กมธ.ลงพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา รั้วคืบ 45% ยันโปร่งใสตามมาตรฐาน JBC
คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ ลงพื้นที่ติดตามการก่อสร้างรั้วถาวรชายแดนไทย-กัมพูชา ยืนยันทุกขั้นตอนโปร่งใสตามมาตรฐาน JBC พร้อมเตรียมติดตั้งแผงปิดหลักเขตแดนหลังก่อสร้างแล้วเสร็จ สยบดราม่าช่องว่างแนวกำแพง
เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2569 คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร นำโดย นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมคณะทำงาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความคืบหน้าโครงการก่อสร้างรั้วถาวรชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณหลักเขตแดนที่ 52 ชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี
นาวาเอก ปรัชญา หารเทียม ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินจันทบุรี รายงานสถานะโครงการว่า ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปแล้วร้อยละ 45 ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยการดำเนินการทุกขั้นตอนคำนึงถึงอธิปไตยของประเทศไทยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด สอดคล้องกับแนวทางของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ที่มีการสำรวจและปักหมุดหลักเขตไปแล้ว 166 จุด ครอบคลุมระยะทาง 8.3 กิโลเมตร (หลักเขตที่ 52-59) ทั้งนี้ยังได้ประสานแจ้งและเปิดโอกาสให้ฝ่ายกัมพูชาเข้าตรวจสอบพื้นที่ร่วมกัน เพื่อยืนยันความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจต่อประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับข้อสงสัยเกี่ยวกับ "ช่องว่าง" ของกำแพงบริเวณหลักเขตแดนที่ 52 นั้น นาวาเอก ปรัชญา ได้ชี้แจงสร้างความเข้าใจว่า หลักเขตดังกล่าวสร้างขึ้นตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นสมบัติร่วมกันของทั้งสองประเทศ สาเหตุที่ต้องเว้นช่องว่างชั่วคราวเนื่องจากกระบวนการทางเทคนิคของ JBC ยังดำเนินการไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ โดยในอนาคตจะมีการติดตั้ง "แผ่นบานพับเปิด-ปิดได้" ครอบบริเวณหลักเขต เพื่อให้คณะกรรมการ JBC สามารถร่วมกันตรวจสอบหลักเขตแดนได้โดยสะดวก ยืนยันว่าเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะไม่มีการเว้นช่องว่าง และหลักเขตแดนจะยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างครบถ้วน
ทั้งนี้ โครงการรั้วชายแดนดังกล่าวใช้รูปแบบกำแพงคอนกรีตทึบสูงรวม 4.3 เมตร (กำแพง 1.95 เมตร พร้อมติดตั้งรั้วลวดหนามด้านบน) แบ่งการก่อสร้างเป็น 2 ระยะ คือระยะที่ 1 (หลักเขต 52-54) ที่กำลังเร่งดำเนินการก่อสร้างรั้วและถนนเข้าถึงพื้นที่ และระยะที่ 2 (หลักเขต 54-59) ซึ่งมีความคืบหน้าการก่อสร้างถนนเข้าพื้นที่แล้วกว่า 600 เมตร การลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ ได้ชื่นชมการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานความมั่นคง จังหวัด อำเภอ และภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นต้นแบบในการสร้างความเข้าใจและลดผลกระทบในพื้นที่ เพื่อให้โครงการนี้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและความสัมพันธ์อันดีตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างยั่งยืนต่อไป