กลัวภาพในตอนจบ จนไม่ยอมมีความสุขในตอนนี้ รู้จักภาวะ ‘ซ้อมอกหักล่วงหน้า’ เมื่อความกังวลในอนาคต ขังเราไว้ไม่ให้กล้าเปิดใจในปัจจุบัน
เมื่อจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่บรรยากาศรอบตัวควรจะเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรู้สึกดีของการมีใครสักคนมาเคียงข้าง แต่แทนที่เราจะได้ครอบครองความรู้สึกนั้น กลับมีความรู้สึกหน่วงปนเศร้าแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ และจินตนาการถึงวันที่เราทั้งคู่ต้องแยกทางและเลิกรากันไป
สมองเต็มไปด้วยคำบอกลา และความรู้สึกโดดเดี่ยวเริ่มเข้ามาแทนที่ ราวกับว่าความรู้สึกนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาพและความรู้สึกนั้นเป็นเพียงจินตนาการที่เราคิดฝันและก่อกำเนิดไปเองก่อน ทั้งที่ในปัจจุบันเขาคนนั้นยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ และยังคงมีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขในทุกช่วงเวลา
อาการ ‘อกหักล่วงหน้า’ หรือความรู้สึก pre-grieving relationship ในทางจิตวิทยา ถูกเรียกว่า Anticipatory Grief หรือความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นล่วงหน้า Thairath Plus ชวนมาสำรวจความรู้สึกเบื้องลึกเบื้องหลังของอาการที่เราเริ่มเสียใจ เสียน้ำตา หรือทำใจล่วงหน้า ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์นั้นยังไม่ได้จบลงจริงหรือคนที่เรารักยังไม่ได้หายไปไหน
ภาวะอกหักล่วงหน้ามักพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่มีภาวะวิตกกังวลสูง หรือคนที่มีรูปแบบความผูกพันแบบกลัวการสูญเสีย แม้กลไกที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้เจ็บปวด แต่การกังวลไปก่อนล่วงหน้า กลับกลายเป็นความรู้สึกที่ฉุดรั้งและขังเราไว้ไม่ให้มีความสุขกับปัจจุบัน เพราะ ‘การตั้งใจรัก’ ยังคงเป็นความสวยงามในความสัมพันธ์เสมอ ไม่ว่าความรักครั้งนั้นจะงดงามหรือจะจบลงเช่นไรก็ตาม
ทำไมหลายคนถึงตกอยู่ในสภาวะ ‘pre-grieving relationship’ ?
อย่างที่เราเข้าใจกันว่าจิตใจคนเรามีกลไกการป้องกันความรู้สึกเจ็บปวด แม้บางครั้งอาจจะทำเกินหน้าที่ไปบ้าง นักจิตแพทย์ชาวเยอรมัน-อเมริกันอย่าง ดร. อีริช ลินเดมันน์ (Erich Lindemann) เคยอธิบายไว้ว่า ภาวะอกหักล่วงหน้าเป็นกลไกทางอารมณ์ที่เราพยายาม ‘ซ้อมเศร้า’ หรือเตรียมใจรับมือกับการสูญเสียที่คิดไว้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้มักจะทำงานร่วมกับความรู้สึก Self-Fulfilling Prophecy หรือ ความเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริง จนมันกลายเป็นความจริงตามสิ่งที่เราคิด โดยเริ่มจากการที่เรามีความเชื่อหรือคำทำนายบางอย่าง แม้ว่าตอนแรกมันอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่ความเชื่อนั้นจะผลักดันให้เราเผลอแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมา จนทำให้สิ่งที่เราคาดการณ์ไว้เกิดขึ้นจริงในที่สุด
ยกตัวอย่างเมื่อเราอยู่ในภาวะอกหักล่วงหน้า พฤติกรรมของเราจะเริ่มเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว อาจจะเริ่มเว้นระยะห่าง ประชดประชัน ซึมเศร้า หรือต้องการความสนใจมากเกินไปเพราะความกลัว จนสูญเสียตัวตน ซึ่งพฤติกรรมที่เกิดจากความกังวลไปก่อนนี้เองที่ผลักให้คนที่เรารักทนไม่ไหวและเลือกที่จะเดินจากไปจริงๆ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเราอาจเข้าใจว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามที่เราคาดไว้ แต่ในทางกลับกัน เป็นตัวเราเองต่างหากที่สร้างบทสรุปนั้นขึ้นมาจากความกลัวของตัวเอง
สอดคล้องกับแนวคิดของ โซเรน เคียร์เคอการ์ด (Søren Kierkegaard) บิดาแห่งปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) อธิบายว่า ‘เมื่อเรามีอิสระและกล้าที่จะรัก เราจะรับมือกับความกลัวที่จะสูญเสียได้เป็นอย่างดี’ เพราะเข้าใจว่าความกังวลและความคาดหวังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกความสัมพันธ์ และจะยิ่งช่วยให้เราพัฒนาตัวเองและกลายเป็นเราในเวอร์ชันที่ดีขึ้นเพื่อคนที่เรารัก
ในขณะเดียวกัน หากเราปล่อยให้ความกังวลมาทำลายความกล้าที่จะรัก จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงกว่าเดิม บั่นทอนจิตใจทั้งสองฝ่าย สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป และท้ายที่สุด ความสัมพันธ์นั้นอาจจบลงแบบไม่สวยงามโดยที่เรายังไม่กล้าและตั้งใจรักเลยสักครั้งเดียว
นอกจากนี้ ฌอง-พอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) ก็เคยอธิบายแนวคิดการหลอกตัวเองอย่าง ‘Bad Faith’ เอาไว้ว่า มันคือการที่เราเข้าใจว่าเราไม่มีสิทธิ์เลือกเส้นทางความรักเป็นของตัวเอง แต่ถูกกำหนดไว้แล้วด้วยโชคชะตา การที่เราบอกตัวเองย้ำๆ ว่า ไม่ว่ายังไงความรักครั้งนี้ก็ต้องจบลง เป็นการหลอกตัวเองของคนที่ไม่อยากทุ่มเทให้กับความรัก และไม่พยายามตั้งใจรักในความสัมพันธ์นั้น เพื่อที่ว่าเวลาที่ความสัมพันธ์นั้นจบลงจริงๆ จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดและไม่ต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกของตัวเอง เพราะถือว่าได้เตือนตัวเองเอาไว้ตั้งแต่เริ่มต้นความสัมพันธ์แล้ว
บทเรียนจาก ‘Eternal Sunshine of the Spotless Mind’ หนังสือเล่มเดิมอาจจบไม่เหมือนเดิม
หากจะพูดถึงภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพของภาวะ Pre-Grieving Relationship และอาจช่วยปลดล็อกความรู้สึกบางอย่างในใจได้ชัดเจน หนึ่งในนั้นคงเป็นฉากจบของภาพยนตร์ไซไฟ-โรแมนติกขึ้นหิ้งอย่าง Eternal Sunshine of the Spotless Mind (ลบเธอ…ไม่ให้ลืม)
แม้จะผ่านมานานกว่า 22 ปี นับตั้งแต่ปีที่หนังเรื่องนี้ฉายครั้งแรก เรื่องราวความรักความสัมพันธ์ยังคงเป็นบทเรียนให้เราได้ทบทวนในปัจจุบัน หากตีความในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยเฉพาะในตอนท้ายของเรื่อง หลังจากที่ โจแอล และ เคลเมนไทน์ ต่างฝ่ายต่างไปลบความทรงจำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พังพินาศของกันและกันออกไปจากสมอง ทว่าพวกเขาดันโคจรกลับมาเจอกันใหม่ และตกหลุมรักกันอีกรอบ แต่จู่ๆ พวกเขากลับไปพบกับเรื่องราวและเหตุผลที่ทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนั้นต้องพังทลายลง
วินาทีนั้นเองที่ทำให้เคลเมนไทน์ กังวลกับอนาคตไว้ล่วงหน้าว่าอาจจะจบเหมือนเดิม ‘เดี๋ยวเราก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม นายก็จะเริ่มมองเห็นข้อเสียของฉัน และฉันก็จะเบื่อหน่ายนาย…’ ความกังวลได้ฉายภาพความทรงจำในอดีตทับซ้อนกับภาพอนาคตว่าต้องเลิกรากันแน่นอน แม้จะยังไม่ทันได้เริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ
เธอปฏิเสธที่จะเริ่มใหม่เพราะกลัวภาพตอนจบที่ต้องเจ็บปวดซ้ำรอยเดิม ทว่าหนังกลับปลดล็อกเราด้วยคำว่า 'Okay' ของโจแอล ที่กำลังสื่อสารว่าต่อให้อนาคตจะเป็นเช่นไร ต้องทะเลาะกัน หรือต้องเลิกกันอีกรอบ มันก็ไม่เป็นอะไร เพียงแค่เรายอมรับข้อเสียของกันและกัน แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด อย่างน้อยเราก็คงปลอบใจตัวเองได้ว่าเราเต็มที่และดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว เพราะช่วงเวลาดีๆ ระหว่างทางที่เราจะได้รับร่วมกันหลังจากนี้ มันคงคุ้มค่าพอที่จะให้เราโฟกัสกับความสุขในปัจจุบัน
5 วิธีทลายกำแพงความกลัว เพื่อกลับมา ‘รัก’ ในปัจจุบันขณะ
หากเรากำลังติดอยู่ในความกังวลล่วงหน้าถึงตอนจบของความสัมพันธ์ จนไม่กล้าเปิดใจให้ใครเต็มร้อย นี่คือ 5 วิธีที่จะช่วยให้เราปลดล็อกความรู้สึก วางความกังวลลง และอนุญาตให้ตัวเองได้มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน
1. แยก ‘จินตนาการ’ ออกจาก ‘ความเป็นจริง’
ทุกครั้งที่จินตนาการเราเริ่มคิดไปไกล ให้ลองตั้งคำถามกับตัวเองตรงๆ ว่า ความรักในตอนนี้มันดีหรือไม่? ระหว่างทางนี้เรามีความสุขอยู่หรือเปล่า? เขายังใส่ใจเราเหมือนเดิมไหม? การดึงตัวเองกลับมาอยู่กับความจริงในปัจจุบัน จะช่วยยืนยันว่าระหว่างทางที่เดินมานี้มันดีมากแล้ว และช่วยคลายความกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงได้
2. เลิกคาดหวัง ‘ความสมบูรณ์แบบ’
เพราะลึกๆ แล้วความกังวลมักมาพร้อมกับภาพฝันของความรักที่สมบูรณ์แบบ ต้องราบรื่น และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ดร. จอห์น กอตต์แมน (John Gottman) นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์เคยอธิบายไว้ว่า ทุกความสัมพันธ์ล้วนมีปัญหาและความขัดแย้งที่แตกต่างกัน สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้ไม่ใช่การไม่ทะเลาะกันหรือต้องไม่มีปัญหากัน แต่คือการยอมรับข้อเสียของกันและกัน และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบนั้นให้ได้ การยอมรับว่าความรักมีทั้งวันที่น่าเบื่อ วันที่ยิ้มได้ หรือวันที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันสลับกันไป จะช่วยลดความกดดันในใจ เพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความรักอย่างคนธรรมดา ได้เป็นตัวของตัวเอง และสบายใจที่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบของกันและกัน
3. โอบรับความเปราะบางตามสไตล์สโตอิก (Stoicism)
เซเนกา (Seneca) นักปรัชญาชาวโรมัน เคยบอกไว้ว่า ‘คนเรามักจะทุกข์ทรมานในจินตนาการ มากกว่าในความเป็นจริง’ การพยายามควบคุมในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องราวความรักในอนาคตก็เช่นกัน สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การปิดกั้นตัวเอง แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองว่า ‘ต่อให้วันข้างหน้าสิ่งนี้จะต้องจบลงจริงๆ เราก็จะสามารถรับมือและเข้มแข็งมากพอที่จะเยียวยาและพยุงตัวเองให้กลับมายืนได้อีกครั้ง’ เมื่อเราไม่กังวลกับอนาคต จะยิ่งทำให้เรากลับมามีความสุขที่อยู่ตรงหน้า
4. ไม่เอาความสัมพันธ์ครั้งก่อนมาตัดสิน
หลายครั้งที่เรามักเอาความรักครั้งเก่าที่เคยสร้างบาดแผล มาเป็นตัวตัดสินความสัมพันธ์ในปัจจุบัน ด้วยการเหมารวมว่า ครั้งก่อนก็จบแบบนี้ ครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน ทั้งที่คนในปัจจุบันมีทั้งนิสัย ทัศนคติ และเรื่องราวที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราควรเลิกยึดติดและไม่เอาบาดแผลครั้งเก่ามาตัดสินกับรักครั้งใหม่ แต่เปลี่ยนมาเรียนรู้จากความผิดพลาดในวันนั้นและแก้ไข เพื่อให้เราจับมือเดินหน้าต่อไปกับคนในปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีความสุขอีกครั้ง
5. ฝึกอยู่กับปัจจุบัน
แทนที่เราจะปล่อยความคิดให้กังวลแต่เรื่องในอนาคต ให้ลองฝึกโฟกัสที่ ‘ปัจจุบันขณะ’ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ว่าอาหารที่กินด้วยกันในตอนนี้คือเมนูอะไร ฟังเสียงหัวเราะของคนข้างๆ สบตาและเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ ในวันนี้ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครการันตีได้ว่าความสัมพันธ์นี้จะมั่นคงหรือยาวนานแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าความรักครั้งนี้เคยเกิดขึ้นจริง คือการที่เราและเขายังเลือกที่จะอยู่ข้างกัน ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะเรียบง่ายหรือมีอุปสรรคใดๆ ก็ตาม
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของความรักอาจไม่ได้มีตอนจบว่าต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป หรือต้องรักกันจนแก่เฒ่า แต่คือการเก็บเกี่ยวความรู้สึกระหว่างทางและเปิดใจให้กับทุกความงดงามที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความกล้าที่จะรัก กล้าที่จะรู้สึก กล้าที่จะมีความสุข และกล้าที่จะเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นบททดสอบที่ทำให้เราเติบโตขึ้นจนเข้มแข็งมากพอ
การซ้อมอกหักล่วงหน้าอาจช่วยให้เรารับมือกับความผิดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งนี้กลับเป็นตัวบ่อนทำลายความรู้สึกและความสัมพันธ์ของเราลง อีกทั้ง ยังทำให้เราเสียดายช่วงเวลาดีๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น เราลองค่อยๆ ปล่อยมือจากภาพอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้ตั้งใจรักและถูกรักในวันนี้ดูสักครั้ง
อ้างอิง
Anticipatory Grief (Pre-Grief)
บทความต้นฉบับได้ที่ : กลัวภาพในตอนจบ จนไม่ยอมมีความสุขในตอนนี้ รู้จักภาวะ ‘ซ้อมอกหักล่วงหน้า’ เมื่อความกังวลในอนาคต ขังเราไว้ไม่ให้กล้าเปิดใจในปัจจุบัน
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath