วางเกมแบงก์แจ้งงบ ยก KBANK-KTB-KKP
#ธนาคาร #ทันหุ้น – แบงก์เตรียมประกาศงบ ชี้ภาพรวมส่อหย่อนกว่าต้นปี และมีเพียง KBANK-KTB ลุ้นกำไรโตกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน กูรูแนะถือต่อหลังราคาซิ่งก่อนแจ้งงบ ไม่ไล่ราคา รอจังหวะย่อเก็บ แบงก์ใหญ่ยังให้ยิลด์จูงใจ 6% มองยาวโค้งสามทุกตัวสัญญาณงบฟื้นชัด เล็งหุ้นเด่น KBANK 260 บาท, KTB 45 บาท และ KKP 110 บาท
นายกวี ชูกิจเกษม ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุนบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า สถานการณ์ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นพร้อมมีแรงซื้อเข้ามาชัดเจนในระยะนี้ มีปัจจัยสนับสนุนสำคัญ 2 ประการได้แก่ การคาดการณ์ผลประกอบการในไตรมาสที่ 2/2569 ที่จะทยอยประกาศออกมา และประเด็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวดกลางปีดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนนิยมหุ้นปันผล
@โดดเด่นปันผล
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ในภาพรวมจะบวกขึ้นมาพอสมควรแล้ว แต่ด้วยเชิงพื้นฐานธุรกิจประกอบกับหุ้นธนาคารขนาดใหญ่มีอัตราการจ่ายเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ที่ยิลด์ประมาณ 6% ถือว่าเป็นระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหรือการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ จึงทำให้ระยะต่อไปยังประเมินหุ้นกลุ่มนี้จะมีความน่าสนใจต่อไป และมีโอกาสปรับขึ้นได้ ขณะที่ความเสี่ยงราคาปรับลงจะจำกัดเนื่องจากนักลงทุนระยะยาวและนักลงทุนที่เน้นคุณค่า (VI) ยังถือครองหุ้นต่อไป
ทว่าในเชิงกลยุทธ์ คำแนะนำจำแนกได้เป็น 1.นักลงทุนที่ถือครองหุ้นธนาคารอยู่แล้วในพอร์ตสามารถถือต่อได้ และ 2. นักลงทุนที่ยังไม่มีหุ้นธนาคารอยู่ในมือ ไม่ควรไล่ราคาซื้อ ในจังหวะที่หุ้นถูกดันขึ้นมาแรงๆ อย่างในปัจจุบัน เพราะในราคาระดับสูงย่อมมีความเสี่ยงที่หุ้นจะปรับฐานระยะสั้นได้ จึงควรรอจังหวะที่ตลาดมีการพักตัวหรือราคาอ่อนตัวลงมาค่อยเข้าทยอยสะสมจะปลอดภัยกว่า
สำหรับหุ้นเด่นแนะนำ KBANK และKTB ถือเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการทำกำไรและมีปันผลสม่ำเสมอ
@คาดการณ์ Q2
ด้านนางสาวชยาภรณ์ โตเจริญ นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ แม้ราคาหุ้นในกลุ่มส่วนใหญ่จะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจนเกือบครบทุกตัวแล้ว ทว่าทางฝ่ายวิจัยยังคงให้น้ำหนักการลงทุน มากกว่าตลาด (Overweight) เนื่องจากมองเห็นปัจจัยบวกที่จะเข้ามาสนับสนุนในระยะถัดไป
ส่วนทิศทางผลประกอบการที่กำลังจะทยอยประกาศออกมาไตรมาส 2/2569 มีโอกาสอ่อนตัวทั้งเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาส 1/2569 ด้วยผลกระทบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่มีแนวโน้มลดลง ผลกระทบนี้สืบเนื่องมาจากปรากฏการณ์ Rollover ของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาซึ่งส่งผลกระทบอย่างเต็มที่ ประกอบกับไตรมาสแรกธนาคารส่วนใหญ่มีการรับรู้รายได้จากเงินปันผลค่อนข้างมาก ซึ่งบางส่วนถูกบันทึกมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนไปแล้ว ทำให้ในไตรมาส 2/2569 เมื่อไม่มีฐานรายได้ส่วนนี้ผลงานรวมจึงหย่อนลง
หากพิจารณาเป็นรายธนาคาร แม้ภาพรวมงบไตรมาส 2/2569 เทียบไตรมาส 1/2569 น่าจะอ่อนลงเกือบทุกธนาคาร แต่หากมองในมุมของการเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนคาดว่าจะมีเพียงKBANK และธนาคารกรุงไทยKTB เท่านั้นที่ยังสามารถรักษาการเติบโตในเชิงบวกได้ ขณะที่ SCB มีประเด็นต้องติดตามคือ การตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ซึ่งเป็นธนาคารเดียวที่ไม่ได้มีการใส่ปัจจัยความเสี่ยงนี้เข้าไปในการคำนวณสำรองเพิ่มเหมือนธนาคารอื่นๆ ประเด็นนี้จะพลิกกลายเป็นปัจจัยลบเฉพาะตัวได้หากสถานการณ์เศรษฐกิจไม่เป็นไปตามคาด
@Q3 กลับมางบสวย
ขณะที่ภาพรวมไตรมาส 3/2569 คาดหวังกลุ่มธนาคารมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้น สนับสนุนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มทรงตัว และไม่น่าจะมีการปรับลดลงอีก ซึ่งจะส่งผลให้แรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดน้อยลง รวมถึงความคาดหวังในเรื่องของการบริหารจัดการรายได้ค่าธรรมเนียมที่มีโอกาสปรับตัวดีขึ้นจะกลับเข้ามาเสริมฐานกำไร
และผลประกอบการในไตรมาส 4 โดยปกติจะเป็นไตรมาสที่ต่ำที่สุดของปีสำหรับกลุ่มธนาคาร เนื่องจากจะมีค่าใช้จ่ายทางการตลาดและค่าใช้จ่ายพนักงานที่พุ่งสูงขึ้นตามฤดูกาลซึ่งเป็นรูปแบบปกติที่เกิดขึ้นทุกปี
ทั้งนี้หุ้นธนาคาร ที่ยังแนะนำให้เข้าลงทุนได้แก่ KBANK เป็นตัวเลือกอันดับต้นของกลุ่ม ให้ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 260 บาท, KTB โดดเด่นในแง่ของผลประกอบการที่คาดว่าจะเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับปีก่อนเช่นเดียวกับ KBANK ราคาเป้าหมายพื้นฐาน 45 บาท และ KKP เป็นหุ้นที่ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของตลาดทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งช่วยหนุนรายได้ในส่วนที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ราคาเป้าหมายพื้นฐาน110 บาท