โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น สหรัฐ-อิหร่านโจมตีตอบโต้กันต่อเนื่อง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 14 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

บลูมเบิร์ก รายงานว่าราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งสูงขึ้นหลังจากสหรัฐ และอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้กันครั้งใหม่ ท่ามกลางแถลงการณ์ที่ขัดแย้งกันของทั้งสองฝ่ายว่าช่องแคบฮอร์มุซยังคงเปิดให้เดินเรือขนส่งสินค้าอยู่หรือไม่

ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 78 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเช้าวันจันทร์ (13 ก.ค.69) หลังจากปรับตัวขึ้นมาแล้ว 5.4% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ซื้อขายกันใกล้ระดับ 74 ดอลลาร์ ส่วนราคาก๊าซธรรมชาติของยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 2.7% ทางด้านอิหร่านระบุว่า ช่องแคบดังกล่าวจะปิดให้บริการนับจากนี้ "จนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป" ซึ่งคำแถลงนี้ถูกปฏิเสธโดยกองบัญชาการกลางสหรัฐ (CENTCOM) ที่ระบุว่า กองกำลังของตนได้เริ่มการโจมตีเพิ่มเติมเพื่อรับรองเสรีภาพในการเดินเรือผ่านเส้นทางน้ำนี้

สหรัฐโจมตีอิหร่านระลอกที่ 4

การโจมตีในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ตามเวลาสหรัฐ(เช้าวันจันทร์เวลาไทย) นับเป็นครั้งที่ 4 ของสหรัฐ ในรอบสัปดาห์ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐ กล่าวว่าการโจมตีนี้เป็นการตอบโต้เหตุการณ์ที่อิหร่านโจมตีเรือบรรทุกตู้สินค้าสัญชาติไซปรัส ด้านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า กองกำลังพิทักษ์ปฏิบัติวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิงใส่เรือพาณิชย์อีกครั้ง และเครื่องบินของสหรัฐสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธร่อนรวมถึงโดรนโจมตีของอิหร่านเอาไว้ได้

ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกำลังส่งผลให้มี "ค่าความเสี่ยงจากสงคราม" (War Premium) กลับเข้ามาบวกเพิ่มในราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันเคยลดช่วงบวกไปหลังจากข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวระหว่างสองฝ่ายสร้างความหวังว่าจะมีอุปทานน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุเมื่อวันศุกร์ว่า สถานการณ์ที่ปะทุขึ้นนี้เสี่ยงที่จะทำให้ความพยายามในการฟื้นฟูคลังสำรองน้ำมันโลกที่ร่อยหรอในช่วงปลายปีนี้ต้องหยุดชะงัก ซึ่งเป็นสิ่งเตือนใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลกหากความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แทบไม่มีการสัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าว ซึ่งปกติแล้วเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 1 ใน 5 ของโลก โดยพบเห็นเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันเพียง 2 ลำเท่านั้นที่กำลังมุ่งหน้าไปยังจุดยุทธศาสตร์นี้ อย่างไรก็ตาม ศูนย์ข้อมูลการเดินเรือร่วม (JMIC) ระบุว่า เส้นทางเดินเรือสายใต้ซึ่งประสานงานโดยโอมานยังคงสามารถใช้การได้

การยกระดับความรุนแรงครั้งล่าสุดนี้ยังทำให้ความหวังในด้านการทูตริบหรี่ลง โดยนายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาและหัวหน้าผู้เจรจาของอิหร่าน ประกาศว่า"ยุคของการทำข้อตกลงฝ่ายเดียวนั้น จบลงแล้ว" ขณะที่เตหะรานยืนกรานว่าวอชิงตันต้องปฏิบัติตามข้อผูกพันก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซและการส่งออกน้ำมันให้เป็นปกติเสียก่อน จึงจะสามารถกลับมาเจรจากันใหม่ได้ ในส่วนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐได้ประกาศว่าข้อตกลงหยุดยิงนั้น "สิ้นสุดลงแล้ว" แต่ระบุว่าสหรัฐยังคงเต็มใจที่จะดำเนินการเจรจาต่อไป

สื่อของอิหร่านรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดทางตะวันออกของเมืองบันดาร์อับบาส (Bandar Abbas) บริเวณชายฝั่งของเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ใกล้กับช่องแคบ จากนั้นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านได้เปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธเพื่อตอบโต้ไปยังกลุ่มพันธมิตรของอเมริกาในตะวันออกกลาง รวมถึงคูเวต จอร์แดน และกาตาร์ จนถึงขณะนี้มีรายงานความเสียหายเพียงเล็กน้อยและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา กลุ่มผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียรวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ได้ทำการตลาดและส่งออกน้ำมันดิบเพิ่มเติม หลังจากข้อตกลงชั่วคราวช่วยคลายความกังวลเรื่องการส่งออก โดยเฉพาะชาวเอมิเรตส์นั้นประสบความสำเร็จอย่างมากในการขนส่งน้ำมันออกไป โดยใช้เรือบรรทุกน้ำมันแบบรับส่ง (Shuttle Tankers) ที่เดินเรือแบบไม่เปิดเผยตัวตน หรือปิดเครื่องตอบรับสัญญาณ (Transponder)

อัปเดตราคาในช่วงเช้าวันจันทร์ (13 ก.ค.69)

น้ำมันดิบ Brent สำหรับสัญญาซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบเดือนกันยายน พุ่งขึ้น 3.1% อยู่ที่ 78.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 06:48 น. ตามเวลาสิงคโปร์

น้ำมันดิบ WTI สำหรับการส่งมอบเดือนสิงหาคม พุ่งขึ้น 3.1% อยู่ที่ 73.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...