปซื้อยามารักษาท่านพ่อ และไปซื้อเนื้อหมูมาทำอาหารให้ท่านอาเล็ก พูดแล้วมันน่านัก เจ็บใจเสียจริง รอนางโตกว่านี้สักหน่อยเถอะ!

ส่วนท่านย่านั้น แม้จะอยากทุบตีนางเพียงใด แต่ยังเกรงใจท่านพ่อของนางอยู่เล็กน้อย เลยไม่ทุบตีนางต่อหน้าท่านพ่อ แต่ลับหลังนั้น นางเคยนอนซมอยู่หลายวันเช่นกัน

เวลาโดนทุบตี ถามว่าทำไมนางไม่วิ่งไปหาท่านแม่นะหรือ ถ้านางไป นางก็นำภาระไปสู่ท่านแม่สิ ท่านแม่ของนางนะ ออกจะบอบบางและอ่อนแอ

เมื่อก่อนท่านแม่นางเล่าให้ฟังว่า ไม่เป็นเช่นนี้หรอกนะ แต่เพราะไม่อยากมีปัญหากับท่านพ่อ จึงปรับตัวเองลง จะพูดว่าเพราะรักท่านพ่อของนางท่านแม่จึงต้องมานั่งน้ำตาไหลก่อนนอนทุกคืนก็ได้

ทั้งหลังคลอดบุตรสาวเช่นนางได้เพียงสามวันก็ต้องกลับไปทำงานแล้ว จึงไม่มีเวลาดูแลหรือบำรุงร่างกาย

"ท่านพ่อเจ้าขา มานั่งพักก่อนเถอะเจ้าค่ะ แดดแรงมาก ๆ เลย เจ้าค่าา" เจียจินตะโกนเรียกผู้เป็นพ่อออกไป เพราะตอนนี้ตะวันขึ้นตรงหัวแล้ว อีกสักพักท่านแม่น่าจะมาส่งเสบียง

ส่วนนางนั้น ถามว่าทำไมไม่อยู่กับท่านแม่ เพราะท่านพ่อเกรงว่า หากอยู่บ้านใหญ่นางจะไม่ปลอดภัยนะสิ จึงได้ขนนางมาตั้งแต่ช่วยทำงานบ้านท่านแม่เสร็จ ให้นางมานั่งจมใบหลิวแทน

"ได้ๆ จินเออร์ รอพ่ออีกสักครึ่งเค่อนะลูก น่าจะทำเสร็จก่อนที่ท่านแม่ของเจ้าจะมา จะได้กลับพร้อมกันเลยนะลูก" เจียซาน เอ่ยตอบบุตรสาวตัวน้อยของเขาออกมา ก่อนจะก้มหน้า ก้มตาทำงานของตัวเองต่อไป

ใช่แล้วล่ะ ! เจียจินหรือจินเออร์ก็คือนางเอง

ตอนแรกคลอดนางสงสัยว่าทำไม ถึงมาเกิดแล้วยังจำทุกอย่างได้ นางเคยหาคำตอบมาตลอด อ๊ะแอ้ม หมายถึงสงสัยมาตลอดนั่นแหละ แต่ก็ทำได้เพียงสงสัย เพราะอะไรนะหรือ หึหึ ตัวนางสูงยังไม่พ้นนางเก้าอี้เลย จะเอาอะไรไปสืบความกัน

ถึงจะห้าขวบหนาวแล้วก็เถอะ หนังหุ้มกระดูก ผมไม่ค่อยได้สระ น้ำไม่ค่อยได้อาบ เพราะท่านย่าบอกว่าเปลืองน้ำ ทั้ง ๆ ที่ ท่านแม่ของนางเป็นคนหาบน้ำน้ำบ้าน แต่ครอบครัวท่านลุงใหญ่และท่านอาเล็กกลับได้อาบเสมอ

แต่ที่แน่ ๆ สวรรค์ใยท่านส่งนางมาแบบนี้ แล้วไม่ให้พรวิเศษแบบนางเอกในนิยายเล่มอื่นๆ เล่า ให้นางเกิดมายากจน ก็ไม่ว่า แต่ไหน ๆ ก็ส่งนางมาแล้ว มิติส่วนตัวก็ดี สัตว์วิเศษก็ไม่เลว หรืออะไรก็ได้ ส่งมาเป็นตัวช่วยนางหน่อยเถอะ ข้อร้อง

“ข้าห้าหนาวแล้วนะ จะให้ก็รีบให้ ข้าจะตายแล้ว” ปากเล็กว่าจบก็กระโดดลงบนกองใบหลิวอย่างอ่อนแรงทันที

“ฮัดเช้ยย ย ย ยย” ทำไมหนวดข้ากระตุกแปลกๆ กันนะ นี่ข้าลืมอะไรไปหรือเปล่า? เทพชะตาผู้กุมความลับหลายๆ สิ่งบนโลกใบนี้ครุ่นคิด

ภาค 1 ตอนที่ 2 ตามล่าหาของป่า

“ท่านแม่เจ้าขาาาาาาา” นางหันไปเห็นท่านแม่กำลังเดินมาพอดี จึงตะโกนออกไป ท่านแม่คนงามของนางดูสีหน้าเหนื่อยล้าเต็มที

แน่นอนว่าตอนนี้ เลยเวลาอาหารเที่ยงมาพอสมควรแล้วท่านแม่ของนาง จึงได้มีโอกาสนำอาหารมาส่งท่านพ่อที่แปลงนา

ถามว่าทำไมนะหรือ ก็เพราะว่าที่บ้านของนาง ท่านย่าและท่านปู่ ให้คนในครอบครัว ทานอาหารได้ครบ สามมื้อนะสิ คิดว่าดีมากใช่หรือไม่ ก็ดีแหละ อืม…ดีสิ

ถึงแม้ว่ามื้อเที่ยงจะไม่ได้มากมาย แต่ก็พอสำหรับการดับความอยากอาหารก่อนจะถึงมื้อเย็น ดังนั้นท่านแม่ของนางจึงมีหน้าที่ทำอาหารให้คนในบ้านใหญ่ทาน ก่อนจะออกมาส่งอาหารให้ท่านพ่อ

แต่สิ่งสำคัญคือ ท่านย่าไม่เคยให้ท่านแม่และครอบครัวของนางนั่งทานอาหารด้วยเลยสักมื้อ ไม่ว่าจะเป็นมื้อเช้า ที่ท่านย่าของนางอ้างว่า ท่านพ่อและท่านแม่ต้องรีบออกไปเก็บของป่าและหาบน้ำเข้าบ้าน

กว่าจะเสร็จก็เลยเวลาอาหารเช้า คนที่บ้านใหญ่รอไม่ไหวแน่นอนอย่างเช่นประโยคที่ว่า

“เจ้าจะให้ข้า หิ้วท้องรอเจ้าหรือ”

“ข้ารอเจ้า ข้าต้องไม่สบายแน่”

หรือจะเป็น

“ดีเสียจริง บิดามารดาเช่นพวกข้า ต้องมานั่งรอบุตรชายเพียงคนเดียว ช่างประเสริฐเสียจริง”

ท่านพ่อท่านแม่ของนางจึงไม่สามารถทำอันใด ก็ได้แต่ยอมไปละนะ แต่ถึงกระนั้น ท่านพ่อก็ยังขอให้ท่านย่ายกเว้นนางไว้สักหนึ่งคน เพราะนางยังเด็กต้องทานอารหารเช้าจะได้เติบโต แข็งแรง เช่นหลานๆ คนอื่น ๆ

แต่คนเช่นท่านย่านะหรือจะยินดี ที่ทำไปก็เพียงจำยอมด้วยความไม่เต็มใจนัก อย่างไรความเกรงใจในตัวท่านพ่อของนางก็มีมากกว่า หืม…ไม่สิ ต้องพูดว่ากลัวจะไม่มีคนทำงานให้มากกว่า

แรกๆ นางก็ยินยอมไปทานอาหารเช้าตามที่ท่านพ่อบอก เพื่อความสบายใจของท่านพ่อและท่านแม่ แต่พอถึงเวลาที่นางไปนั่งร่วมโต๊ะด้วย
ป้าสะใภ้ใหญ่กับท่านย่า ก็เอาแต่คีบอาหารที่มีเนื้อและมีผักป่าเพียงน้อยนิดนั้น แถมท่านแม่ของนางต่างหากที่ออกไปเก็บ ให้แก่บุตรของตนเอง

ส่วนนางนั้น…อย่าให้นางต้องพูดเลย แต่พูดแล้วก็พูดเถอะนะ ตัวของนางยังเล็กแถมแคระแกร็น แขนของนางก็สั้นป้อม ไม่มีเรี่ยวแรงไปแย่งกับคนอื่นๆ จนอาหารบนโต๊ะหมดทุกครั้งเสมอไป นางจึงได้แต่นั่งทานข้าวต้มใสๆ ไป คนเดียว

รอจนท่านพ่อท่านแม่กลับมา ก็ได้กินแค่ของเหลือ ๆ จากบนโต๊ะอาหารเท่านั้น ในเมื่อท่านพ่อสามารถอดทนได้

ท่านแม่และนางก็ไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้เช่นกัน นอกจากนี้หลังจากทานกันเสร็จแล้ว ท่านแม่ของนางยังต้องทำความสะอาดจานชามและเก็บโต๊ะทั้งหมดอีกด้วย

ส่วนท่านพ่อของนางนะหรือ ต้องรีบเข้านาไปดูแปลงนาอีกหลายหมู่ ที่ท่านปู่ท่านย่า กำชับไว้ว่าเป็นสมบัติของตระกูล ที่เลี้ยงดูท่านพ่อมาตั้งแต่เล็กย่อมต้องให้ความสำคัญที่สุด

นางก็แอบสงสัยนะ ทำไมคนอื่นๆ ถึงไม่ลงมาช่วยท่านพ่อของนางเลย ทำอย่างกับท่านพ่อของนางเป็นคนนอกตระกูล ใช้งานยิ่งกว่าทาสเสียอีก

แม้กระทั่งมื้อเย็น ท่านแม่ก็ต้องทำอาหารทิ้งไว้สำหรับมื้อเย็นให้คนที่บ้าน ก่อนจะออกจากบ้านไป เพื่อนำอาหารเที่ยงไปให้ท่านพ่อ เพราะอันใดงั้นหรือ ก็เพราะว่าหลังจากกินข้าวเที่ยงที่แปลงนาเรียบร้อยแล้ว ยามเซินครอบครัวของนางก็ต้องเข้าป่า ไปหาเก็บผักป่าหรือแม้กระทั่งไปดูกับดักที่ท่านพ่อของนางล่ามาได้

จากนั้นก็นำไปทำอาหารหรือนำไปขาย เงินที่ได้ก็ต้องเอาเข้ากองกลางบ้านจนหมด เพื่อแสดงถึงความกตัญญูต่อครอบครัวตามที่ท่านย่าของนางพูดกรอกหูท่านพ่อทุกครั้งที่นำเงินไปให้

แม้แต่อีแปะเดียว ยังไม่สามารถเก็บไว้ได้ กว่าจะกลับมากินข้าวได้ก็เลยเวลาอาหารไปแล้ว

“ว่ายังไงจ๊ะ จินเออร์ตัวน้อยของแม่” สีหน้าเวทนา ยามมองไปที่บุตรสาวตัวน้อย ในใจของมารดารู้สึกเสียใจยิ่งนัก ที่ไม่สามารถดูแลนางได้ดีกว่านี้ แม้นางจะอายุห้าขวบหนาวแล้วก็ตาม แต่ร่างกายของนางนั้นดูผอมแห้ง แคระแกร็น พร้อมที่จะปลิวตามลมได้เสมอ

“คิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ” นางเห็นสีหน้าและสายตาของท่านแม่แล้ว ก็พอจะเดาได้ว่าท่านแม่รู้สึกเช่นไร สิ่งที่นางทำได้ในตอนนี้คือ การออดอ้อนท่านแม่ให้ยิ้มได้ ท่านแม่อดทนอีกหน่อยนะเจ้าคะ นางจะพาท่านแม่ออกไปจากบ้านหลังนี้ให้ได้

หลังจากนั่งรอได้มินาน ท่านพ่อก็มาถึง จึงมานั่งพักและล้อมวงกินข้าวพร้อมนางและท่านแม่ เหมือนเช่นทุกครั้ง กินไปได้สักพัก นางจึงเอ่ยสิ่งที่ต้องการออกมา

“ท่านพ่อ ท่านแม่เจ้าคะ วันนี้จินเออร์ว่าเราไปหาผักป่า นอกเส้นทางกันดีบ้างมั้ยเจ้าคะ”

“ทำไมละ หืม…ไหนเจ้าลองบอกเหตุผลพ่อมาดูหน่อย” วันนี้ท่าทางจินเออร์น้อยของเค้า ตั้งใจพูดเป็นพิเศษ

“ท่านพี่เจ้าคะ ข้าว่ามันอันตรายนะเจ้าคะ อย่าได้ตามใจจินเออร์เลยเจ้าค่ะ” เป่ยซื่อเอ่ยขัดออกมา เมื่อบุตรสาวของตนเองเอ่ยเรื่องที่อันตรายเกินไปออกมา

“ท่านแม่ อืออ” ท่านแม่ของนางนี้ ไม่ไหวเลยย ขัดมุกนางได้ยังไงกัน

“อ๊ะ ไหนเจ้าว่ามาจินเออร์ พ่อรอฟังเจ้าอยู่” เจียซานหลงผู้เป็นบิดา หันไปมองหน้าบุตรสาวด้วยความเอ็นดูที่โดนมารดาเอ่ยขัด จึงคิดจะรับฟังบุตรสาวตัวน้อยของพวกเขาสักหน่อย

"ท่านพ่อดีที่สุด ข้าคิดว่าทางเก่ามันคนเยอะแล้วเจ้าค่า ทางใหม่คนน้อย” ทำไมเกิดเป็นเด็กมันลำบากขนาดนี้กันเนี่ยย หึยยย

นางพูดชัดบ้าง ไม่ชัดบ้างหงุดหงิดตัวเอง จะพูดยาวๆ ก็ไม่ได้ ประเดี๋ยวท่านพ่อ ท่านแม่จะสงสัยนางอีก

เมื่อได้ฟังสิ่งที่บุตรสาวเอ่ยแนะนำ เจียซานหลงก็เงียบไป ทำเอาคนที่เสนอความคิดถึงกับขุนลุกเบาๆ หากบิดาไม่เชื่อนาง นางจะทำเช่นไรต่อไปดี

“ฮ่า ๆ เจ้าฉลาดนักจินเออร์ ได้ๆ พ่อเชื่อเจ้า” คิ้วที่ขมวดคลายออกพร้อมกับรอยยิ้ม

“ท่านพี่เจ้าคะ…” เป่ยซื่อสุดจะค้าน เอ่ยออกมาอย่างหน่ายใจ หากเด็กคนนี้ขอสิ่งใด เขามักจะทำให้เสมอ เพื่อชดเชยสิ่งที่บุตรสาวไม่มี

“เอาหน่าหลินเออร์ ข้าก็เคยคิด เพียงแต่ยังไม่มีโอกาส ครั้งนี้จินเออร์น้อยเสนอมาก็ดีแล้ว ข้าคิดว่าพวกเราควรลองดู หากได้ของล้ำค่าก็ดีมิใช่หรือ”

“ท่านกล่าวเช่นนี้แล้ว ข้าจะว่าอันใดได้เล่า ตามใจพวกท่านสองพ่อลูกเถิดเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าก็จะเข้าไปด้วย”

“เย้ ๆ เข้าป่ากัน ท่านพ่อ ท่านแม่” เฮ้อ นางก็คิดว่าท่านพ่อจะเชื่อฟังท่านแม่เสียแล้ว นางอยากเข้าป่าจริงๆ นะเจ้าคะท่านแม่ ยกโทษให้บุตรสาวตัวน้อยๆ คนนี้ด้วยเถิดเจ้าค่ะ

“จ๊ะ จินเออร์รีบทานข้าวเถอะจะได้เข้าป่าไวๆ นะลูก” เจียหลินตอบรับบุตรสาวตัวน้อยของนาง ที่มัวแต่ดีใจจนไม่ยอมกินข้าวต่อสักที

“เจ้าค่ะ” คนมันดีใจนี่ หนทางรวยของนางต้องมาแล้วปะล่ะ

หลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ท่านพ่อและท่านแม่ก็พานางเข้าป่า มุ่งตรงไปยังป่าหลังหมู่บ้าน ที่ปกติชาวบ้านจะเข้าไปหาของป่า หรือทำกับดักสัตว์น้อยใหญ่ เพื่อนำไปขายในตลาด

“อ้าว เจียซาน สะใภ้รองเจีย พวกเจ้าเข้าป่าไวจังเลยวันนี้” เสียงดังของท่านยายชุนหลีเอ่ยออกมา เมื่อเห็นกลุ่มของครอบครัวเจียซานกำลังจะเข้าป่า

“สวัสดีขอรับท่านยายชุนหลี” ท่านพ่อของนางเอ่ยตอบออกไปโดยยืนอุ้มนางอยู่นางงๆ ท่านแม่

“สวัสดีเจ้าค่ะท่านยาย วันนี้จินเออร์นางอยากเข้ามาเล่นด้วยเจ้าค่ะ ข้าเลยรีบพานางเข้ามากลัวฟ้าจะมืดเสียก่อน”

"สวัสดีท่านยายเจ้าค่ะ" นางรีบเอ่ยเสียงใสออกไป

ท่านยายชุนหลี เป็นคนที่ดีคนหนึ่ง เพียงแต่ว่าครอบครัวของท่านยายยากจนเช่นกัน จึงไม่ได้ไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ

แต่เวลานางเข้าป่าทีไร สายตาของท่านยายจะคอยสอดส่องดูแลนางเสมอ นอกจากนี้ยังคอยแอบของกินเล็กๆ น้อยๆ มาเผื่อนางทุกครั้ง

"จ้าๆ จินเออร์น้อยก็มาด้วยหรือ" ยายชุนหลีกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเอ็นดู

"เจ้าค่า ไปด้วยกันมั้ยเจ้าค่า" มีแต่ต้องออดอ้อนเท่านั้น นางตกคนเก่งมาก นี่แหละหนา ข้อดีของเด็กน้อย

"ไม่เป็นไรๆ พวกเจ้าไปเถอะ จะได้รีบไปรีบมา เดี๋ยวจะอันตราย" ท่านยายโบกมือไปมาเล็กน้อย

“ได้เจ้าค่ะท่านยายชุน” เป่ยซื่อตอบรับและเดินออกไปทันที

จริงอย่างที่ท่านยายชุนหลีบอก เมื่อมืดค่ำป่าแห่งนี้ ก็มักจะมีความน่ากลัวออกมา ให้ชาวบ้านได้เล่านิทานบ่อยๆ

"บ๊าย บาย เจ้าค่า ท่านยาย" จินเออร์ตะโกนบอกท่านยายชุนหลีอีกครั้ง เมื่อเริ่มเดินไกลออกมาเรื่อย ๆ

ภาค 1 ตอนที่ 3 ขุมทรัพย์น้อยๆ ของข้า

หากถามว่าทำไม นางจึงบอกท่านพ่อท่านแม่ให้ออกนอกเส้นทางนะหรือ หึหึ นางมาจากยุคสองพันสองราตรีเลยหนา

ชีวิตของนางในโลกก่อนนอกจากไปทำงาน กลับห้อง ใช้ชีวิตไปวันๆ หนึ่งแบบไร้จุดหมายใด ก็มีนิยายนี่แหละ ที่นางกล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นนักอ่านตัวยง นางนะอ่านมาเป็นพัน ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเจ้าสิ่งที่มีภาพสีเขียว
ภาพสีแดง ภาพสีส้ม หรือกระทั่งสีเหลือง ไม่รอดสายตานางหรอก

นางจ่ายเงินไปหลายหลายทีเดียว อิอิ ยิ่งเป็นพวกนิยายจีนโบราณ ยิ่งได้เงินจากนางไปเยอะเชียวล่ะ ฮ่า ๆ

ที่สำคัญก็คือในนิยายเกือบทุกเรื่องที่นางอ่านมานะ นางเอกนิยายมักจะมาพร้อมกับดวงที่ดีแบบสุดๆ ไปเลย

แล้วนางเอกพวกนี้ จะให้ออกนอกเส้นทางเสมอ พอออกไปแล้วก็จะเจอกับของมีค่ามากมาย มิว่าจะเป็นสมุนไพร ผักป่า สัตว์ป่าต่างๆ เพราะฉะนั้นนางไม่พลาดแน่นอน ที่จะขอยืมวิธีของเหล่านางเอกในนิยายมาใช้ อิอิ

หลังจากเข้ามาในป่าแล้ว ตามที่ท่านพ่อบอกมาป่าแห่งนี้ จะมีการแบ่ง ออกเป็นสามชั้น นั้นคือป่าชั้นนอก ป่าชั้นกลาง และป่าชั้นในสุดที่จะอยู่ใจกลางป่าทุกด้าน

เริ่มต้นที่ป่าชั้นนอก จะเป็นพื้นที่ทั่วไปที่ชาวบ้านมักจะใช้เป็นเส้นทางในการเก็บเกี่ยวพืชจำพวกสมุนไพร เพื่อนำไปรักษาตนเองเวลาป่วยไข้ เพราะไม่มีเงินเพียงพอจะไปหาหมอ ผักป่าชนิดต่างๆ เพื่อนำไปเป็นอาหาร และหากเป็นของหายาก หรือมีราคาก็จะนำไปขาย อีกทั้งนายพรานป่าที่มีฝีมือน้อยนิดในหมู่บ้านนี้ ก็จะมีการดักสัตว์ จำพวกไก่ฟ้า หมูป่า กวางป่า เพื่อนำไปขายเช่นเดียวกัน

ชาวบ้านที่นี้เลือกที่จะขายออกไปมากกว่าจะนำกลับไปเป็นเสบียง เนื่องจากความยากจนที่มี และเมื่อได้เงินมาก็ต้องนำไปซื้อข้าวสารที่แทบจะเรียกว่าเป็นรำข้าว ส่วนอาหารอื่นๆ ก็แล้วแต่เงินที่ได้ในแต่ละวันไป แต่จะมีผักป่าเป็นอาหารขึ้นโต๊ะแทบจะทุกมื้อไป อีกทั้งยังมีการเก็บเงินไว้เพื่อซื้อเครื่องนุ่งห่มเพื่อกันหนาวเสียมากกว่า

ถัดมาที่ป่าชั้นกลาง โดยส่วนมาก มักจะเป็นพวกนายพรานที่มีฝีมือเก่งกาจในระดับหนึ่งเข้ามาได้ เนื่องจากความอันตรายของป่า ที่ชาวบ้านร่ำลือกันว่า มีสัตว์ดุร้ายหลายชนิดอาศัยอยู่

จึงไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าเข้ามา แต่ก็ไม่เคยมีนายพรานคนใดที่พบเจอ จะมีก็เพียงเสียงเล่าลือกันว่า จะได้ยินเสียงคำรามหรืออาละวาดของสัตว์ป่า ออกมาเป็นครั้งคราว เมื่อพวกมันได้กลิ่นเลือดของสัตว์ที่โดนกับดักเข้าไป หากเข้าไปมิทันก็ต้องปล่อยให้เป็นอาหารของสัตว์เหล่านั้นไป

ส่วนชั้นในสุด ยังมิมีใครสามารถเข้าไปได้ นางจึงถามท่านพ่อออกไป ว่าเหตุใดถึงไม่ลองเข้าไป ท่านพ่อเพียงบอกว่า

สมัยก่อนเมื่อนานมาแล้ว มีนายพรานคนหนึ่งเห็นเสือขาวบริเวณป่าชั้นกลางที่กำลังบาดเจ็บจึงได้ไล่ล่า จนเผลอเข้าไปถึงป่าชั้นใน

ด้วยความที่มัวแต่วิ่งตามเสือขาวตัวนั้น เลยไม่ได้สังเกตความผิดปกติใดๆ คนอื่นๆ จึงวิ่งตามเข้าไป แต่คนที่หนีรอดเล่าออกมาว่าตนเองนั้นไม่ได้วิ่งตามเข้าไปเนื่องจากสะดุดรากไม้เสียก่อน พอเงยหน้าขึ้นมาทุกคนก็หายไปหมดแล้ว

หลังจากที่เสือขาวตัวนั้น ได้เข้าไปในป่าชั้นใน ป่าชั้นในก็เกิดม่านหมอกมากั้นไว้ระหว่างป่าชั้นในกับป่าชั้นกลางทำให้คนเข้าไป ไม่มีใครรอดออกมาแม้แต่คนเดียว

"ท่านพ่อเจ้าคะ เราจะไปทางซ้ายหรือทางขวากันดีเจ้าคะ จินเออร์เลือกไม่ถูกเลยเจ้าค่ะ" เมื่อถึงทางแยกจินเออร์จึงเอ่ยถามบิดาออกไป

หลังจากที่นางเอ่ยออกไป พุ่มไม้บริเวณด้านซ้ายมือก็ได้มีการสั่นไหว ปรากฏว่าเป็นกระต่ายตัวน้อยกระโดดออกมาจากพุ่มไม้

และพยายามหันมามองทางพวกนาง จากที่นางมองแล้วมันพยายามจะโดดไปมา เพื่อให้นางตามมันไป

แม้แต่ท่านพ่อของนางยังสังเกตเห็นสิ่งนี้

"พ่อว่าเราลองไปทางซ้ายมั้ยจินเออร์ คล้ายว่ากระต่ายตัวนั้นมันพยายามให้เราตามมันไปนะ" ซานหลงเอ่ยออกมา พร้อมกับสายตาที่จับจ้องไปทางด้านพุ่มไม้นั่นอย่างไม่วางตา

"ลูกก็ว่าดีเจ้าค่ะ ท่านแม่ว่าอย่างไร เจ้าคะ"

"สองพ่อลูกตกลงกันแล้ว แม่จะขัดได้อย่างไรเล่า" เป่ยซื่อเอ่ยออกมา

"ฮิฮิ เจ้าค่ะ ไปกันเจ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่"

หลังจากที่เดินตามกระต่ายตัวนั้นมาได้สักพัก นางก็สังเกตว่า พวกเราได้เข้ามาพ้นบริเวณที่คนอื่นๆ สามารถมองเห็นได้แล้ว และกระต่ายตัวเมื่อกี้ ก็ได้หายไปแล้วเช่นกัน

"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าว่าเราเริ่มเดินออกมาไกลแล้วหรือไม่"

"ก็ไกลพอสมควรฮูหยิน แต่ยังไม่ลึกมาก เพียงถึงป่าชั้นกลางเท่านั้น"

ระหว่างที่ท่านพ่อกับท่านแม่คุยกัน หางตาของนาง ก็เหลือบไปเห็นอะไรบ้างอย่าง นางจึงลองเดินเอาไม้ไปเขี่ยๆ ดู

ก็พบว่ามันคือ ซานซี กรี๊ดดดดด นางเจอโสมซานซี มิใช่ว่าเป็นของดีมีราคาหรือ

"ท่านพ่อออออ" จินเออร์ตะโกนออกไป

“เป็นอะไรหรือเปล่าจินเออร์” เจียซานหันมาหาบุตรสาวของตนเองทันที ที่ได้ยินเสียงเรียกออกมา

"นั้น ทางนั้นเจ้าค่ะ" นางชี้นิ้วไปทางพุ่มไม้ที่เห็น

"ท่านเทพ ท่านเทพเมตตาแล้ววว หลินเออร์ โสมซานซี โสมจริงๆ ด้วย" เจียซานเมื่อหันไปเห็นว่ามันคืออันใด จึงเอ่ยออกมาอย่างดีใจ

"จริงๆ ด้วยเจ้าค่ะท่านพี่ ท่านเทพเมตาตาพวกเราแล้ว"

ท่านพ่อท่านแม่เจ้าขา ข้าเอง ข้าเองงง แต่ก็เออ ครั้นจะพูดออกมาว่า นางหาเจอนะท่านพ่อ ท่านต้องขอบคุณนางสิ ก็ไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรนางจะยกความดีความชอบให้ท่านเทพสักครั้งก็ได้

"เจ้ารู้จักโสมด้วยหรือจินเออร์ ทำไมถึงเรียกพ่อให้มองต้นโสมได้ละบุตร" เจียซานหลังจากที่สติกลับมา ความดีใจคงที่ จึงได้เอะใจออกมาและถามบุตรสาวออกไป

"ปะ…ป่าวววเจ้าค่ะ ข้อยากได้ดอกไม้ มันสวยมาก" นางทำท่าท่างพร้อมชี้ไปทางพุ่มไม้เดิม ที่ปรากฏดอกไม้ป่าดอกเด็กๆ สีขาวออกมาให้เห็น

จะให้นางบอกออกไปได้เยี่ยงไร ว่านางรู้จัก ถ้าท่านพ่อท่านแม่ถามถึงที่มา ตอบอย่างไรออกไปก็ล้วนแปลกประหลาดทั้งสิ้น เช่นจะตอบว่าอ่านหนังสือก็ไม่ได้ เพราะบ้านนางไม่มีแม้กระทั่งเงิน ที่จะซื้อข้าวด้วยซ้ำไป นับประสาอันใดกับเงินที่แม้แต่ซื้อกระดาษขาวหยาบๆ สักแผ่นกันเล่า

หรือจะให้ตอบว่าแอบเข้าไปในห้องหนังสือของลุงใหญ่ก็ไม่ได้อีกนั้นแหละ เพราะท่านย่ากลัวว่าจะมีใครแอบเข้าไปยุ่มย่ามกับห้องทำงานของท่านลุงใหญ่ เลยให้ท่านลุงคล้องแม่กุญแจไว้

สุดท้ายแล้วนางก็ทำได้เพียงแกล้งโง่ไปก่อนเท่านั้น นางยังไม่อยากให้ท่านพ่อและท่านแม่ มองว่านางเป็นตัวประหลาดไปเสียก่อน

นางนะ…ยังต้องการความรัก ความเอาใจใส่ จากท่านพ่อท่านแม่อยู่นะ นางคงติดความรู้สึกของความเป็นเด็กอีกครั้งละมั้ง

"ฮ่า ๆ ลูกรัก เจ้านี้มันจริงเชียวจินเออร์" เจียซานเอ่ยออกมาพร้อมด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเบาๆ

"ท่านพี่ข้าว่าเรารีบเก็บกันเถอะเจ้าค่ะ" ท่านแม่ของนาง ที่มิได้เอะใจอันใด ก็เพียงแค่แสดงสีหน้าดีใจออกมา

"ได้ๆ รอพี่สักครู่ พี่พอจะมีความรู้เรื่องนี้อยู่เล็กน้อย"

"ท่านพ่อเก่งจังเลยเจ้าค่ะ"

“เพราะพ่อของเจ้า ก่อนหน้าที่เจ้าจะเกิดได้ไปทำงานรับจ้างไปทั่ว แม้แต่ในร้านขายสมุนไพรก็ตาม จึงพอจะได้ครูพักลักจำมาจากคนที่มาขายสมุนไพรบ้าง เถ้าแก่ร้านบ้างนะลูก” เป่ยซื่อที่อดจะเอ่ยอย่างภูมิใจในตัวสามีตนเองเสียมิได้ จึงรีบเอ่ยออกมาทันที

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...