ว่าด้วยเด็กกับหนังสือ เมื่อโรงเรียนสอนให้อ่านหนังสือ แต่ไม่ได้ทำให้เด็กรักการอ่าน
โรงเรียนสอนให้อ่านหนังสือได้ แต่อาจทำลายความรักการอ่าน?
เปิดหัวข้อมา อาจจะฟังดูรุนแรงเล็กน้อย แต่เรื่องการอ่านและความรักในการอ่านเป็นอีกประเด็นที่เรากำลังถกเถียงกัน โดยเฉพาะในโลกที่ท่วมไปด้วยเอไอ การเสพสื่อและเนื้อหาสั้นๆ รวมไปถึงปัญหาที่เด็ก กระทั่งผู้ใหญ่แบบเราๆ เริ่มมีปัญหาทักษะการอ่านจับใจความ ซึ่งตามมาด้วยทักษะการเขียนที่ไม่มีประสิทธิภาพ
การอ่านและการเขียนมักไม่ใช่ทักษะ ‘แค่การอ่านหรือการเขียน’ แต่ทักษะการอ่านและเขียนมักเชื่อมโยงหรือเป็นการแสดงออกของทักษะสำคัญอื่นๆ เช่น การอ่านและเขียนที่ไม่ชัดเจนอาจเกี่ยวข้องกับศักยภาพในการคิดและการเรียบเรียงความคิดซึ่งสัมพันธ์กับทักษะของการใช้ภาษา ทักษะการอ่านสัมพันธ์กับความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล เกี่ยวโยงไปถึงรสนิยมและศักยภาพจากความรอบรู้ในด้านอื่นๆ
ประเด็นเรื่องการปลูกฝังให้เด็กๆ รักการอ่าน จึงเป็นเป้าหมายสำคัญหนึ่งของระบบการศึกษา และการที่คนคนหนึ่งจะรักการอ่าน ย่อมมีเงื่อนไขบางประการที่ทำให้เกิดนักอ่านขึ้น เมื่อความรักในการอ่านเป็นประตูสู่การเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ ไม่ว่าจะการเรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ และการมีแง่มุมในการใช้ชีวิตที่ไม่ขมขื่นหรือมีความสุขไปกับโลก ดังนั้นความรักในการอ่านจึงมักเริ่มต้นจากการอ่านเพื่อความสุข (Reading for pleasure)
การเกิดขึ้นของความรักการอ่าน มักมีจุดเริ่มต้นคล้ายๆ กัน คือการเติบโตมาในบริบทที่รายล้อมไปด้วยหนังสือ การมีคนที่นับถือเป็นนักอ่าน และที่สำคัญคือการได้พบกับหนังสือที่เปิดโอกาสให้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ของการอ่าน การได้เจอหนังสือเล่มโปรดเล่มแรกซึ่งนำไปสู่การเสาะแสวงหาหนังสือเล่มต่อๆ ไป
ทว่า จากแนวคิดเรื่องการอ่านเพื่อความสุข และการตกหลุมรักในการอ่าน ปัญหาหนึ่งที่มีการพูดถึงกันคือ ‘โรงเรียน’ หรือ ‘ระบบการศึกษา’ ซึ่งสอนให้เรา ‘อ่านออกเขียนได้’ ด้วยความเคร่งครัด และกลุ่มตัวบทหนังสือในตำราที่รัฐนำมาให้เด็กๆ ได้เรียนเพื่ออ่านได้ กลับทำให้เด็กๆ เบื่อการอ่าน กระทั่งบอกว่าอาจทำลายความรักในการอ่านไป ด้วยการเรียนในห้องเรียน ในปี 2009 มีนิยามและหนังสือที่ชื่อ Readicide การอ่านในห้องเรียนและวิชาการอ่าน อาจคร่าความรักในหนังสือของเราไป
ห้องเรียนทำให้เบื่อหนังสือ?
ประเด็นเรื่องห้องเรียน โรงเรียนและระบบการศึกษา ทำให้เด็กๆ เบื่อที่จะอ่านหนังสือและไม่ได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่าน มีหลักคิดมาจากวิธีคิดต่อการอ่านซึ่งมองว่าการอ่านเป็นสิ่งที่เรามักทำเพื่อความสุขและความรื่นรมย์ ดังนั้น การเรียนที่มักจะเป็นการกำหนดหนังสือที่นักเรียนต้องอ่าน มีการบังคับให้เด็กๆ อ่านทั้งในและนอกเวลา มีการประเมินผล ซึ่งโดยรวมคือการทำให้การอ่านกลายเป็นสิ่งพึงบังคับ
ข้อสังเกตว่าด้วยการสร้างความรักการอ่าน ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการที่เด็กๆ ไม่สามารถ ‘เลือก’ สิ่งที่ตัวเองอยากอ่านได้ เป็นสำคัญ รูปแบบการเรียนการอ่านรวมถึงประเทศไทยเองก็มีลักษณะในทำนองเดียวกัน คือมีกำหนดตัวบทมา กระทั่งกำหนดแนวทางในการตีความเนื้อหาหรือความเป็นไปในเรื่องราวที่อ่านนั้น มีการกำหนดคุณค่าที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้จากการอ่านวรรณกรรมต่างๆ
ถ้าเราดูรายชื่อวรรณกรรมและวรรณคดีในวิชาการอ่านหรือวิชาภาษาไทย ของประเทศไทยเอง กลุ่มตัวบทที่ได้รับการคัดเลือกให้เด็กๆ อ่าน มักเป็นกลุ่มตัวบทเก่าแก่ ผู้เขียนเองเรียนจบมาหลายสิบปี เมื่อเห็นรายชื่อหนังสืออ่านทั้งในนอกเวลา พบว่าเป็นชุดงานเขียนที่คล้ายคลึงกับกลุ่มตำราในหลายสิบปีก่อน มักเป็นวรรณคดี หรือถ้าเป็นงานอ่านนอกเวลาที่เป็นวรรณกรรมเยาวชน และอาจมีการอัปเดตวรรณกรรมซีไรต์เข้าไปบ้าง
ตรงนี้เองต้องบอกว่า กลุ่มงานเขียนที่อยู่ในหลักสูตรหรือที่รัฐเลือกไว้สำหรับโรงเรียนล้วนเป็นตัวบทที่มีคุณภาพ และจริงๆ ก็ทำให้เด็กๆ รักการอ่านได้ แต่ปัญหาสำคัญคือการที่ตัวบททางวรรณกรรมยังคงเป็นกลุ่มเดิม และไม่ค่อยมีความหลากหลาย ไม่มีการเพิ่มตัวบทใหม่ๆ ที่อาจสอดคล้องกับความสนใจที่หลากหลายของเด็กๆ ซึ่งจะพาให้เด็กๆ เข้าสู่โลกของการอ่านและนำมาซึ่งการรักการอ่านในเวลาต่อมา
นอกจากตัวบทแล้ว ความรักในการอ่านสัมพันธ์กับบริบทด้วย การอยู่ในพื้นที่การอ่าน เช่น ห้องสมุดที่ดี การมีหนังสืออัปเดตเรื่อยๆ และที่สำคัญคือการมีครูหรือผู้สอนที่ใจกว้าง รักการอ่านและพร้อมและแผ่ความรักการอ่านให้กับเด็กๆ ก็เป็นอีกเงื่อนไขสำคัญที่จะสร้างความรักหนังสือให้กับเด็กๆ ได้
วิธีการสอนเช่นการบังคับการอ่านที่ไม่ใช่แค่การบังคับให้เด็กๆ ต้องอ่านหนังสือตามกำหนด แต่การบังคับให้เด็กๆ ‘อ่านอย่างที่กำหนด’ เท่านั้น คือการมีเส้นทางกำกับในการตีความ การปิดอิสรภาพในการคิดต่อตัวบทหรือวรรณกรรมต่างๆ ย่อมเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ทำให้การอ่านกลายเป็นยาขมไปในที่สุด
พาเด็กๆ เข้าสู่โลกรื่นรมย์ของการอ่าน
ข้อดีของการรักการอ่านคือ เมื่อเราตกหลุมรักหนังสือ ตกหลุมรักการอ่านแล้ว เราก็จะรักการอ่านอยู่เรื่อยไป คำถามคือทำอย่างไรจึงจะสร้างความรักในการอ่าน หรือพาให้เด็กๆ และผู้ใหญ่ค้นพบความสุขจากการอ่านได้
เงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้เกิดการรักการอ่าน ค่อนข้างว่าด้วยบริบท แน่นอนการค้นพบหนังสือที่ชอบมักเกี่ยวข้องกับการได้รับการชี้นำหรืออยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความรักการอ่าน เงื่อนไขทั่วไปของคนที่รักการอ่านมักมาจากครอบครัวที่มีคนรักการอ่าน การเติบโตขึ้นในบ้านที่รักหนังสือ
ประเด็นซึ่งว่าด้วยอิสระในการได้อ่านหรือได้เจองานที่หลากหลายค่อนข้างเป็นเงื่อนไขสำคัญ เช่น ในช่วงทศวรรษ 2540 ประเทศไทยมีการพูดถึงแฮรี่ พอตเตอร์ ในระดับที่นายกรัฐมนตรีแนะนำให้อ่าน ผู้เขียนเองก่อนหน้าเล็กน้อยก็ได้พบกับหนังสือ ‘เมืองในตู้เสื้อผ้า’ ซึ่งภายหลังคือวรรณกรรมชุดนาร์เนีย ในโครงการรักการอ่านของโรงเรียน
ในยุคนั้น การที่รัฐแนะนำหนังสือแฟนตาซีให้เด็กๆ อ่าน ถือว่าค่อนข้างล้ำสมัยเนื่องจากยี่สิบปีก่อน ถือกันว่าเป็นงานเขียนที่ไม่ได้มีคุณค่าอะไรอย่างสำคัญ แต่ความสำคัญของการเข้าถึงงานแฟนตาซีในยุคนั้น เปิดประตูความรักการอ่านให้กับเด็กเจนวายจำนวนมหาศาล นำมาซึ่งคนที่ยังทำงานกับการอ่าน ทำงานสร้างสรรค์ และยังคงอ่านหนังสือมาจนทุกวันนี้
ทุกวันนี้ เรามีตัวบทหรือวรรณกรรมมากมาย ที่หลายครั้งเด็กๆ ก็เข้าถึงและเริ่มที่รักโลกของการอ่านได้ เรามีนิยายวาย มีเรื่องราวสยองขวัญ มีงานคอสมิกเฮอเร่อ มีงานแนวแฟนตาซี ต่างโลก ไลท์โนเวล
อีกจุดสำคัญที่พื้นที่การศึกษาหรือผู้ปกครองเองมีบทบาทให้เด็กๆ รักการอ่านและสนใจการอ่าน คือการฝึกฝนวิธีการอ่าน เบื้องต้นการเปิดโอกาสในการตีความ ชวนให้เด็กๆ ได้อ่านตัวบทต่างๆ แม้จะเป็นตัวบทที่ถูกกำหนดมา แน่นอนเด็กๆ อาจจะไม่รู้สึกสนุก แต่การเรียนอาจทำให้สนุกได้ เราอาจอ่านงานคลาสสิกในแง่มุมใหม่ๆ ตีความขึ้นใหม่ ขยายความรู้และความน่าสนใจของโลกใบนี้ผ่านวรรณกรรมต่างๆ ได้
ท้ายที่สุด การสร้างความรักการอ่านจึงว่าด้วยการให้อิสระ ทั้งอิสระที่เปิดกว้างต่อตัวบทใหม่ๆ และการให้อิสระในการตีความตัวบทสำคัญในมุมมองที่ต่างออกไป เงื่อนไขทั้งหมดนี้คือการทำให้การอ่านเป็นความรื่นรมย์ เป็นความสุขในการได้เรียนรู้ทั้งกับโลกใบนี้ในมุมมองใหม่ๆ จากสายตาของการตีความที่ไม่รู้จบ และการกลับมาเข้าใจบางอย่างในใจของตัวเอง
สำคัญคือการที่รัฐทั้งเปิดกว้างต่อตัวบททุกรูปแบบ เปิดโอกาสสำหรับผู้คนในทุกระดับชั้นทางเศรษฐกิจ ทำให้การอ่านเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ มีพื้นที่สาธารณะ มีห้องสมุดที่ดี มีกิจกรรมที่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมการอ่าน สร้างความเข้มแข็งให้กับทั้งนักอ่าน นักเขียน และกิจการที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Krittaporn Tochan (IG: krittochan)
Editorial Staff: Paranee Srikham