โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จรีพร ส่งสัญญาณรับมือสงครามยืดเยื้อ ชี้ต้นทุนพลังงานขาขึ้น คือความท้าทายระยะยาว “นี่คือโอกาสของไทย” หากเร่งปรับตัวรับโลกใหม่

The Momentum

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 10 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

The Momentum มีโอกาสพูดคุยกับ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ถึงเรื่องวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นจากกรณีความขัดแย้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ตลอดจนโอกาสของประเทศไทยท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว

ในฐานะผู้นำองค์กรในภาคอุตสาหกรรม จรีพรคาดการณ์ว่า สถานการณ์ความไม่สงบจะยังคงยืดเยื้อ เป็นปัจจัยให้ต้นทุนพลังงานฟอสซิลอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปอีกหลายปี ทั้งนี้จากการแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้เชี่ยวชาญพบว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 92% ซึ่งสัดส่วนการนำเข้ากว่า 50% มาจากตะวันออกกลาง ขณะที่ส่วนที่เหลือมาจากตะวันออกไกลและสหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงมีผลกระทบเกิดขึ้นกับประเทศไทยอย่างแน่นอน

โดย 2 ฉากทัศน์ที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ จรีพรประเมินไว้มีดังนี้

1. สงครามสามารถจบได้ภายใน 6 เดือน-1 ปี

2. สงครามยกระดับไปสู่สงครามระดับภูมิภาค (Regional War)

“หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 6 เดือน ทั่วโลกจะเดือดร้อน ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นจากความเสียหายของโรงกลั่นคลังน้ำมัน ทำให้ซัพพลายหายไปเยอะมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบไปอีกหลายปีหลังจากจบสงคราม”

ขณะที่ประเด็นก๊าซธรรมชาติประเมินว่า ประเทศไทยไม่น่าได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีสัดส่วนที่สามารถผลิตได้จากอ่าวไทยถึง 50% รวมถึงมีการนำเข้าจากประเทศเมียนมาที่ 20% และในส่วน 30% ที่ไทยพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศกาตาร์ ซึ่งจุดนี้ประเทศไทยสามารถเจรจากับประเทศมาเลเซียเพื่อชดเชยซัพพลายที่จะหายไปได้

ทั้งนี้ จากวิกฤตสงครามที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางนั้น ไม่ได้กระทบเพียงแค่ในส่วนน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติ แต่ยังส่งผลกระทบลุกลามไปถึงห่วงโซ่อุตสาหกรรมอื่นๆ โดยเฉพาะ ‘ปุ๋ย’ ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของภาคการเกษตรที่อาจส่งผลให้ผลิตภาพ (Productivity) และรายได้ของภาคเกษตรลดน้อยลง

ขณะเดียวกันยังส่งผลต่ออุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ (Packaging) จากภาวะขาดแคลนแนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติก

อย่างไรก็ตาม จรีพรเห็นว่า ในวิกฤตครั้งนี้ยังมองเห็นโอกาสที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยภายหลังสงครามจบลง เพราะประเทศไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางที่มีความน่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนจะมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนระยะยาว

โดย 4 อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยสามารถต่อยอดได้ ประกอบไปด้วย อุตสาหกรรมอาหาร ภาคการท่องเที่ยว ภาคอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมการแพทย์

ในส่วนของอุตสาหกรรมอาหาร จรีพรระบุว่า ประเทศไทยจะต้องมุ่งสู่การเป็น ‘Global Food Innovation Hub’ ที่ขายสินค้าพรีเมียมมากขึ้น แทนที่สินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม เช่น ข้าวหรือมันสำปะหลัง

ด้านภาคการท่องเที่ยว ประเทศไทยจะต้องต่อยอดให้กลายเป็น ‘High-Value Experience Hub’ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและประสบการณ์มากกว่าจำนวนนักท่องเที่ยวเหมือนในอดีต โดยเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพเพื่อสานต่อให้ประเทศไทยกลายเป็น Global Health and Longevity Hub ในอนาคต

ส่วนในภาคอุตสาหกรรมก็ควรมองและปรับธุรกิจให้พร้อมต่อยอดเป็น Smart Green Industrial Hub

นอกจากนั้นแล้วยังมีอีก 2 อุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดได้คือ การเป็นศูนย์กลางการเงินระดับโลก (Global Financial Hub) และศูนย์กลาง AI ของภูมิภาค

โดยในส่วนศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ถือเป็นโอกาสที่ดีของประเทศไทยที่จะดึงอุตสาหกรรมการเงินจากนครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้ามา ภายหลังความไม่สงบและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

และในส่วนของอุตสาหกรรม Data Center ที่จะเปลี่ยนประเทศไทยจาก AI User มาเป็น ‘AI Hub’ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมนี้ประเทศไทยต้องการพลังงานสะอาดที่มีความเสถียร ดังนั้นภาครัฐควรผลักดันให้มีการปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดให้มากขึ้น

“ประเทศไทยมีพื้นที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้มากมาย แต่ประเด็นสำคัญคือ กฎระเบียบที่ยังไม่เปิดเสรี เช่น Direct PPA หรือ Third-Party Access ซึ่งประเทศไทยจะต้องแก้กฎหมายตรงนี้ให้ได้

“อีกอันที่น่าสนใจคือ พลังงานไฮโดรเจนและเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) พวกนี้คือพลังงานสะอาดที่ประเทศไทยควรจะมีสัดส่วนการใช้งานมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อลดการใช้พลังงานจากฟอสซิลลง”

จรีพรทิ้งท้ายว่า โดยเฉพาะ SMR จะตอบโจทย์กับอุตสาหกรรม Data Center ที่กำลังเติบโตในประเทศไทยได้ดีกว่า เพราะมีความเสถียรมากกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ที่จำเป็นต้องมีแหล่งกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...