โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ทะลุมิติไปเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย: ฝ่าภัยแล้งด้วยมิติโกดังไร้สิ้นสุด!

นิยาย Dek-D

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 07.56 น. • OfficeOnlybook
‘แม่เลี้ยงใจร้าย’ กับภารกิจพาลูกเลี้ยงทั้ง 4 ฝ่าวิกฤตภัยแล้งไปพร้อมกับขบวนอพยพที่เต็มไปด้วยปัญหาสารพัด แต่โชคยังดี ที่นางมีพื้นที่มิติโกดัง!

ข้อมูลเบื้องต้น

ทะลุมิติไปเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย: ฝ่าภัยแล้งด้วยมิติโกดังไร้สิ้นสุด!

空间存千亿物资,后娘带崽去逃荒

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***

ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%

สงวนลิขสิทธิ์

ผู้แต่ง : 米花花 ผู้แปล : ทีมงาน Onlybook

เรื่องย่อ

จากซีอีโอสาวหมื่นล้านผู้จบชีวิตลงในคลังสินค้า สู่ร่างของ ‘หลิ่วพ่านเอ๋อร์’ แม่เลี้ยงใจร้ายผู้ขี้เกียจและเห็นแก่ตัวท่ามกลางยุคจีนโบราณที่เผชิญภัยแล้งรุนแรง

นางต้องร่วมขบวนอพยพลงใต้ เผชิญทั้งความหิวโหย การเอารัดเอาเปรียบจากชาวบ้าน และโจทย์ที่หินที่สุดคือการกอบกู้ความเชื่อใจจาก ลูกเลี้ยงทั้ง 4 ให้กลับคืนมา!

ทว่าโชคยังดีที่นางมี ‘มิติโกดังสินค้า’ ติดตัวมาด้วย ยิ่งทำความดี พื้นที่ยิ่งขยายกว้างขวาง ของใช้จำเป็นจึงมีไม่ขาดมือ

เส้นทางลี้ภัยครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเอาชีวิตรอด แต่คือการพิสูจน์ตนเองเพื่อสร้างครอบครัวใหม่… แล้วไหนจะเรื่อง สามีที่หายสาบสูญ ไปนั่นอีก สรุปแล้วเขาตายไปแล้ว หรือกำลังรอพบพวกนางอยู่ที่ปลายทางกันแน่?

บทที่ 1 ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายในยามอพยพหนีภัยแล้ง

บทที่ 1 ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายในยามอพยพหนีภัยแล้ง

"พวกคนสารเลว ห้ามแย่งน้องของข้าไปนะ!!"

"ฮือ ๆ พี่ใหญ่ ช่วยข้าด้วย"

"ข้าจะสู้ตายกับพวกเจ้า!"

ปวดหัวเหลือเกิน!

หลิ่วพ่านเอ๋อร์รู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรง และยังได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็กอยู่ข้าง ๆ

"หลี่ต้าเป่า แม่เลี้ยงของเจ้าตายไปแล้ว น้องชายน้องสาวของเจ้าก็เพิ่งจะสามขวบ ขืนพาไปด้วยก็มีแต่จะเป็นภาระ ทิ้งไว้ที่นี่แหล่ะ!"

ชายหนุ่มร่างผอมแห้งคนหนึ่งชื่อหวังต้าจู้ เขามองเด็กสองคนที่กำลังร้องไห้อยู่ด้วยสายตาประสงค์ร้ายอย่างชัดเจน

หลี่ต้าเป่าพุ่งตัวออกไปข้างหน้าบังน้องชายและน้องสาวของตนเอาไว้

ใครที่กล้ารังแกน้องของเขา ต้องข้ามศพเขาไปก่อน!

เขามีส่วนสูงไม่น้อยเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน แต่ร่างกายผอมมาก

ในยามนี้สายตาของเขาดุดันและสีหน้าเคร่งขรึม "แม่เลี้ยงจะตายหรือไม่ นั่นไม่เกี่ยวกับพวกเรา แต่ว่าน้องชายน้องสาวของข้า พวกเจ้าห้ามแตะต้อง!"

หลี่หรงเป็นบุตรสาวคนโตของบ้านสามตระกูลหลี่ ปกติแล้วนางก็เป็นคนใจกล้าอยู่แล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนชั่วอย่างพี่น้องตระกูลหวัง นอกจากจะไม่กลัวแล้ว นางยังกระโดดตัวลอยขึ้นมาด่าทออีกฝ่ายเสียงดัง

"พวกเจ้าสองคนมันหน้าด้านไร้ยางอายจริง ๆ อย่าคิดว่าท่านย่าผู้นี้ไม่รู้สันดานชั่วช้าของพวกเจ้า คิดจะแย่งน้องชายน้องสาวของข้าไปแลกเสบียงอาหารอย่างนั้นหรือ พวกเจ้ายังมีความเป็นคนอยู่หรือไม่? เจ้าคนชั่ว ไสหัวไปให้พ้น ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไปได้เลย!"

หวังต้าจู้แสดงสีหน้าไม่พอใจแล้วผลักหลี่ต้าเป่าออกไปอย่างแรง

"ไสหัวไป มัวแต่ชักช้าอืดอาด ข้าจะหิวตายอยู่แล้ว เอ้อร์จู้ มาช่วยข้าจับเจ้าเด็กสองคนนั้นไปแลกอาหารที"

"โอ้ย!" หลี่ต้าเป่าถูกหวังต้าจู้ผลักจนล้มลงกับพื้น

เพราะไม่สามารถต้านทานร่างกายที่ใหญ่โตกว่าของหวังต้าจู้ได้

ขณะที่กำลังจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น หวังต้าจู้ก็พุ่งเข้ามาขึ้นคร่อมร่างของหลี่ต้าเป่าแล้วระดมหมัดชกใส่ไม่ยั้ง

"อย่าตีพี่ข้านะ!" เมื่อหลี่หรงเห็นพี่ชายถูกทำร้าย นางจึงหยิบก้อนหินริมทางแล้วขว้างไปยังหวังต้าจู้

หวังต้าจู้รีบลุกขึ้นยืนและหลบได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงผลักพี่น้องตระกูลหลี่อย่างแรง

"โอ๊ย!" หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงถูกผลักจนล้มลงกับพื้นก็ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด แล้วกลิ้งหลุน ๆ จนศีรษะกระแทกเข้ากับก้อนหินที่อยู่ข้างทาง

หวังเอ้อร์จู้หัวเราะอย่างชั่วร้ายราวกับปีศาจ เขาวิ่งเข้าไปหาฝาแฝดวัยสามขวบ หลี่เสี่ยวเป่าและหลี่หนานที่กำลังร้องไห้จ้าด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะยื่นมืออันโสมมออกไป

"ไม่นะ ปล่อยน้องข้าเดี๋ยวนี้ พวกเจ้ามันสัตว์เดรัจฉาน ข้าขอสาปแช่งให้พวกเจ้าไม่ได้ตายดี!"

หลี่หรงพยายามตะเกียกตะกายลุกขึ้น ร้องไห้ตะโกนด่าทอพลางเดินกะเผลกพุ่งเข้าไปช่วยน้องชายน้องสาวของตน

หวังต้าจู้ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาคว้าหมับเข้าที่แขนอันผอมแห้งของหลี่เสี่ยวเป่าแล้วเหวี่ยงขึ้นบ่า เตรียมจะหันหลังเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะที่ลำพองใจ

ในตอนนั้นเองหลิ่วพ่านเอ๋อร์ที่นอนอยู่บนพื้นก็ลืมตาโพลงขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ในช่วงที่นางรู้สึกเวียนหัวและสะลึมสะลืออยู่นั้น นางได้รับรู้เหตุการณ์ภายนอกทั้งหมดแล้ว

ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงบอกให้นางรู้ว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

นางคือเจ้าแม่แห่งวงการห้างสรรพสินค้าผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน แต่กลับต้องทะลุมิติมาอยู่ในยุคลี้ภัยที่อดอยากปากแห้งเช่นนี้

แถมยังไม่ทันได้สัมผัสรสชาติของความรัก ก็กลายเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย ของเด็กสี่คนไปเสียแล้ว?

เจ้าของร่างเดิมเป็นแม่เลี้ยงใจร้าย ทั้งขี้เกียจและตะกละ ชอบทุบตีและด่าทอเด็ก ๆ เป็นประจำ

ท่ามกลางวิกฤตภัยแล้ง สตรีตัวคนเดียวคนหนึ่งต้องพาลูกติดสามีถึงสี่คนออกลี้ภัย

ความหิวโหยได้ปลุกสัญชาตญาณความชั่วร้ายของมนุษย์ออกมา

เพื่อแย่งชิงอาหาร ร่างเดิมในฐานะแม่เลี้ยงใจร้ายจึงถูกตีจนตาย

คนชั่วสองคนในหมู่บ้านอย่างหวังต้าจู้และหวังเอ้อร์จู้ก็อาศัยจังหวะนี้คิดจะขายเด็กน้อยวัยสามขวบเพื่อแลกกับเสบียง

ช่างอำมหิตเกินคน!

หลิ่วพ่านเอ๋อร์จะอยู่เฉยไม่ได้ นางตัดสินใจในทันทีว่าจะไม่มีทางยอมให้พี่น้องตระกูลหวังพรากเด็ก ๆ ไปต่อหน้าต่อตาเด็ดขาด

นางลุกพรวดขึ้นมา ร่างกายโอนเอนไร้เรี่ยวแรง ขาและเท้าอ่อนเปลี้ยไปหมด

"พวกสารเลว ปล่อยเด็กสองคนนั้นเดี๋ยวนี้!"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ จ้องมองชายสองคนตรงหน้าอย่างเอาเรื่อง แม้ร่างกายจะอ่อนแรง แต่นางยังคงแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง

"นังผู้หญิงใจยักษ์ เจ้ายังไม่ตายอีกหรือ?"

หวังต้าจู้และหวังเอ้อร์จู้สะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจกับเสียงของหลิ่วพ่านเอ๋อร์ จนต้องถอยหลังไปสองก้าว

ปกติแล้วนางหลิ่วขึ้นชื่อเรื่องความร้ายกาจ นิสัยดุร้าย ชอบหาเรื่อง ทำให้คนในหมู่บ้านต่างพากันหลีกหนี

"รีบไสหัวไปซะ! หากพวกเจ้ากล้าแตะต้องเด็กแม้แต่ปลายนิ้ว ข้าจะฆ่าพวกเจ้าทิ้งเสีย"

แม้หลิ่วพ่านเอ๋อร์จะร่างกายอ่อนแอ แต่นางต้องแสร้งทำเป็นดุร้ายต่อหน้าคนสองคนนี้ เพื่อไม่ให้ใครเห็นความอ่อนแอของนาง

หวังต้าจู้หยิบถุงผ้าออกมาจากเอว ภายในมีอาหารประมาณสองจิน แล้วยื่นให้

"สะใภ้สามหลี่ ฝาแฝดคู่นี้ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของเจ้า เก็บไว้ก็มีแต่จะเป็นภาระ ข้ามีอาหารสองจิน เรามาแลกเปลี่ยนกันดีหรือไม่?"

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงรีบวิ่งมาตรงหน้าฝาแฝดทันที ทั้งรีบร้อนและโกรธแค้น "นังผู้หญิงชั่ว ห้ามขายน้องชายน้องสาวนะ!"

"…"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ ถึงกับพูดไม่ออก นี่นางชั่วร้ายขนาดนั้นเลยหรือ?

"หัวหน้าหมู่บ้านอยู่ข้างหลังนี่เอง อีกเดี๋ยวก็ถึงแล้ว หากพวกเจ้าไม่อยากถูกผู้คนรุมตี ก็อย่าได้คิดแผนชั่ว"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์กัดฟันพลางพูด สายตาเย็นเยียบและอำมหิต "แต่หากพวกเจ้ายังดึงดันจะพาเด็กไป ข้าก็จะสู้กับพวกเจ้า ไม่ตายก็ไม่เลิก!"

หวังต้าจู้และหวังเอ้อร์จู้ถูกสายตาอำมหิตของหลิ่วพ่านเอ๋อร์ขู่จนถอยหลังไปสองก้าว

นางหลิ่วผู้นี้พอมีฝีมืออยู่บ้าง ทั้งยังดื้อด้านและมุทะลุ จึงได้แต่ยอมแพ้

“ถุย ซวยชะมัด พวกเราไป!”

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อที่แม่เลี้ยงใจร้ายคนนี้กลับปฏิเสธข้อเสนอ?

ตลอดทางที่ผ่านมา ในตอนกลางวันหลี่ต้าเป่าจะแบกหลี่เสี่ยวเป่าน้องชาย ส่วนหลี่หรงจะแบกหลี่หนานน้องสาว ส่วนตอนกลางคืนก็นอนกอดน้อง ๆ ไว้แน่น ไม่เช่นนั้นคงถูกแม่เลี้ยงขโมยไปแลกเสบียงนานแล้ว

ในขณะที่พวกเขากำลังอึ้งอยู่นั้น หลี่หนานวัยสามขวบก็ร้องไห้โฮออกมา

พี่น้องฝาแฝดราวกับมีกระแสจิตถึงกัน เมื่อหลี่เสี่ยวเป่าเห็นน้องสาวร้องไห้ เขาก็เริ่มร้องไห้ตามเสียงดังระงม

หลิ่วพ่านเอ๋อร์หันกลับมาและรีบเดินไปหาเด็กน้อยทั้งสอง

นางคุกเข่าลงบนพื้น ตรวจสอบร่างกายของเด็ก ๆ อย่างละเอียดก็พบว่าเป็นเพียงแผลถลอกภายนอก จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

หลี่เสี่ยวเป่าและหลี่หนานที่ถูกแม่เลี้ยงจับแขนไว้ต่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว

ปกติพี่ชายพี่สาวบอกว่าแม่เลี้ยงใจร้ายมาก แถมยังชอบกินเด็ก จึงพยายามดิ้นรนขัดขืน "อย่ากินข้านะ ข้าไม่มีเนื้อ!"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ ถึงกับหน้ามืด เจ้าของร่างเดิมเลวร้ายขนาดไหนกันนะ ถึงทำให้เด็ก ๆ คิดว่านางจะกินคนได้?

ชาติก่อนนางเคยทำงานการกุศล ช่วยเหลือเด็กกำพร้าไร้บ้านมามากมาย เมื่อได้เห็นเด็กสี่คนที่ทั้งกตัญญูและน่ารักเช่นนี้ นางยิ่งทำใจร้ายไม่ลง และตัดสินใจว่าจะต้องปกป้องเด็กๆ ทั้งสี่คนนี้ให้ได้

หลิ่วพ่านเอ๋อร์โอบกอดหลี่หนานเด็กหญิงตัวน้อยอย่างแผ่วเบา พลางเช็ดน้ำตาให้นางอย่างทะนุถนอม

ดวงตากลมโตที่คลอไปด้วยน้ำตานั้นยังมีความหวาดกลัว และมีความโหยหาอ้อมกอดของแม่แฝงอยู่

"ข้าไม่กินอาหนานหรอก เดี๋ยวข้าจะไปหาของกินมาให้อาหนานนะ ไม่ร้องนะ ไม่ร้อง"

หลี่หนานมีสีหน้าหวาดระแวง ร่างกายหดเกร็ง นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นแม่เลี้ยงดีกับนางขนาดนี้ เด็กน้อยจึงไม่กล้าเชื่อ

หลี่หรงร้อนใจดั่งไฟเผา นางไม่มีทางเชื่อว่าแม่เลี้ยงใจร้ายจะเปลี่ยนไปได้ กลับคิดว่านี่คือ 'หมาป่าในคราบแกะ' ที่หวังผลประโยชน์มากกว่า

"พี่ใหญ่ สตรีผู้นี้ร้ายกาจจะตาย ครั้งก่อนนางยังจะเอาอาหนานไปยกให้คนอื่นเลย ดีที่ข้าไปแย่งกลับมาได้"

หลี่ต้าเป่าจ้องหลิ่วพ่านเอ๋อร์เขม็งด้วยความระแวดระวัง "อาหรง เจ้าไม่ต้องกังวล ตราบใดที่มีข้าอยู่ ข้าไม่มีวันยอมให้นางทำสำเร็จแน่ พวกเราสี่พี่น้องจะอยู่ก็อยู่ด้วยกัน จะตายก็ตายด้วยกัน!"

บทที่ 2 พกโกดังมิติติดตัวมาด้วย

บทที่ 2 พกโกดังมิติติดตัวมาด้วย

หลี่ต้าเป่าพุ่งเข้ามา เขาออกแรงแกะมือของหลิ่วพ่านเอ๋อร์ออก ส่วนหลี่หรงก็รีบวิ่งเข้ามาแย่งตัวหลี่หนานไปจากอ้อมอกของหลิ่วพ่านเอ๋อร์

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ได้แต่แหงนหน้ามองฟ้าอย่างจนใจ เจ้าของร่างเดิมช่างสร้างกรรมไว้หนานัก!

ลูกชายลูกสาวที่รู้ความขนาดนี้ ต่อให้ไม่ใช่ลูกในไส้ แต่ก็ล้วนเป็นเด็กที่กตัญญูและเปี่ยมด้วยคุณธรรม กลับต้องถูกข่มเหงจนผอมโซเห็นกระดูก และต้องคอยระแวดระวังแม่เลี้ยงราวกับระวังโจร!

หลิ่วพ่านเอ๋อร์เห็นว่าเด็ก ๆ เกลียดและระแวงนาง ต่อให้พูดมากเพียงใดก็ไม่อาจเปลี่ยนความรู้สึกที่มีต่อนางได้ เช่นนั้นก็ต้องใช้การกระทำพิสูจน์

หลิ่วพ่านเอ๋อร์เก็บรวบรวมถ้วยชามแตกและตะเกียบที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น รวมถึงห่อสัมภาระอีกหลายใบขึ้นมาแบกไว้บนหลังของตน

"ข้างหน้าอาจจะมีแหล่งน้ำ พวกเรารีบไปกันเถอะ ไม่แน่อาจจะจับปลาได้ด้วย!"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์เดินนำหน้า โดยมีหลี่ต้าเป่าและหลี่หรงแบกน้องชายและน้องสาวเดินตามหลังมาติด ๆ

ไม่ใช่เพราะตัดใจจากแม่เลี้ยงใจร้ายไม่ได้ แต่เป็นเพราะของทั้งหมดของพวกเขาอยู่ที่ตัวนาง

หลิ่วพ่านเอ๋อร์รู้สึกหิว จึงเดินเข้าไปในป่าทึบเพื่อหาของกิน

หลี่หรงขมวดคิ้วด้วยความหวาดหวั่น "พี่ใหญ่ แม่เลี้ยงหอบเอาของของพวกเราหนีไปคนเดียวแล้วใช่หรือไม่?"

หลี่ต้าเป่าได้ยินดังนั้นก็ตกใจ รีบตะโกนไล่หลังหลิ่วพ่านเอ๋อร์ไปว่า "หากท่านอยากจะไปคนเดียวก็ไปเลย แต่เอาของของพวกเราคืนมา!"

ถึงตามแม่เลี้ยงไป นางก็ไม่ให้ของกินอยู่ดี แยกทางกันตอนนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ได้ยินเสียงน้ำแว่ว ๆ นางมองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีอันตราย จึงวางห่อของทั้งหมดลงบนพื้น "พวกเจ้าเฝ้าของไว้ ข้าจะไปหาของกิน"

พูดจบหลิ่วพ่านเอ๋อร์ก็รีบเดินจากไป ด้วยความเร่งรีบทำให้นางไม่ทันระวังเท้า จึงก้าวพลาดตกหลุมจนกลิ้งตกเนินเขา

หลิ่วพ่านเอ๋อร์รู้สึกหน้ามืดตาลาย วิงเวียนศีรษะ ก่อนจะหมดสติไป

เมื่อตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องแคบๆ ห้องหนึ่ง ขนาดประมาณสี่ถึงห้าตารางเมตรเท่านั้น ในห้องมีเพียงชั้นวางของชั้นหนึ่ง ดูคล้ายกับโกดังสินค้าขนาดเล็ก

หลิ่วพ่านเอ๋อร์เดินไปที่ชั้นวาง เมื่อเห็นสิ่งของบนนั้น นางก็ดีใจจนเนื้อเต้นและหัวเราะออกมาเสียงดัง

สวรรค์ช่างเมตตายิ่งนัก!

ตอนนั้นนางถูกชั้นวางสินค้าในโซนของสดล้มทับ คาดไม่ถึงเลยว่าจะได้ทะลุมิติมาพร้อมกับข้าวของบนชั้นวางในโกดังสินค้านั้นด้วย

บนชั้นวางนั้นบรรจุไข่นกกระทาไว้ถึงหกตะกร้าใหญ่ น้ำหนักรวมกว่าร้อยจิน

นอกจากนี้ หลิ่วพ่านเอ๋อร์ยังพบมีดเลาะกระดูกที่คมกริบกล่องหนึ่งที่มุมโกดังเล็ก ๆ นางจึงเลือกเล่มที่ยาวที่สุดออกมาหนึ่งเล่ม

ระหว่างการอพยพหนีภัยแล้ง นางยังต้องดูแลเด็กทั้งสี่คน หากไม่มีอาวุธคงไม่ได้

ในขณะที่หลิ่วพ่านเอ๋อร์กำลังยิ้มระรื่นอยู่ในโกดัง พลางคิดหาวิธีเอาชนะความยากลำบากเพื่อพาลูกทั้งสี่เดินทางอย่างปลอดภัย หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงที่อยู่ด้านนอกก็รอด้วยความกระวนกระวาย

"พี่ใหญ่ พวกเราอย่ารอเลย ผู้หญิงคนนั้นหายไปนานขนาดนี้ ต่อให้หาของกินได้ก็คงไม่กลับมาหรอก"

หลี่หรงมองเห็นธาตุแท้ของแม่เลี้ยงใจร้ายมานานแล้ว เมื่อครู่นางไม่ควรคิดว่าแม่เลี้ยงจะกลายเป็นคนดีเพียงเพราะช่วยไล่พี่น้องตระกูลหวังไปเลย

นึกว่าแม่เลี้ยงใจร้ายจะกลับตัวเป็นคนดี ที่แท้นางก็แค่เสแร้งเท่านั้น

น้องชายและน้องสาวหิวโหยจนลมหายใจรวยริน ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับตัว

หลี่ต้าเป่ามองไปยังทิศทางที่แม่เลี้ยงเดินจากไป แววตาเต็มไปด้วยความผิดหวังและเคียดแค้น

"หากยังหาของกินหรือน้ำไม่ได้ พวกเราสี่พี่น้องคงต้องอดตายกันจริง ๆ แล้ว"

หลี่ต้าเป่าแข็งใจหิ้วห่อสัมภาระเหล่านั้นไว้ในมือ ส่วนหลี่หรงถือถ้วยชามเดินตามหลังพี่ชาย ทั้งคู่เดินย้อนกลับทางเดิมพลางก้มมองหาผักป่าที่มีอยู่น้อยนิดบนพื้น

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ใช้ชายเสื้อห่อไข่นกกระทามาสองสามร้อยฟอง กว่าจะตะเกียกตะกายปีนขึ้นเนินเขามาได้ ก็เห็นหลี่ต้าเป่าและหลี่หรงแบกน้อง ๆ เดินจากไป นางจึงทั้งขำทั้งสงสาร

"ข้าเจอไข่นกเยอะเลย พวกเราไม่ต้องหิวตายแล้ว"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์วิ่งโซซัดโซเซเข้ามา พลางชูห่อไข่นกกระทาในเสื้อผ้าขึ้น

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงต่างหันกลับมา ก็เห็นแม่เลี้ยงใจร้ายผู้มีรอยขีดข่วนจนเลือดซิบ ๆ บนใบหน้า กำลังหอบของกลับมา

นางไม่ได้ทิ้งพวกเขา!

หลิ่วพ่านเอ๋อร์หาที่โล่ง ๆ แห่งหนึ่ง แล้วกวักมือเรียกพวกเขา "มาเร็วเข้า พวกเราเอาไข่นกมาย่างกินกัน"

พูดจบ หลิ่วพ่านเอ๋อร์ก็เริ่มหาหญ้าแห้งกับฟืน ท้องของนางเองก็หิวจนแฟบไปหมดแล้วเช่นกัน นางเริ่มจุดไฟ แล้วโยนไข่นกกระทาเข้าไปในกองเพลิง พลางใช้กิ่งไม้คอยเขี่ยไข่ไปมาไม่หยุด

ในยามนี้หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงได้แต่จ้องมองแม่เลี้ยงโยนไข่นกเข้ากองไฟตาเขม็ง ยิ่งเห็นก็ยิ่งหิว พวกเขารีบเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้กองไฟทันที

หลี่เสี่ยวเป่าและหลี่หนานเห็นไข่นกก็ตาโต น้ำลายไหลไม่หยุด "ไข่… ไข่นก…"

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงกลืนน้ำลายพลางมองแม่เลี้ยงใจร้ายด้วยความระแวดระวัง

ไข่นกกระทามีขนาดเล็ก เมื่อใส่ในกองไฟเพียงครู่เดียวก็สุก

หลิ่วพ่านเอ๋อร์เขี่ยไข่สิบกว่าฟองออกมาจากกองไฟวางไว้ข้าง ๆ ให้เย็นลง

"ต้าเป่า อาหรง พวกเจ้าปอกเปลือกให้น้อง ๆ ก่อนนะ ข้าจะย่างไข่ที่เหลือทั้งหมด เก็บไว้เป็นเสบียงแห้งพกติดตัว"

พูดจบ หลิ่วพ่านเอ๋อร์ก็หันกลับไปสนใจกองไฟต่อ คอยพลิกไข่นกกระทาในกองไฟไม่หยุด

พูดไปร้อยครั้งก็ไม่เท่าลงมือทำครั้งเดียว

ในเมื่อหลิ่วพ่านเอ๋อร์ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์แม่เลี้ยงใจร้ายของเจ้าของร่างเดิมแล้ว ย่อมไม่อาจอาศัยเพียงแค่คำพูด ต้องใช้การกระทำเข้าช่วย

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงมองหน้ากัน ความหิวโหยมีอำนาจเหนือความกลัวที่มีต่อแม่เลี้ยงใจร้าย จึงไม่สนใจว่าไข่นกจะร้อน หยิบขึ้นมาปอกเปลือกทันที

กลิ่นหอมของไข่นกกระทาย่างโชยออกมากระตุ้นให้พวกเขาต้องกลืนน้ำลายไม่หยุด และยิ่งทำให้หิวมากขึ้นไปอีก

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงปอกไข่นกให้น้อง ๆ กิน และฉวยโอกาสกินเองไปสองสามฟอง ในที่สุดท้องที่เคยร้องประท้วงก็สงบลง

เมื่อคู่แฝดชายหญิงได้กินไข่นกก็ยิ้มแก้มปริ รู้สึกว่านี่คือไข่ที่อร่อยที่สุดในโลก

หลิ่วพ่านเอ๋อร์มัวแต่ย่างไข่นกกระทา คอยพลิกกลับไปมาไม่หยุด หากไหม้ไปสักฟองก็นับว่าสิ้นเปลือง น่าเสียดายยิ่งนัก

บนหน้าผากของนางเต็มไปด้วยเหงื่อ ทำได้เพียงใช้แขนเสื้อเช็ดออก

หลี่หนานมองพี่ชายพี่สาวที่กำลังกินไข่ แล้วมองแม่เลี้ยงที่กำลังยุ่งอยู่กับการย่างไข่ เมื่อนึกถึงตอนที่ท่านแม่ปกป้องนางเมื่อครู่ จึงเดินไปหยุดตรงหน้าหน้าหลิ่วพ่านเอ๋อร์อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ พร้อมยื่นไข่นกกระทาที่ปอกแล้วมาที่ริมฝีปากของหลิ่วพ่านเอ๋อร์

"ท่านแม่ กินไข่เจ้าค่ะ"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นมือน้อย ๆ ที่เปื้อนดินถือไข่มาป้อนให้ ขอบตานางก็พลันร้อนผ่าว เด็กน้อยช่างรับรู้ความรู้สึกได้ไวที่สุด

แม้ว่าก่อนหน้านี้แม่เลี้ยงใจร้ายอย่างนางจะทำไม่ดีกับคู่แฝดนี้ แต่หลังจากได้รับความเมตตาจากนางเพียงครั้งเดียว ลูกสาวที่น่ารักอย่างหลี่หนานคนนี้ เมื่อมีของกินก็ยังนึกถึงนาง

ในเวลานี้ หลิ่วพ่านเอ๋อร์ไม่รังเกียจเลยว่ามือน้อย ๆ ของหลี่หนานจะมอมแมม นางอ้าปากกินไข่นกย่างฟองนั้น

"ขอบใจนะอาหนาน พวกเรายังมีไข่นกอีกเยอะเลย อาหนานกินเยอะ ๆ นะ หากกินไม่หมด ก็เก็บไว้ในย่ามของอาหนานนะ"

"กินไม่หมด… ก็เก็บไว้"

หลี่หนานตอบด้วยน้ำเสียงใสซื่อ ดวงตากลมโตฉายแววสดใส อาจเป็นเพราะมีของตกถึงท้อง หรืออาจเป็นเพราะแม่เลี้ยงใจร้ายดูจะไม่ใจร้ายอีกต่อไปแล้ว

หลี่เสี่ยวเป่าเองก็ยื่นไข่ในมือส่งให้พี่ชายและพี่สาว "พี่ใหญ่กิน… พี่สาวกิน…"

แม้พวกเขาจะยังเล็ก แต่ก็รู้ว่าตลอดทางที่ผ่านมา หากไม่มีพี่ชายพี่สาวคอยปกป้อง พวกเขาคงตายไปนานแล้ว

หลิ่วพ่านเอ๋อร์หันไปมองเด็กทั้งสี่ที่ผลัดกันแบ่งปันและรักใคร่กัน ในใจรู้สึกซาบซึ้งในความผูกพันอันลึกซึ้งของพวกเขา

เมื่อเป็นเช่นนี้ หลิ่วพ่านเอ๋อร์จึงย่างไข่นกกระทาต่อไปไม่ได้หยุด ส่วนสี่พี่น้องก็ช่วยกันแกะเปลือกไข่ไปกินไป และไม่ลืมที่จะป้อนให้หลิ่วพ่านเอ๋อร์ด้วย

เมื่อเห็นว่าพวกเขากินไปพอสมควรแล้ว หลิ่วพ่านเอ๋อร์จึงเอ่ยเตือน

"พอแล้ว เก็บที่เหลือไว้กินวันหลังเถอะ"

ทันทีที่ได้ยิน หลี่หรงก็คิ้วขมวดมุ่นด้วยความโมโห “คนใจร้ายอย่างไรก็ยังใจร้ายเหมือนเดิม คิดจะปล่อยให้พวกเราอดตายแล้วกะจะเก็บไว้กินเองคนเดียวสินะ!”

บทที่ 3 เปลี่ยนภาพลักษณ์สตรีขี้เกียจและละโมบ

บทที่ 3 เปลี่ยนภาพลักษณ์สตรีขี้เกียจและละโมบ

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ได้ยินคำพูดของเด็กสาวก็ทั้งขำทั้งเอ็นดู แต่นางไม่ได้ดุด่า กลับใช้ท่าทางนิ่งสงบและน้ำเสียงอ่อนโยนอธิบายอย่างใจเย็น

“หากข้าคิดจะกินคนเดียวจริง เมื่อครู่ข้าคงแอบหาที่ทางย่างกินเองไปแล้ว จะแบกกลับมาให้พวกเจ้าทำไมกัน? ที่ไม่ให้พวกเจ้ากินต่อ ไม่ใช่เพราะความเสียดาย แต่เป็นเพราะพวกเราอดอยากกันมานาน หากจู่ ๆ กินมากเกินไปจะเกิดอาการอาหารไม่ย่อยและท้องอืดเอาได้ ยิ่งระหว่างหนีภัยแล้งเช่นนี้ สองข้างทางก็มีแต่ป่าเขาลำเนาไพร ไม่มีหมู่บ้านหรือร้านรวง ต่อให้ข้าพอจะรู้จักสมุนไพรอยู่บ้าง แต่ในป่าก็อาจจะหามารักษาได้ไม่ครบ แล้วถ้าพวกเจ้าเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาจะทำอย่างไร?”

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงที่เดิมทียังทำหน้ามุ่ย เมื่อได้ยินคำพูดของแม่เลี้ยงก็รู้สึกว่ามีเหตุผล

ครั้งหนึ่งตอนที่ท่านพ่อกลับมา หลี่ต้าเป่าโชคดีได้กินเนื้อ แต่เพราะความตะกละกินมากไปหน่อยจึงเกิดอาการท้องเสียและไข้ขึ้น จนล้มป่วยไปหลายวัน

ทั้งสองจึงยอมหุบปากสงบคำแต่โดยดี ช่วยกันนำไข่นกกระทาย่างใส่ห่อผ้าแล้วสะพายขึ้นหลังอย่างระมัดระวัง

หลังจากกินอิ่มแล้ว หลิ่วพ่านเอ๋อร์ก็มีกำลังขึ้นมา นางจึงสะพายห่อผ้าทั้งหมดรวมถึงไข่นกกระทาซึ่งมีน้ำหนักรวมกันถึงเจ็ดแปดสิบจินไว้บนหลัง

"พวกเราออกเดินทางกันเถอะ รีบหาคนในหมู่บ้านให้เจอและรวมกลุ่มกันก่อนที่ฟ้าจะมืด"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์รู้ดีว่า บนเส้นทางอพยพไม่สามารถต่อสู้เพียงลำพังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเด็ก ๆ อยู่รอบกายมากมาย ยิ่งต้องหาคนที่รู้จักเพื่อร่วมเดินทางไปด้วยกัน

หลี่ต้าเป่ายังคงมีความหวาดระแวงต่อแม่เลี้ยงใจร้าย ไม่ได้ลดการระวังตัวลงเพียงเพราะได้กินของของนาง

"ท่านพูดถูก ข้าจะเชื่อท่าน"

หลี่หรงแบกน้องสาวแล้วรีบเดินตามหลิ่วพ่านเอ๋อร์ไปด้วยสีหน้ากังวล

นางจ้องมองหลิ่วพ่านเอ๋อร์แล้วถามว่า “ท่าน… ทำไมจู่ ๆ ท่านถึงดีกับพวกเราขนาดนี้ ? เมื่อก่อนท่านเกลียดพวกเราจะตายไป มองว่าเป็นภาระ แถมพวกเราไม่ใช่ลูกในไส้ของท่านเสียหน่อย แทบจะโยนพวกเราทิ้งอยู่รอมร่อแล้ว”

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกพูดไม่ออกกับการกระทำของเจ้าของร่างเดิม

ในฐานะแม่เลี้ยง เจ้าของร่างเดิมชั่วร้ายเกินไป เด็กทั้งสี่คนนี้ไม่ใช่ลูกที่นางให้กำเนิด แต่เป็นลูกที่สามีของนางพามาจากสนามรบ

นางไม่เคยสงสารเด็ก ๆ เลย ทั้งยังใช้งานเด็ก ๆ อย่างหนัก หากมีของดี นางจะกินก่อนเป็นคนแรก ส่วนเศษอาหารที่เหลือถึงจะเป็นส่วนของลูกเลี้ยงเหล่านี้

ยามที่สามีไม่อยู่บ้าน และได้แยกบ้านกับพ่อแม่สามีแล้ว จึงไม่มีใครควบคุมนางได้

หลิ่วพ่านเอ๋อร์ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะค่อย ๆ เอ่ยว่า "เมื่อครู่ตอนที่หวังต้าจู้กับหวังเอ้อร์จู้คิดจะพรากอาหนานกับเสี่ยวเป่าไป ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าปกป้องพวกเขาอย่างไร พวกเจ้าเป็นเด็กที่กตัญญูและรักพี่น้องยิ่งนัก เรื่องที่ผ่านมาเป็นข้าที่ผิดเอง ข้ายอมรับผิดต่อพวกเจ้า ครอบครัวเดียวกันอย่างไรเสียก็ตัดกันไม่ขาด ในเส้นทางลี้ภัยนี้หากพวกเราไม่สามัคคีกันไว้ คงไปไม่ถึงทางใต้และต้องตายอยู่กลางทางแน่"

หลี่หรงกึ่งเชื่อกึ่งสงสัยจึงถามกลับว่า "ท่านคิดเช่นนั้นจริง ๆ หรือ? ไม่ได้หลอกพวกข้าใช่หรือไม่?"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์รู้สึกลำบากใจ เพราะพูดความจริงก็ไม่มีคนเชื่อ นางจึงฉุกคิดขึ้นมาได้พลางถอนหายใจยาว

"ท่านพ่อของพวกเจ้ารักพวกเจ้ามากขนาดนั้น หากเขารู้ว่าข้าทิ้งขว้างพวกเจ้า พอเขากลับมามีหวังคงตีข้าตายแน่ ๆ พูดเช่นนี้ พวกเจ้าคงเชื่อข้าแล้วใช่หรือไม่?"

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงสบตากัน แล้วพลันเข้าใจแจ่มแจ้ง

ท่านพ่อรักพวกเขามากจริง ๆ ครั้งก่อนเพราะเห็นอาหนานผอมเกินไป ท่านพ่อยังเคยดุด่าแม่เลี้ยงเสียยกใหญ่

“ใช่ ท่านต้องจำไว้ให้ดีล่ะ ท่านพ่อของข้าทั้งสูงใหญ่และกำยำ แถมยังรักพวกเรามาก ถ้าเจ้าดูแลพวกเราไม่ดี พอเจอหน้าท่านพ่อเมื่อไหร่ ข้าจะฟ้องให้หมดเลย ให้ท่านพ่อสั่งสอนท่านให้เข็ด”

หลี่ต้าเป่าแสร้งทำหน้ายักษ์ตะโกนใส่ พร้อมกับวางมาดข่มขวัญแม่เลี้ยง

หลี่หรงเอื้อมมือไปตีหลังพี่ชายซื่อบื้อของนางเบา ๆ “เงียบปากหน่อยเถอะ ถึงจะฟ้องก็ต้องรอเจอท่านพ่อก่อนสิ มาพูดตอนนี้มันเป็นการเตือนนางชัด ๆ!”

ทางด้านหลี่เสี่ยวเป่าและหลี่หนานที่เป็นฝาแฝดนั้น หลังจากกินจนอิ่มหนำและอ่อนเพลียจากการเดินทาง ก็คอพับคออ่อนหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่รู้เห็นความขัดแย้งของพวกพี่ๆ เลยแม้แต่น้อย

หลิ่วพ่านเอ๋อร์พยักหน้าพลางเร่งฝีเท้า “ในเมื่อพูดคุยทำความเข้าใจกันแล้วก็รีบไปกันเถอะ อย่าเสียเวลาเลย”

หลิ่วพ่านเอ๋อร์เดินนำหน้าโดยไม่สนใจสีหน้าแววตาที่พวกหลี่ต้าเป่าจ้องเขม็งตามหลัง นางตั้งใจมั่นว่าก่อนค่ำจะต้องหาคนในหมู่บ้านให้พบให้ได้

เมื่อออกจากป่าทึบมาถึงถนนใหญ่

"หัวหน้าหมู่บ้าน!" หลี่ต้าเป่าตาไวรีบตะโกนเรียกด้วยความดีใจ

หากวันนั้นพวกเขาไม่พลัดหลงกับขบวนคนในหมู่บ้าน มีหรือที่เกวียนและเสบียงอาหารจะถูกชิงไปจนเกลี้ยงเช่นนี้

หัวหน้าหมู่บ้านหลี่อายุประมาณสี่สิบปี เมื่อเห็นหลิ่วพ่านเอ๋อร์และพวกเด็ก ๆ ก็แสดงอาการยินดีและโล่งอกไปตาม ๆ กัน

การพาชาวบ้านหลายร้อยคนออกมาลี้ภัย แล้วต้องเห็นคนค่อย ๆ พลัดหลงหายไปทีละคนสองคน ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะหลี่หยวนชิง หลานห่าง ๆ ที่ก่อนจะไปซีเป่ยได้ขอให้เขาช่วยดูแลเด็ก ๆ ในบ้าน

แต่เมื่อเกิดเหตุอพยพ หัวหน้าหมู่บ้านหลี่มีใจอยากช่วยแต่กำลังไม่เพียงพอ อีกทั้งหลี่หยวนชิงยังมีเมียที่คอยถ่วงแข้งถ่วงขาอย่างหลิ่วพ่านเอ๋อร์อีก

หลิ่วพ่านเอ๋อร์คนนี้อารมณ์ร้อนไม่ฟังคำเตือนของเขา นานวันเข้าเขาจึงเลิกสนใจ ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะพลัดหลงกัน

"ต้าเป่า เกวียนของบ้านเจ้าล่ะ?" หัวหน้าหมู่บ้านหลี่รีบถาม เมื่อเห็นพวกเขาแบกทั้งเด็กและสัมภาระพะรุงพะรัง แถมตามตัวยังมีร่องรอยบาดแผลก็อดเป็นห่วงไม่ได้

หลี่ต้าเป่าได้ยินคำถามก็ค้อนขวับไปทางแม่เลี้ยงด้วยความโกรธ

"ก็เพราะนางนั่นแหละ พอพลัดหลงแล้วยังจะดื้อรั้นแยกตัวไปเดินคนเดียว สุดท้ายเกวียนก็โดนปล้น เสบียงก็โดนชิงไปหมด!"

"เด็ก ๆ ยังเล็ก ต้าเป่า อาหรง พาน้อง ๆ ขึ้นเกวียนเถอะ พวกเรารีบเดินทางกัน"

หัวหน้าหมู่บ้านหลี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปวดใจ เสบียงเหลือน้อยลงทุกที การพาพวกเขาเดินทางด้วย ก็หมายความว่าต้องเจียดอาหารจากปากคนในครอบครัวตนเองให้เด็ก ๆ

ตอนนี้ในหมู่บ้านเหลือเกวียนเพียงห้าคัน สำหรับบรรทุกเสบียงและให้คนชรากับเด็กนั่ง ส่วนคนหนุ่มสาวต้องเดินเท้าทั้งหมด

โจวชุ่ยฮวา ภรรยาของหัวหน้าหมู่บ้านเริ่มไม่พอใจและบ่นพึมพำว่า

"หลิ่วพ่านเอ๋อร์เก่งนักนี่ เสบียงก็เยอะ เงินก็แยะ นางรังเกียจพวกเรา กลัวพวกเราจะไปเอาเปรียบ เลยแยกทางไปเอง พอถูกปล้นแล้วก็กลับมาเดินกับพวกเรา แล้วพวกเราจะเอาเสบียงที่ไหนมาให้ล่ะ?"

หลี่ต้าเป่าและหลี่หรงได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าลำบากใจ และเริ่มเกลียดชังแม่เลี้ยงใจร้ายอีกครั้ง แต่พวกเขาไม่มีเสบียง เด็กทั้งสี่คนยิ่งไม่กล้าเดินทางเพียงลำพัง

หัวหน้าหมู่บ้านหลี่ลำบากใจแต่ก็กัดฟันยืนยัน "ชุ่ยฮวา ข้าทิ้งลูก ๆ ของหยวนชิงไม่ได้หรอก ตอนที่ข้าตกหลุมกับดักในป่า หากไม่ใช่เพราะหยวนชิงมาพบและช่วยข้าขึ้นจากหลุม แบกข้าลงจากเขา ข้าคงหนาวตายไปนานแล้ว"

เมื่อได้ยินสามีพูดเช่นนี้โจวชุ่ยฮวาก็อ้าปากค้าง ดวงตาเริ่มแดงและสะอื้น

นางไม่ใช่คนใจดำโดยกำเนิด เพียงแต่โลกนี้มันโหดร้าย นางเองก็มีลูกชาย หลานชาย และหลานสาว นางย่อมอยากให้ลูกหลานของตนได้กินอิ่มขึ้นอีกสักคำ

แต่บุญคุณช่วยชีวิตนั้นยิ่งใหญ่กว่าฟ้า หากไม่ได้หลี่หยวนชิงช่วยสามีนาง ก็คงไม่มีครอบครัวของนางในวันนี้

หลิ่วพ่านเอ๋อร์รู้ว่าการติดตามคนในหมู่บ้าน อย่างน้อยที่สุดก็มีความปลอดภัยเป็นที่พึ่ง ยามที่นางออกไปหาอาหาร ก็จะมีคนช่วยดูแลเด็ก ๆ

เมื่อเห็นความลำบากของลูกเลี้ยง หลิ่วพ่านเอ๋อร์จึงตัดสินใจทันที โดยนำไข่นกกระทาที่ย่างเสร็จแล้วออกมา

"ลุงหัวหน้าหมู่บ้าน ป้าสะใภ้ เมื่อก่อนเป็นเพราะข้ามองการณ์สั้น มัวแต่หลงคิดว่าตนเองเก่งกาจ โดยไม่รู้เลยว่าวิชาป้องกันตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของข้านั้นไม่อาจคุ้มครองเด็ก ๆ จากคนโฉดจริง ๆ ได้ ข้าเพียงขอให้พวกท่านรับข้าและเด็กๆ ร่วมทางไปด้วยกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ส่วนเรื่องอาหารไม่ต้องลำบากพวกท่านหรอก ข้าพอจะล่าสัตว์หาเลี้ยงตัวเองและเด็ก ๆ ได้"

หลิ่วพ่านเอ๋อร์แบ่งไข่นกกระทาให้ทุกคนคนละสองฟอง โดยหวังว่าอาหารเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ความร้ายกาจและไร้เหตุผลที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ในหมู่บ้านตระกูลหลี่

เดิมทีคนเหล่านั้นที่แอบบ่นว่าหัวหน้าหมู่บ้านรับครอบครัวของหลิ่วพ่านเอ๋อร์ที่ไม่มีเสบียงมาด้วย จึงไม่พอใจอย่างมาก แต่เมื่อเห็นหลิ่วพ่านเอ๋อร์นำไข่นกกระทาย่างสุกออกมา ทุกคนก็เงียบกริบทันที

แม้จะมีเสบียงติดตัวกันมาบ้าง แต่พวกเขาก็ไม่กล้ากินมากนัก ส่วนใหญ่จะกินเพียงก้อนแป้งผักป่าผสมธัญพืชหยาบประทังชีวิตเท่านั้น รสชาติของเนื้อหรือของคาวไม่ได้สัมผัสมานานแสนนานแล้ว

หลี่หรงมองแม่เลี้ยงที่ทำตัวเป็นแม่พระใจกว้าง แจกไข่นกถุงใหญ่ไปเกือบครึ่งด้วยความเสียดาย พวกนางไม่มีเสบียงเหลือแล้ว ต่อไปจะทำอย่างไรดี?

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...