โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Bluey’ การ์ตูนเด็กที่ทำคนเป็นพ่อเป็นแม่น้ำตาซึม

The MATTER

อัพเดต 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Animation

แทบทุกครั้งที่เปิดดู Bluey เราจะได้ยินเสียงเพลงประกอบติดหูที่นำด้วยเครื่องเป่าเมโลดิกา พร้อมตัวละครครอบครัวฮีลเลอร์ที่กำลังเต้นตามจังหวะเพลง ก่อนจะไล่แนะนำตัวสมาชิกครอบครัวทั้งสี่ ตั้งแต่แม่ พ่อ บิงโก และบลูอีย์!

นี่เป็นฉากเปิดที่ไม่ใช่แค่ทำให้แฟนคลับการ์ตูนอย่างเด็กๆ ลิงโลด แต่ผู้ใหญ่ที่รู้จักการ์ตูนเรื่องนี้ ยิ่งกับพ่อแม่ที่เปิดให้ลูกๆ ดูเป็นประจำ ก็อาจจะตื่นเต้นไปตามๆ กัน และรอดูว่าวันนี้ครอบครัวฮีลเลอร์จะพาไปพบกับเรื่องราวน่าประทับใจหรือกระทบใจในรูปแบบไหนบ้าง

คงไม่ผิดถ้าจะยกให้ Bluey เป็นการ์ตูนสามัญประจำบ้านสำหรับเด็กๆ ในออสเตรเลีย ประเทศบ้านเกิดของการ์ตูนเรื่องนี้ และอาจจะกลายเป็นการ์ตูนสำหรับเด็กทั้งโลกไปแล้วเมื่อดูจากสถิติยอดการรับชม โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ที่ Bluey เป็นรายการสตรีมมิงที่มียอดรับชมสูงที่สุดสองปีซ้อน ด้วยเวลารับชมรวมถึง 55.6 พันล้านนาที ในปี 2024 และ 45.2 พันล้านนาที ในปี 2025 แซงหน้าซีรีส์ดังหลายเรื่อง เช่น Grey’s Anatomy และ Family Guy ทั้งที่แต่ละตอนนั้นสั้นแค่ประมาณเจ็ดนาที และการ์ตูนไม่ได้มีซีซั่นใหม่มาตั้งแต่ปี 2021 เป็นไปได้ว่าเด็กๆ รวมถึงพ่อแม่น่าจะชอบการ์ตูนเรื่องนี้มากจนต้องดูซ้ำๆ

แน่ละว่าคงไม่ใช่แค่ความสนุกและภาพการ์ตูนน่ารักๆ ที่ทำให้ Bluey ได้รับความนิยมถึงขนาดนี้ สาเหตุหนึ่งคือ การ์ตูนเรื่องนี้ได้รับการยอมรับจากกุมารแพทย์และนักจิตวิทยาเด็กให้เป็นการ์ตูนที่เหมาะสำหรับเด็กๆ เพราะช่วยพัฒนาการบริหารจัดการสมองและทักษะทางสังคม สอนเด็กๆ ตั้งแต่การควบคุมอารมณ์ไปจนถึงความล้มเหลว

แต่สิ่งที่วิเศษกว่านั้นอยู่ตรงที่ Bluey เป็นการ์ตูนที่แม่และพ่อนั่งดูพร้อมลูกๆ ได้ หลายครั้งการ์ตูนพาคนดูไปสำรวจประเด็นที่ค่อนข้างหนักและมีความเป็นผู้ใหญ่ เช่น การเติบโต บทบาทของพ่อแม่ และความสูญเสีย การ์ตูนมักจะพูดแทนใจเหล่าพ่อแม่ ที่กำลังทุ่มทั้งแรงกายแรงใจดูแลลูกให้เติบโตได้อย่างดีที่สุด เนื้อหาในบางตอนเลยทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่เสียน้ำตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ

การ์ตูนเด็ก ที่เป็นมากกว่าเรื่องของเด็ก

ใน Bluey ตัวละครทุกตัวถูกแทนภาพด้วยสุนัข นำโดยครอบครัวฮีลเลอร์ที่ประกอบด้วย ‘ชิลลิ‘ แม่หมาขนสีน้ำตาล ‘แบนดิต’ พ่อหมาขนสีฟ้า ‘บลูอีย์’ ลูกสาวคนโตที่มีขนสีฟ้าเหมือนพ่อ และ ‘บิงโก’ น้องสาวบลูอีย์ที่ได้สีขนจากแม่ แต่ละตอนของ Bluey ไม่ได้นำเสนอเรื่องไซไฟล้ำยุคหรือโลกแฟนตาซีหวือหวา แต่เป็นเรื่องราวชีวิตในชีวิตประจำวันของครอบครัวฮีลเลอร์ ที่หลายครอบครัวในโลกความเป็นจริงสามารถเชื่อมโยงได้

แม้ทุกตัวละครจะเป็นหมาและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเนื้อหาบนหน้าจอ คนดูต่างก็รับรู้ดีว่าสิ่งที่เรื่องกำลังพูดถึงนั้นสะท้อนเรื่องราวในความเป็นจริง หนึ่งในหัวใจหลักของการ์ตูนคือการพูดถึงประเด็นด้านการเติบโตที่ทั้งลูกๆ และพ่อแม่ที่นั่งดูพร้อมกันสามารถเชื่อมโยงร่วมกันได้

เช่นตอน ‘Pass the Parcel’ ที่บิงโกเล่นเก้าอี้ดนตรีแลกของขวัญกับเพื่อนๆ แต่เธอกลับผิดหวังเพราะไม่ได้ของขวัญที่อยากได้ เราจะพบว่า ฝั่งหนึ่งการ์ตูนกำลังสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ ส่วนฝั่งพ่อแม่เองก็เข้าใจสถานการณ์ดี ผ่านสายตาชิลลิและแบนดิตที่ต้องปล่อยให้บิงโกได้รู้จักกับความผิดหวังนี้ในฐานะส่วนหนึ่งของการเติบโต

บางตอนว่าด้วยการจากลา เช่นในตอน ‘Camping’ บลูอีย์ได้พบเพื่อนใหม่ระหว่างไปตั้งแคมป์กับครอบครัว แต่แล้วเพื่อนคนนั้นก็จากไปพร้อมกับครอบครัวในวันรุ่งขึ้นโดยไม่ทันบอกลา บลูอีย์เสียใจกับเหตุการณ์นี้และบอกกับชิลลิว่าเธอยังอยากเล่นกับเพื่อน คำตอบที่ชิลลิให้กลับไปคือการบอกว่า บางครั้งคนที่พิเศษก็เข้ามาในชีวิต อยู่กับเรา ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และจำเป็นต้องจากไป สิ่งมีคุณค่าคือช่วงเวลาที่มีความสุขร่วมกัน ฟังแล้วก็ถือเป็นคำปลอบโยนที่แสนอบอุ่นและลึกซึ้ง

ไม่เพียงเท่านั้นการ์ตูนยังพูดถึงการรับมือกับอารมณ์ด้านลบไว้ในตอน ‘Stickbird’ เมื่อนกไม้ที่บิงโกตั้งใจทำขึ้นมาบนหาดทรายโดนใครบางคนทำลายไป เพื่อรับมือกับความโกรธและความเสียใจ บลูอีย์จึงสอนให้น้องของใช้มือหยิบและกวาดความรู้สึกแย่ตามร่างกายมาปั้นเป็นก้อน และโยนมันทิ้งไป จุดที่น่าสนใจคือ หลังจากที่แบนดิตผู้เป็นพ่อได้มองดูเด็กทั้งสองโยนความรู้สึกแย่ๆ ทิ้งไป เขาเองก็ลองทำตามและโยนออกไปให้ไกลที่สุดดูบ้าง ตรงนี้เองที่การ์ตูนพยายามจะสื่อว่า ผู้ใหญ่เองก็มีเรื่องที่กังวลใจเช่นกัน

Bluey สอดแทรกประเด็นหนักอึ้งไว้อย่างแนบเนียนในการ์ตูนเด็ก ไม่ว่าในสายตาของเด็กๆ จะมองเห็นหรือไม่ ในสายตาของผู้ใหญ่ เราจะเห็นการพูดถึงความพยายามผ่านการฝึกเล่นคริกเก็ตของเพื่อนบลูอีย์ การสื่อถึงวันเวลากับอายุขัยเมื่อชิลลิรับรู้ได้ว่าพ่อของเธอแก่ตัวลง หรือวิธีรับมือกับปัญหาของบิงโกที่ไม่อยากโดนนกจิกระหว่างทางกลับบ้าน ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นประเด็นที่ผู้ใหญ่ต่างมีความเข้าใจและพอจะอธิบายให้เด็กๆ ควบคู่กันไปได้

การเป็นพ่อแม่มันไม่ง่ายเลย

จริงอยู่ที่ว่าตัวละครแบนดิตและชิลลิดูจะเป็นพ่อแม่ในอุดมคติของครอบครัวสมัยใหม่ แบนดิตเป็นคุณพ่อขี้เล่น เขามักจะสรรหาไอเดียเจ๋งๆ มาเล่นกับบลูอีย์และบิงโกได้เสมอ เขาเป็นพ่อที่ยอมนอนกับพื้นเพื่อเล่นกับลูก แถมยังเป็นสามีที่พร้อมจะซัพพอร์ตภรรยาอีกด้วย ส่วนชิลลิเองก็เป็นคุณแม่ที่ดูจะเพียบพร้อม ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน เธอมักมีคำปลอบโยนที่อบอุ่นและให้คำแนะนำที่ลูกๆ ต้องการ คอยอยู่เคียงข้างไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ทว่าการ์ตูนมักจะมีเหตุการณ์ที่ย้ำอยู่บ่อยครั้งว่า ความจริงแล้วชิลลิและแบนดิตเองก็ไม่ได้เป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ และการเป็นพ่อแม่ก็ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ

ตอนที่น่าประทับใจและอาจจะเรียกน้ำตาได้มากที่สุดตอนหนึ่งคือ ‘Baby Race’ เป็นตอนที่ชิลลิเล่าให้ฟังถึงวันที่เธอเพิ่งเริ่มเป็นแม่คน และบลูอีย์เพิ่งจะเริ่มคลาน เธอเล่าให้ลูกๆ ฟังว่า บลูอีย์ตอนยังแบเบาะดูจะมีพัฒนาการช้ากว่าคนอื่น แถมยังคลานถอยหลัง ชิลลิกังวลมากับเรื่องนี้ เธอเปรียบเทียบตัวเองกับแม่คนอื่นๆ พยายามอ่านหนังสือคู่มือเลี้ยงลูกซ้ำๆ เธอรู้สึกเป็นตัวเองเป็นแม่ที่ไม่เอาไหน และอาจจะทำผิดพลาดตรงไหนสักแห่งที่ทำให้ลูกเธอพัฒนาการช้ากว่าใคร จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังชิลได้ยินประโยคหนึ่งจากคุณแม่อีกคนที่มีลูกน้อยเหมือนกัน เธอบอกกับชิลลิว่า “เธอทำได้ดีแล้ว” ประโยคสั้นๆ ที่เชื่อว่าพ่อแม่หลายคนอยากจะได้ยินในวันที่ต้องแบกภาระมากมาย และคาดหวังให้ตัวเองเป็นพ่อแม่ที่ดีพร้อมสำหรับลูก

ฉากที่แบนดิตและชิลลิต้องผลัดกันตื่นมากลางเพื่อดูแลลูกทั้งสอง ไหนจะการถูกลูกๆ ปลุกให้ตื่นในตอนเช้าหลังการอดนอน คงเป็นเหตุการณ์ที่คนเป็นพ่อแม่น่าจะเชื่อมโยงได้ และการ์ตูนสะท้อนออกมาได้เป็นอย่างดี หรือบางครั้งการเป็นพ่อแม่ต้องต้องเผชิญกับทางเลือกยากๆ เช่น ในเหตุการณ์ที่ครอบครัวฮีลเลอร์ต้องตัดสินใจย้ายบ้านตามหน้าที่การงานของแบนดิต โดยที่ชิลลิและลูกๆ ไม่อยากย้าย เพราะเป็นสถานที่ที่พวกเขามีความทรงจำดีๆ ร่วมกัน ทั้งการตั้งไข่ครั้งแรกของบลูอีย์ในห้องครัว การละเล่นน่ารักๆ ของบิงโก ไปจนถึงโต๊ะอาหารที่พวกเขานั่งกินข้าวพร้อมหน้ากัน

การ์ตูนยังไปไกลกว่านั้นด้วยการพูดถึงประเด็นอ่อนไหว เช่น การเท้งลูก ตัวเรื่องเล่าอย่างระมัดระวังผ่านการเล่นละครของบลูอีย์และบิงโก ที่ใช้ลูกโป่งสอดใต้เสื้อผ้าแทนการเป็นคนท้อง ภาพของลูกโป่งที่แตกสร้างความสะเทือนใจให้กับเด็กๆ และโดยเฉพาะชิลลิที่สีหน้าของเธอบอกเป็นนัยว่าเธอเคยประสบเหตุการณ์เดียวกันนี้มาก่อน ในตอน ‘Onesies’ การ์ตูนพาคนดูไปสำรวจภาวะมีลูกยาก เมื่อป้าแบรนดี้ พี่สาวของชิลลิมาเยี่ยมที่บ้านพร้อมชุดมาสคอตที่ไส่ไม่พอดีตัวกับหลานทั้งสองคน เพราะเธอมีลูกไม่ได้ เธอจึงไม่รู้ว่าเด็กๆ ควรจะใส่ไซซ์ไหน น่าสนใจที่ประเด็นซับซ้อนนี้ได้รับการอธิบายผ่านการพูดคุยอย่างเรียบง่ายระหว่างชิลลิกับบลูอีย์

ด้วยเหตุผลนี้เอง ภายใต้ภาพการ์ตูนไรเดียงสาที่กลุ่มเป้าหมายหลักน่าจะเป็นเด็กๆ แต่ผลลัพธ์อาจเป็นผู้ใหญ่วัยพ่อแม่ที่นั่งซึบซับเรื่องราวจนน้ำตาท่วม Bluey คือการ์ตูนเด็กที่สื่อสารไปยังเด็กและผู้ใหญ่ด้วยใจความที่อาจจะต่างกันแต่ก็เชื่อมโยงกันได้ การสอนให้เด็กๆ เติบโตไปพร้อมกับการเล่นสนุก เผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ไม่คาดฝัน เข้าใจความรู้สึกตัวเองได้ดีขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ แบนดิตและชิลลิอาจจะเป็นพ่อแม่ในอุดมคติที่เราเองก็อยากจะเป็นให้ได้เพื่อลูกๆ แต่ไม่ว่าจะอย่างไร การ์ตูน Bluey คงอยากจะตบไหล่และบอกกับพ่อๆ แม่ๆ ว่า “เธอทำได้ดีแล้ว”
Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam (IG: get.mars)
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...