โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กลัวภาพในตอนจบ จนไม่ยอมมีความสุขในตอนนี้ รู้จักภาวะ ‘ซ้อมอกหักล่วงหน้า’ เมื่อความกังวลในอนาคต ขังเราไว้ไม่ให้กล้าเปิดใจในปัจจุบัน

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

เมื่อจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่บรรยากาศรอบตัวควรจะเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความรู้สึกดีของการมีใครสักคนมาเคียงข้าง แต่แทนที่เราจะได้ครอบครองความรู้สึกนั้น กลับมีความรู้สึกหน่วงปนเศร้าแทรกซึมเข้ามาในหัวใจ และจินตนาการถึงวันที่เราทั้งคู่ต้องแยกทางและเลิกรากันไป

สมองเต็มไปด้วยคำบอกลา และความรู้สึกโดดเดี่ยวเริ่มเข้ามาแทนที่ ราวกับว่าความรู้สึกนั้นกำลังเกิดขึ้นจริง ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาพและความรู้สึกนั้นเป็นเพียงจินตนาการที่เราคิดฝันและก่อกำเนิดไปเองก่อน ทั้งที่ในปัจจุบันเขาคนนั้นยังคงนั่งอยู่ตรงนี้ และยังคงมีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขในทุกช่วงเวลา

อาการ ‘อกหักล่วงหน้า’ หรือความรู้สึก pre-grieving relationship ในทางจิตวิทยา ถูกเรียกว่า Anticipatory Grief หรือความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นล่วงหน้า Thairath Plus ชวนมาสำรวจความรู้สึกเบื้องลึกเบื้องหลังของอาการที่เราเริ่มเสียใจ เสียน้ำตา หรือทำใจล่วงหน้า ทั้งๆ ที่ความสัมพันธ์นั้นยังไม่ได้จบลงจริงหรือคนที่เรารักยังไม่ได้หายไปไหน

ภาวะอกหักล่วงหน้ามักพบได้บ่อยในกลุ่มคนที่มีภาวะวิตกกังวลสูง หรือคนที่มีรูปแบบความผูกพันแบบกลัวการสูญเสีย แม้กลไกที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นการป้องกันตัวเองไม่ให้เจ็บปวด แต่การกังวลไปก่อนล่วงหน้า กลับกลายเป็นความรู้สึกที่ฉุดรั้งและขังเราไว้ไม่ให้มีความสุขกับปัจจุบัน เพราะ ‘การตั้งใจรัก’ ยังคงเป็นความสวยงามในความสัมพันธ์เสมอ ไม่ว่าความรักครั้งนั้นจะงดงามหรือจะจบลงเช่นไรก็ตาม

ทำไมหลายคนถึงตกอยู่ในสภาวะ ‘pre-grieving relationship’ ?

อย่างที่เราเข้าใจกันว่าจิตใจคนเรามีกลไกการป้องกันความรู้สึกเจ็บปวด แม้บางครั้งอาจจะทำเกินหน้าที่ไปบ้าง นักจิตแพทย์ชาวเยอรมัน-อเมริกันอย่าง ดร. อีริช ลินเดมันน์ (Erich Lindemann) เคยอธิบายไว้ว่า ภาวะอกหักล่วงหน้าเป็นกลไกทางอารมณ์ที่เราพยายาม ‘ซ้อมเศร้า’ หรือเตรียมใจรับมือกับการสูญเสียที่คิดไว้ว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้มักจะทำงานร่วมกับความรู้สึก Self-Fulfilling Prophecy หรือ ความเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริง จนมันกลายเป็นความจริงตามสิ่งที่เราคิด โดยเริ่มจากการที่เรามีความเชื่อหรือคำทำนายบางอย่าง แม้ว่าตอนแรกมันอาจจะไม่ใช่ความจริง แต่ความเชื่อนั้นจะผลักดันให้เราเผลอแสดงพฤติกรรมบางอย่างออกมา จนทำให้สิ่งที่เราคาดการณ์ไว้เกิดขึ้นจริงในที่สุด

ยกตัวอย่างเมื่อเราอยู่ในภาวะอกหักล่วงหน้า พฤติกรรมของเราจะเริ่มเปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว อาจจะเริ่มเว้นระยะห่าง ประชดประชัน ซึมเศร้า หรือต้องการความสนใจมากเกินไปเพราะความกลัว จนสูญเสียตัวตน ซึ่งพฤติกรรมที่เกิดจากความกังวลไปก่อนนี้เองที่ผลักให้คนที่เรารักทนไม่ไหวและเลือกที่จะเดินจากไปจริงๆ ความรู้สึกแรกที่เกิดขึ้นเราอาจเข้าใจว่ามันคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามที่เราคาดไว้ แต่ในทางกลับกัน เป็นตัวเราเองต่างหากที่สร้างบทสรุปนั้นขึ้นมาจากความกลัวของตัวเอง

สอดคล้องกับแนวคิดของ โซเรน เคียร์เคอการ์ด (Søren Kierkegaard) บิดาแห่งปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) อธิบายว่า ‘เมื่อเรามีอิสระและกล้าที่จะรัก เราจะรับมือกับความกลัวที่จะสูญเสียได้เป็นอย่างดี’ เพราะเข้าใจว่าความกังวลและความคาดหวังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในทุกความสัมพันธ์ และจะยิ่งช่วยให้เราพัฒนาตัวเองและกลายเป็นเราในเวอร์ชันที่ดีขึ้นเพื่อคนที่เรารัก

ในขณะเดียวกัน หากเราปล่อยให้ความกังวลมาทำลายความกล้าที่จะรัก จะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงกว่าเดิม บั่นทอนจิตใจทั้งสองฝ่าย สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป และท้ายที่สุด ความสัมพันธ์นั้นอาจจบลงแบบไม่สวยงามโดยที่เรายังไม่กล้าและตั้งใจรักเลยสักครั้งเดียว

นอกจากนี้ ฌอง-พอล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) ก็เคยอธิบายแนวคิดการหลอกตัวเองอย่าง ‘Bad Faith’ เอาไว้ว่า มันคือการที่เราเข้าใจว่าเราไม่มีสิทธิ์เลือกเส้นทางความรักเป็นของตัวเอง แต่ถูกกำหนดไว้แล้วด้วยโชคชะตา การที่เราบอกตัวเองย้ำๆ ว่า ไม่ว่ายังไงความรักครั้งนี้ก็ต้องจบลง เป็นการหลอกตัวเองของคนที่ไม่อยากทุ่มเทให้กับความรัก และไม่พยายามตั้งใจรักในความสัมพันธ์นั้น เพื่อที่ว่าเวลาที่ความสัมพันธ์นั้นจบลงจริงๆ จะได้ไม่ต้องรู้สึกผิดและไม่ต้องรับผิดชอบต่อความรู้สึกของตัวเอง เพราะถือว่าได้เตือนตัวเองเอาไว้ตั้งแต่เริ่มต้นความสัมพันธ์แล้ว

บทเรียนจาก ‘Eternal Sunshine of the Spotless Mind’ หนังสือเล่มเดิมอาจจบไม่เหมือนเดิม

หากจะพูดถึงภาพยนตร์ที่สะท้อนภาพของภาวะ Pre-Grieving Relationship และอาจช่วยปลดล็อกความรู้สึกบางอย่างในใจได้ชัดเจน หนึ่งในนั้นคงเป็นฉากจบของภาพยนตร์ไซไฟ-โรแมนติกขึ้นหิ้งอย่าง Eternal Sunshine of the Spotless Mind (ลบเธอ…ไม่ให้ลืม)

แม้จะผ่านมานานกว่า 22 ปี นับตั้งแต่ปีที่หนังเรื่องนี้ฉายครั้งแรก เรื่องราวความรักความสัมพันธ์ยังคงเป็นบทเรียนให้เราได้ทบทวนในปัจจุบัน หากตีความในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยเฉพาะในตอนท้ายของเรื่อง หลังจากที่ โจแอล และ เคลเมนไทน์ ต่างฝ่ายต่างไปลบความทรงจำเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่พังพินาศของกันและกันออกไปจากสมอง ทว่าพวกเขาดันโคจรกลับมาเจอกันใหม่ และตกหลุมรักกันอีกรอบ แต่จู่ๆ พวกเขากลับไปพบกับเรื่องราวและเหตุผลที่ทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนั้นต้องพังทลายลง

วินาทีนั้นเองที่ทำให้เคลเมนไทน์ กังวลกับอนาคตไว้ล่วงหน้าว่าอาจจะจบเหมือนเดิม ‘เดี๋ยวเราก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม นายก็จะเริ่มมองเห็นข้อเสียของฉัน และฉันก็จะเบื่อหน่ายนาย…’ ความกังวลได้ฉายภาพความทรงจำในอดีตทับซ้อนกับภาพอนาคตว่าต้องเลิกรากันแน่นอน แม้จะยังไม่ทันได้เริ่มต้นใหม่ด้วยซ้ำ

เธอปฏิเสธที่จะเริ่มใหม่เพราะกลัวภาพตอนจบที่ต้องเจ็บปวดซ้ำรอยเดิม ทว่าหนังกลับปลดล็อกเราด้วยคำว่า 'Okay' ของโจแอล ที่กำลังสื่อสารว่าต่อให้อนาคตจะเป็นเช่นไร ต้องทะเลาะกัน หรือต้องเลิกกันอีกรอบ มันก็ไม่เป็นอะไร เพียงแค่เรายอมรับข้อเสียของกันและกัน แก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาด อย่างน้อยเราก็คงปลอบใจตัวเองได้ว่าเราเต็มที่และดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว เพราะช่วงเวลาดีๆ ระหว่างทางที่เราจะได้รับร่วมกันหลังจากนี้ มันคงคุ้มค่าพอที่จะให้เราโฟกัสกับความสุขในปัจจุบัน

5 วิธีทลายกำแพงความกลัว เพื่อกลับมา ‘รัก’ ในปัจจุบันขณะ

หากเรากำลังติดอยู่ในความกังวลล่วงหน้าถึงตอนจบของความสัมพันธ์ จนไม่กล้าเปิดใจให้ใครเต็มร้อย นี่คือ 5 วิธีที่จะช่วยให้เราปลดล็อกความรู้สึก วางความกังวลลง และอนุญาตให้ตัวเองได้มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน

1. แยก ‘จินตนาการ’ ออกจาก ‘ความเป็นจริง’

ทุกครั้งที่จินตนาการเราเริ่มคิดไปไกล ให้ลองตั้งคำถามกับตัวเองตรงๆ ว่า ความรักในตอนนี้มันดีหรือไม่? ระหว่างทางนี้เรามีความสุขอยู่หรือเปล่า? เขายังใส่ใจเราเหมือนเดิมไหม? การดึงตัวเองกลับมาอยู่กับความจริงในปัจจุบัน จะช่วยยืนยันว่าระหว่างทางที่เดินมานี้มันดีมากแล้ว และช่วยคลายความกังวลกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึงได้

2. เลิกคาดหวัง ‘ความสมบูรณ์แบบ’

เพราะลึกๆ แล้วความกังวลมักมาพร้อมกับภาพฝันของความรักที่สมบูรณ์แบบ ต้องราบรื่น และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ดร. จอห์น กอตต์แมน (John Gottman) นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์เคยอธิบายไว้ว่า ทุกความสัมพันธ์ล้วนมีปัญหาและความขัดแย้งที่แตกต่างกัน สิ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ไปต่อได้ไม่ใช่การไม่ทะเลาะกันหรือต้องไม่มีปัญหากัน แต่คือการยอมรับข้อเสียของกันและกัน และเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบนั้นให้ได้ การยอมรับว่าความรักมีทั้งวันที่น่าเบื่อ วันที่ยิ้มได้ หรือวันที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันสลับกันไป จะช่วยลดความกดดันในใจ เพราะเราต่างก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ต้องการความรักอย่างคนธรรมดา ได้เป็นตัวของตัวเอง และสบายใจที่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์แบบของกันและกัน

3. โอบรับความเปราะบางตามสไตล์สโตอิก (Stoicism)

เซเนกา (Seneca) นักปรัชญาชาวโรมัน เคยบอกไว้ว่า ‘คนเรามักจะทุกข์ทรมานในจินตนาการ มากกว่าในความเป็นจริง’ การพยายามควบคุมในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ โดยเฉพาะอนาคตที่ยังมาไม่ถึงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เรื่องราวความรักในอนาคตก็เช่นกัน สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การปิดกั้นตัวเอง แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองว่า ‘ต่อให้วันข้างหน้าสิ่งนี้จะต้องจบลงจริงๆ เราก็จะสามารถรับมือและเข้มแข็งมากพอที่จะเยียวยาและพยุงตัวเองให้กลับมายืนได้อีกครั้ง’ เมื่อเราไม่กังวลกับอนาคต จะยิ่งทำให้เรากลับมามีความสุขที่อยู่ตรงหน้า

4. ไม่เอาความสัมพันธ์ครั้งก่อนมาตัดสิน

หลายครั้งที่เรามักเอาความรักครั้งเก่าที่เคยสร้างบาดแผล มาเป็นตัวตัดสินความสัมพันธ์ในปัจจุบัน ด้วยการเหมารวมว่า ครั้งก่อนก็จบแบบนี้ ครั้งนี้ก็คงไม่ต่างกัน ทั้งที่คนในปัจจุบันมีทั้งนิสัย ทัศนคติ และเรื่องราวที่แตกต่างกัน ดังนั้น เราควรเลิกยึดติดและไม่เอาบาดแผลครั้งเก่ามาตัดสินกับรักครั้งใหม่ แต่เปลี่ยนมาเรียนรู้จากความผิดพลาดในวันนั้นและแก้ไข เพื่อให้เราจับมือเดินหน้าต่อไปกับคนในปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มีความสุขอีกครั้ง

5. ฝึกอยู่กับปัจจุบัน

แทนที่เราจะปล่อยความคิดให้กังวลแต่เรื่องในอนาคต ให้ลองฝึกโฟกัสที่ ‘ปัจจุบันขณะ’ ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ว่าอาหารที่กินด้วยกันในตอนนี้คือเมนูอะไร ฟังเสียงหัวเราะของคนข้างๆ สบตาและเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ ในวันนี้ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครการันตีได้ว่าความสัมพันธ์นี้จะมั่นคงหรือยาวนานแค่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่าความรักครั้งนี้เคยเกิดขึ้นจริง คือการที่เราและเขายังเลือกที่จะอยู่ข้างกัน ไม่ว่าเส้นทางนั้นจะเรียบง่ายหรือมีอุปสรรคใดๆ ก็ตาม

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของความรักอาจไม่ได้มีตอนจบว่าต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป หรือต้องรักกันจนแก่เฒ่า แต่คือการเก็บเกี่ยวความรู้สึกระหว่างทางและเปิดใจให้กับทุกความงดงามที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความกล้าที่จะรัก กล้าที่จะรู้สึก กล้าที่จะมีความสุข และกล้าที่จะเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ประสบการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นบททดสอบที่ทำให้เราเติบโตขึ้นจนเข้มแข็งมากพอ

การซ้อมอกหักล่วงหน้าอาจช่วยให้เรารับมือกับความผิดหวังที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งนี้กลับเป็นตัวบ่อนทำลายความรู้สึกและความสัมพันธ์ของเราลง อีกทั้ง ยังทำให้เราเสียดายช่วงเวลาดีๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้น เราลองค่อยๆ ปล่อยมือจากภาพอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แล้วอนุญาตให้ตัวเองได้ตั้งใจรักและถูกรักในวันนี้ดูสักครั้ง

อ้างอิง

Anticipatory Grief (Pre-Grief)

happymeclinic

thezepiaworld

บทความต้นฉบับได้ที่ : กลัวภาพในตอนจบ จนไม่ยอมมีความสุขในตอนนี้ รู้จักภาวะ ‘ซ้อมอกหักล่วงหน้า’ เมื่อความกังวลในอนาคต ขังเราไว้ไม่ให้กล้าเปิดใจในปัจจุบัน

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...