โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ฉาวสุดในประวัติศาสตร์! จักรพรรดิจอมเสเพล ชอบเคลม "เมียคนอื่น" กินเรียบไม่เว้นญาติ

sanook.com

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เปิดตำนาน

เปิดตำนาน "หวันเหยียนเหลี่ยง" จักรพรรดิสุดฉาวแห่งราชวงศ์จิน ผู้เปลี่ยนวังหลังเป็นซ่อง สลัดศีลธรรมกินเรียบไม่เว้นญาติ

ในประวัติศาสตร์จีนยุคราชวงศ์จินที่ปกครองโดยชาวเย่ว์เจิน มีเรื่องราวของจักรพรรดิองค์หนึ่งที่ถูกจารึกไว้ถึงความโหดเหี้ยมและความมักมากในกามารมณ์จนเป็นที่กล่าวขาน

ย้อนกลับไปเมื่อปี ค.ศ. 1149 "หวันเหยียนเหลี่ยง" ในวัยเพียง 28 ปี ได้ก่อกบฏลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้องค์ก่อนเพื่อสถาปนาตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 4 ทว่าตลอดการครองราชย์ 12 ปี สิ่งที่ทำให้ผู้คนจดจำเขาได้มากที่สุดกลับไม่ใช่ผลงานทางการเมือง แต่เป็นพฤติกรรมสุดวิปริตในฮาเร็มหลังบ้าน

กษัตริย์ผู้มีความรู้แต่ซ่อนความทะยานอยากอันดำมืด

หวันเหยียนเหลี่ยงเติบโตมาพร้อมกับความเฉลียวฉลาด ชื่นชอบการแต่งบทกวีจนได้รับการยกย่องว่ามีวาทศิลป์เป็นเลิศดูเป็นสุภาพบุรุษผู้รอบรู้ แต่ภายใต้หน้ากากอันอ่อนโยนนั้น เขากลับเป็นนักล่าอำนาจที่มีความเหี้ยมโหดและเจ้าเล่ห์อย่างที่สุด ในประวัติศาสตร์ราชวงศ์จินได้บันทึกถึงเขาไว้สั้นๆ แต่สยดสยองว่า "อยากเป็นกษัตริย์ก็ฆ่ากษัตริย์ อยากครองแผ่นดินก็ฆ่าแม่ตนเอง อยากได้เมียคนอื่นก็สั่งฆ่าสามีเขา"

ก่อนที่จะทำรัฐประหาร หวันเหยียนเหลี่ยงเคยเปิดเผยความปรารถนาสูงสุด 3 ประการในชีวิตกับคนสนิทไว้ว่า หนึ่งคือต้องได้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในบ้านเมือง สองคือยกทัพไปปราบราชวงศ์ซ่งใต้เพื่อรวมแผ่นดิน และสามคือต้องได้ครอบครองหญิงงามทั่วทุกสารทิศมาเป็นภรรยาโดยไม่สนว่าจะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดเป็นญาติสนิทมิตรสหายหรือไม่

เปลี่ยนวังหลังเป็นสำนักนางโลม แย่งชิงเมียคนอื่นไม่เว้นแม้แต่ญาติ

หลังจากขึ้นครองราชย์สำเร็จ เขาสั่งประหารเชื้อพระวงศ์ชายจำนวนมากเพื่อความมั่นคงของบัลลังก์ ส่วนสตรีในราชวงศ์เหล่านั้นกลับถูกกวาดต้อนเข้าสู่ฮาเร็มเพื่อสนองตัณหา ไม่ว่าจะเป็นป้า อาสะใภ้ ลูกพี่ลูกน้อง หรือแม้กระทั่งน้องสะใภ้

นอกจากนี้ เขายังระแวงกลัวการโดนสวมเขาอย่างหนัก ถึงขั้นสั่งห้ามไม่ให้มีขันทีที่เป็นเพศชายหลงเหลือในวัง และสั่งห้ามไม่ให้สนมกำนัลพากันมาจับกลุ่มพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว

รสนิยมที่แปลกประหลาดที่สุดของหวันเหยียนเหลี่ยงคือความชื่นชอบในตัว "สตรีที่แต่งงานแล้ว" หญิงงามที่มีชื่อเสียงที่สุดในฮาเร็มของเขาคือ "อาลีหู่" แม่หม้ายสาวผู้เคยผ่านการมีสามีมาแล้วถึงสองคน ซึ่งสามีทั้งสองล้วนเป็นญาติและขุนนางที่ถูกสังหารในสงคราม เมื่อเขาได้พบเธอก็บังคับนำตัวมาแต่งตั้งเป็นพระสนม

ทว่าอาลีหู่เป็นคนติดสุราอย่างหนัก เมื่อเมามายบ่อยเข้าจักรพรรดิก็เริ่มเบื่อหน่าย ทว่าความวิปริตยังไม่จบลงแค่นั้น เพราะเขากลับหันไปใช้กำลังขืนใจลูกสาวแท้ๆ วัยเพียง 15 ปีของอาลีหู่ที่ติดมาจากสามีเก่า โดยไม่สนใจศีลธรรมใดๆ

Wikipedia

ข่มขู่ให้ฆ่าสามี ก่อนสุดท้ายจุดจบถูกฆ่าตายคาประตูกองทัพ

นอกจากนี้ยังมีเคสของ "ถังคั่วติ้งเกอ" ภรรยาของเพื่อนสนิทที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หวันเหยียนเหลี่ยงได้ยื่นข้อเสนอแกมบังคับ ให้เธอวางยาพิษฆ่าสามีตนเองเพื่อแลกกับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮา โดยขู่ว่าหากไม่ทำจะสั่งประหารล้างโคตรตระกูลของเธอ ซึ่งสุดท้ายเธอก็จดใจจำต้องมอมเหล้าและสังหารสามีเพื่อเอาชีวิตรอด

แต่เมื่อเธอได้เข้าสู่วังหลังได้ไม่นาน จักรพรรดิผู้รักง่ายหน่ายเร็วก็ทอดทิ้งเธออย่างรวดเร็ว น่าแปลกที่ในเวลาต่อมา ทั้งสนมอาลีหู่และสนมติ้งเกอต่างถูกจับได้ว่าแอบคบชู้กับคนรับใช้และนางกำนัลในวัง เนื่องจากทนความอ้างว้างไม่ไหว สุดท้ายทั้งคู่จึงถูกจักรพรรดิสั่งประหารชีวิต

จุดจบของจักรพรรดิผู้บ้าตัณหาและโหดเหี้ยมคนนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1161 ระหว่างที่เขากำลังยกทัพไปโจมตีราชวงศ์ซ่งใต้เพื่อหวังรวมแผ่นดินตามความฝัน ทว่าพฤติกรรมการกดขี่ประชาชนและขุนนางทำให้ภายในเมืองหลวงเกิดการรัฐประหารซ้อน โดยกลุ่มญาติได้สถาปนาจักรพรรดิองค์ใหม่ขึ้นแทน

เมื่อข่าวแพร่กระจายมาถึงแนวหน้า กองทัพของหวันเหยียนเหลี่ยงก็เกิดความปั่นป่วน ทหารและนายกองที่โกรธแค้นต่างพากันทรยศและบุกเข้าไปรุมยิงธนูสังหารเขาดับคาเต็นท์ที่พักปิดฉากชีวิตจักรพรรดิผู้ฉาวโฉ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จีน

โดยหลังสิ้นพระชนม์เขาถูกริบคืนฐานันดรศักดิ์และเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ถูกถอดถอนนามจักรพรรดิ เหลือเพียงชื่อเรียกขานในฐานะ "ไห่หลิงหวัง" หรือกษัตริย์ผู้ถูกถอดถอนเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...