โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

คนอ้วนไทยพุ่ง Top3 อาเชียน ระวัง GLP-1 ‘ยาลดน้ำหนักปลอม’ ระบาด เสี่ยงต่อชีวิต

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

โรคอ้วนกำลังกลายเป็นโรคเรื้อรังที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันกระแสความนิยมปากกาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 (ยาที่ออกฤทธิ์สั่งการสมองส่วนควบคุมความหิวให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ชะลอการย่อยอาหาร) เปิดช่องให้ “ยาปลอม-ยาหิ้ว” ระบาดหนัก จนเกิดผู้ป่วยต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล ซึ่งใช้ยาที่ไม่ได้มาตรฐาน บางรายได้รับ “อินซูลิน” แทนยาลดน้ำหนัก เสี่ยงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

คนไทยเกือบครึ่งมีน้ำหนักเกินมีภาวะ “โรคอ้วน”

บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) เผยข้อมูลสถานการณ์โรคอ้วนว่า ปี 2565 ประชากรโลกกว่า 1,000 ล้านคนอยู่ในภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน และคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านคนในปี 2578 ก่อนที่ภายในปี 2593 ประชากรกว่าครึ่งโลกจะอยู่ในภาวะดังกล่าว

สำหรับประเทศไทย แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากประชากรที่มีภาวะน้ำหนักเกิน 42.2% ในปี 2563 เพิ่มเป็น 45% ในปี 2568 ขณะที่กรุงเทพมหานครมีสัดส่วนสูงถึง 56.4% หรือกล่าวได้ว่า ทุกคนที่เดินสวนกัน 2 คน จะมีมากกว่า 1 คนที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วน และสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ เด็กในกรุงเทพฯ 1 ใน 5 คน มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน โดยประเทศไทยมีอัตราโรคอ้วนสูงเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน รองจากบรูไนและฟิลิปปินส์

ชี้โรคอ้วนคือโรคเรื้อรัง ต้องรักษาจริงจัง

ปัจจุบันกระแสการใช้ยา GLP-1 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็มีประเด็นเรื่องการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม โดยองค์กรระดับโลก ทั้งองค์การอนามัยโลก (WHO) สมาคมการแพทย์อเมริกัน และคณะกรรมาธิการยุโรป ต่างยอมรับตรงกันว่า “โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรัง”

แผนผังการเกิดโรคอ้วน และอันตรายจาก GLP-1

การวินิจฉัยใช้ดัชนีมวลกาย (BMI) โดยประชากรเอเชียกำหนดค่า BMI ตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไปเป็นโรคอ้วน ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ของชาวตะวันตก เนื่องจากชาวเอเชียมีความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อนตั้งแต่ระดับ BMI ที่ต่ำกว่า

ดังนั้น โรคอ้วนไม่ได้เกิดจากการรับประทานอาหารมากเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโรคที่มีสาเหตุซับซ้อน ทั้งพันธุกรรม ฮอร์โมน ระบบประสาทส่วนไฮโปทาลามัส ยาบางชนิด รวมถึงปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิถีชีวิตคนเมืองที่เคลื่อนไหวน้อยลง และการเข้าถึงอาหารที่มีพลังงานสูง รสชาติดี และรับประทานง่าย หรือที่เรียกว่า Hedonic Input ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคอ้วนเพิ่มขึ้น

ปรับพฤติกรรม ลดอาหาร-ลดน้ำหนัก ระวังยาปลอม

การรักษาโรคอ้วนเริ่มจากการปรับพฤติกรรมด้านอาหารและการออกกำลังกาย ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้เฉลี่ยประมาณ 5% ขณะที่การใช้ยาสามารถลดน้ำหนักได้ราว 3-16% หรือมากกว่า ส่วนการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 20-30% ในผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์

ปัจจุบันพบการปลอมแปลงยากลุ่ม GLP-1 มากขึ้น แต่ยาที่พบปัญหาแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ยาปลอม (Counterfeit) ที่เลียนแบบรูปลักษณ์แต่ตัวยาไม่ใช่ของจริง และ ยาหิ้ว (Non-registered Drug) ซึ่งแม้จะเป็นยาจริงจากต่างประเทศ แต่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของไทย จึงไม่สามารถตรวจสอบการขนส่งและการควบคุมอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ซึ่งมีความสำคัญต่อความคงตัวของยาประเภทโปรตีน ซึ่งผู้บริโภคควรระมัดระวังและตรวจสอบให้แน่ชัดก่อใช้

GLP-1 ไม่ใช่ “ยาผอม” แต่เป็นยารักษาโรค

ทั้งนี้ ความนิยมของยา GLP-1 เริ่มแพร่หลายทั่วโลกตั้งแต่ปี 2565 จากกระแสในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนขยายมาสู่ประเทศไทย กลไกของยาคือเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ตามธรรมชาติที่ทำหน้าที่ควบคุมความหิวและความอิ่ม โดยตัวยาจะออกฤทธิ์ที่สมองทั้งศูนย์ความหิวและศูนย์ความอิ่ม พร้อมชะลอการลำเลียงอาหารออกจากกระเพาะ ทำให้อิ่มเร็วและอิ่มนาน

ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยในช่วง 4 สัปดาห์แรก ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก หรือท้องเสีย จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อค่อย ๆ ปรับขนาดยาเป็นลำดับ ลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง

อย่างไรก็ตา การรักษาโรคอ้วนไม่ใช่เพียงการฉีดยา แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วย เพราะหากสามารถควบคุมอาหารและออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง น้ำหนักที่กลับคืนหลังหยุดยาจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...