เกาะประเด็นการเมือง จับตา แรงกดดัน ‘ยุบสภา’ หรือ ‘ลาออก’
ถือเป็นวาระสำคัญของรัฐบาลภายใต้การนำของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย หลัง ศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) พิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตาม รธน. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 11/2567) l สส.จำนวน 133 คน) ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ร้อง) ว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ไม่เป็นไปตาม รธน. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องจึงส่งความเห็นดังกล่าว เพื่อขอให้ศาล รธน.วินิจฉัยตาม รธน. มาตรา 173 วรรคหนึ่ง โดยศาล รธน.ลงมติในวันพฤหัสบดีที่ 9 ก.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ทั้งนี้ ตามที่ รธน. มาตรา 173 วรรคสอง กำหนดให้ศาล รธน.มีคำวินิจฉัยภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง
ด้าน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (เงา) กล่าวถึงกรณีศาล รธน. นัดพิจารณาวินิจฉัยร่าง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า หากไม่ผ่านความเห็นชอบจากศาล รธน. ก็อยากให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบตามสัดส่วนที่เกิดขึ้น
ขณะที่ "นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร" สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า ในฐานะที่อยู่ในกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ได้พูดคุยกับหน่วยงานต่างๆ ยิ่งพบว่าน่ากังวลมากเป็นพิเศษยิ่งกว่าเดิม เพราะการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กลับไม่มีการตั้งเงื่อนไข ไม่มีโรดแม็พมีเงื่อนไขผูกมัดตัวเองว่า ก็ต้องรีบใช้เงินภายในเดือน ธ.ค. 2570 จึงกังวลว่าจะเกิดแร้งทึ้ง เข้ามาแย่งชิงการใช้เงินโครงการนี้
เมื่อถามว่าหากคำวินิจฉัยของศาล รธน.ออกมาในทางลบ การเรียกร้องตามสัดส่วนที่เหมาะสมให้รัฐบาลรับผิดชอบคืออะไร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า หากศาล รธน.มีคำวินิจฉัยว่าการออก พ.ร.ก. ของรัฐบาลไม่ชอบด้วย รธน. ต้องเป็นโทษที่ร้ายแรงมากกว่าผลงานรัฐบาลไม่เข้าเป้าหรือไม่ หลักการรับผิดรับชอบทางการเมือง ต้องได้สัดส่วนต่อความเสียหาย หากรู้ผลการวินิจฉัยของศาล รธน. พรรคพร้อมแสดงท่าทีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่อง ที่ทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ทั้งการทุจริตสอบท้องถิ่น ปัญหายาเสพติด ฮั้ว สว. ป.ป.ช. และการแก้ไข รธน. ผลโพลล่าสุดที่ความนิยมนายกฯ ตกลง ดังนั้นถ้าจะถามว่าข้อเรียกร้องว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบอย่างไร คนที่ควรจะต้องตอบก็คือตัวนายกฯ ต้องถามว่านายกฯ จะทบทวนและปรับปรุงตัวเองอย่างไร เมื่อถามย้ำว่า หาก พ.ร.ก. ไม่ผ่าน ความรับผิดชอบสูงสุด นายกฯ ถึงขั้นต้องยุบสภาหรือลาออกหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นฉากทัศน์ที่ร้ายแรงที่สุด และเกิดความเสียหายกับการใช้จ่ายเงินของรัฐ ที่บางส่วนใช้จ่ายไปแล้ว เอากลับคืนมาไม่ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย รัฐบาลเองต้องรับผิดชอบ ตามที่ได้สัดส่วนถึงขั้นลาออก ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ควรต้องทำ ที่ความเสียหายเกิดขึ้นถึงขั้นนั้น แต่ต้องรอดูคำวินิจฉัย
เชื่อว่า บทสรุปของคำวินิจฉัยศาล รธน. ถ้าออกมาในทางลบ พรรค ปชน. และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต้องเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบ แม้ในทางกฎหมายจะไม่มีข้อกำหนด ให้ฝ่ายบริหารต้องลาออกหรือยุบสภา แต่จะมีแรงกดดันทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น ในช่วงที่เผชิญมรสุมรุมเร้า
ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ การเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียของ "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" นายกฯ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค. 2569 โดยเตรียมยกคณะที่ประกอบด้วยภาคธุรกิจ กลุ่มอุตสาหกรรมฮาลาล ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ของทั้งสองประเทศ ภาคศาสนา และฝ่ายความมั่นคง เพื่อเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ขณะที่ครั้งนี้ วาระสำคัญที่หลายฝ่ายจับตามี 2 เรื่องหลัก ได้แก่ กรณีมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งจากประเทศไทย จนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบอย่างหนัก ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรฯ จากพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้เดินทางไปหารือกับ “ดาโต๊ะ เซอรี โมฮาหมัด ซาบู” รมว.เกษตรและความมั่นคงทางอาหารของมาเลเซีย มาแล้วรอบหนึ่ง ซึ่งแนวโน้มค่อนข้างดีมาก ดังนั้นหากการเยือนครั้งนี้ “นายอนุทิน” สามารถปลดล็อกปัญหานี้ได้ทันที จะสามารถนำมาเป็นผลงานได้
อีกเรื่องสำคัญ คือปัญหา "ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้" ที่กระบวนการพูดคุยสันติสุข จะเกิดขึ้นในช่วงเดือน ก.ย. 2569 นี้ ถือเป็นอีกเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามองเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยพึ่งพามาเลเซียในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวก” มาโดยตลอด แต่เหตุการณ์ความไม่สงบก็ยังเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ แต่ที่น่าเกิดคำถามคือ เอกภาพในการแก้ไขปัญหา หลัง “นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 70 ออกมาให้ความเห็น ระหว่างการประชุม กมธ.งบประมาณฯ ถึงการทำงานของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนในภาคใต้ว่า กอ.รมน.ในปัจจุบันทำอะไร ยิง สส.ใช่หรือไม่ เพราะคดีที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีหลักฐานและพยานชัดเจนว่า เป็นคน และรถของ กอ.รมน. ซึ่งตนมองว่า กอ.รมน.ไม่จำเป็นแล้ว ไม่มีภารกิจใดที่เป็นประโยชน์กับประชาชน เป็นหน่วยงานที่ว่างงาน สิ่งที่สภาพูดกันมาก ไม่ใช่เฉพาะตัดงบประมาณของหน่วยงาน แต่ถึงเวลาที่จะตัดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นออก และเมื่อตัดออก ตนเชื่อว่ารัฐบาลจะเบาภารกิจลงไปได้
ด้าน "นายอนุทิน" กล่าวถึงความเห็นของนายวันมูหะมัดนอร์เสนอให้ยุบ กอ.รมน. ว่า ท่านเป็นคนในพื้นที่ เวลามีเหตุการณ์อะไร ก็สะท้อนความรู้สึกออกมา เราก็ต้องชี้แจง และอธิบายกัน แล้วตนเชื่อว่าทุกฝ่ายทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนได้มีการพูดคุยกับนายวันมูหะมัดนอร์ในเบื้องต้นหรือไม่ ในการให้ยุบ กอ.รมน. นายกรัฐมนตรี บอกว่า “มันจะไปยุบได้อย่างไร อยู่คู่ชาติไทยมาตั้งกี่ปีแล้ว”
และยืนยันไม่มีทางยุบ กอ.รมน. เพราะเป็นกลไกที่สามารถทำให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายความมั่นคงได้คล่องตัว กองทัพจะได้ไปเน้น เรื่องการดูแลป้องกันประเทศ และประชาชน ซึ่ง กอ.รมน.ก็ดูแลทั้งประชาชน และสาธารณูปโภคทุกอย่าง จึงเป็นอีกหนึ่งกลไก ที่รัฐบาลต้องมีไว้ในการที่จะประสานงานกับกองทัพ นายวันนอร์อยู่พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อาจจะได้รับแรงกดดันต่างๆ บางทีเราต้องให้ท่านได้บ่นได้ระบายบ้าง แต่ความเป็นจริงแล้ว กอ.รมน. ก็เปรียบเป็นสถาบันความมั่นคง ที่เป็นหลักความมั่นคงของประเทศมาเป็นระยะเวลานาน เดี๋ยวจะไปปรับความเข้าใจ
ต้องรอดูปัญหาความเห็นต่าง เรื่องการยุบทิ้ง “กอ.รมน.” จะนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่าง “นายอนุทิน” กับ "นายวันนอร์" หรือไม่ ยิ่งมีปัญหาเรื่องการลอบยิง สส. พรรคประชาชาติ (ปช.) เป็นประเด็นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นร้อน จากกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 69 มีมติเสนอให้รับโอน "นางพงษ์สวาท นีละโยธิน" ตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ (นักบริหารระดับสูง) และมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอเรื่องรับโอน “นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร” เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยล่าสุดรายงานว่า นางพงษ์สวาท ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการแล้วต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม แม้นางพงษ์สวาท จะมีอายุราชการเหลืออีก 1 ปี จะเกษียณ ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
โดยมีรายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า ปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งครบดำรงตำแหน่งวาระ 4 ปี ได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออกต่อ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม จริง เนื่องจากไม่ประสงค์ขอรับตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ อีกทั้งหวั่นว่าจะไม่ได้ใช้ความรู้ความสามารถในงานด้านราชการตามที่ตนเองมี ลักษณะคล้ายไปแขวนให้นั่งตบยุง และนอกจากนี้ ปกติแล้วการได้ต่อตั๋วดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม สามารถต่อได้ครั้งละ 1 ปี ไม่เกิน 6 ครั้ง ซึ่งที่ผ่านมามีเพียงกรณีของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ได้รับการต่ออายุตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมยาวถึง 6 ปี ส่วนนายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยก่อนหน้านางพงษ์สวาท ก็ไม่ได้ต่อตั๋วเช่นเดียวกัน
ด้าน "พล.ต.ท.รุทธพล" ยอมรับว่า นางพงษ์สวาท ได้ยื่นลาออกจากราชการด้วยเหตุผลส่วนตัว แต่ตนเองยังไม่ได้เซ็นอนุมัติ ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่าสามารถอนุมัติได้หรือไม่ เพราะมีชื่อถูกยื่นตรวจสอบไปยัง ป.ป.ช. กรณีคดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ
คงต้องรอดูว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร จะถูกมองว่า รัฐบาลกลั่นแกล้งข้าราชการประจำ หรือใช้คนไม่ตรงกับงานหรือไม่
"ทีมข่าวการเมือง"