‘ยศชนัน’ เตรียมดันแผนแก้จนทั้งประเทศ ดึงงานวิจัย บพท. ปลุกเศรษฐกิจฐานราก
วันที่ 10 กรกฎาคม 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยในงาน LEs EXPO - Local Enterprises Exposition 2026 โดยกองทุนส่งเสริม ววน. และหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. ว่า ในสัปดาห์หน้าจะลงพื้นที่กับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อไปทำโครงการแก้จนทั้งประเทศ
ทั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่เป็นเรือธงของการลงไปพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อยที่งบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการดูแลในปัจจุบัน แต่กลไกสำคัญคือการสร้างโค้ชที่มีขั้นตอนการทำงานชัดเจนเพื่อแนะนำคนชุมชนให้มีสูตรสำเร็จที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในอดีต
ทั้งนี้เห็นว่าข้อมูลทางเศรษฐกิจมีข้อบ่งชี้ว่า ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบที่อยู่นอกประกันสังคมมากถึง 52.4% ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้ถือเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนทั่วประเทศในสัดส่วน 9 ใน 10คน กิจกรรมทางเศรษฐกิจจากกลุ่มฐานรากนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 40% ต่อจีดีพี แต่กลับพบว่ารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนยังคงต่ำกว่ามาตรฐานปกติ
ดังนั้น รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเข้าไปวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกในแต่ละชุมชนที่มีความต้องการแตกต่างกันเพื่อสร้างเครื่องมือตรวจสุขภาพทางเศรษฐกิจที่กระจัดกระจายให้เป็นคัมภีร์ที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง โดยนำแนวทางการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนภายใต้กลไกใหม่ของ บพท. คือ THE 3Ea เน้นการใช้ทรัพยากรพื้นถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยกำหนดเป้าหมายการดูดซับทรัพยากรและแรงงานในพื้นที่ให้ได้ไม่น้อยกว่า 70%
รวมทั้งการดำเนินงานต้องควบคู่ไปกับการกระจายรายได้ในชุมชนอย่างน้อย 71% เพื่อสร้างสิ่งที่เรียกว่าฝายชะลอเงินไม่ให้เม็ดเงินในพื้นที่รั่วไหลออกสู่ภายนอกจนกว่าระบบเศรษฐกิจจะมีความแข็งแกร่ง กลยุทธ์นี้จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานและการสร้างงานในวงจรของวิสาหกิจชุมชนอย่างแท้จริงโดยมีภาครัฐเป็นส่วนสนับสนุนในด้านองค์ความรู้และนวัตกรรมที่จำเป็นต่อการพัฒนาสินค้า
ยกบทบาททุกมหาวิทยาลัยท้องถิ่น
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยในทุกจังหวัดที่ต้องทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางแห่งความรู้เพื่อลงสู่ท้องถิ่นและเชื่อมโยงภาคเมืองกับภาคชนบทเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยมีมหาวิทยาลัยถือเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ประเทศอื่นไม่มีในลักษณะนี้ เป็นแหล่งกำเนิดนวัตกรรมที่ลงไปช่วยปลดหนี้และแก้ปัญหาปากท้องให้แก่คนในพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกันยังมีโมเดลการประเมินสุขภาพธุรกิจชุมชนประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก คือคน สินค้า และตลาด โดยเน้นการแก้ไขปัญหาความยากจนจากต้นเหตุเช่นการขาดความรู้ด้านการบริหารการเงินและบัญชี ในส่วนของสินค้านั้นมุ่งเน้นการวิเคราะห์ต้นทุน บรรจุภัณฑ์ และการยืดอายุอาหารเพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้สูงขึ้น พร้อมกับการทำความเข้าใจคู่แข่งและพฤติกรรมลูกค้าในตลาด
“หากสามารถบริหารจัดการทั้งสามส่วนนี้ได้ เชื่อว่า จะนำไปสู่การสร้างสภาพคล่องทางการเงินให้ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยบพท. ได้เตรียมใช้นักวิจัย 159 ทีมจาก 51 มหาวิทยาลัยมาทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงดูแลวิสาหกิจกว่า2 หมื่นแห่ง” รองนายกฯ ระบุ
ตัวอย่างความสำเร็จจากการนำโมเดลดังกล่าวไปใช้ในพื้นที่นราธิวาสพบว่า กลุ่มสตรีที่ไม่มีอาชีพสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึง 35,000 บาทต่อปีจากการพัฒนาสินค้าประมงและขยายตลาดไปสู่ระดับชาติได้สำเร็จ ขณะที่ภาคเหนือมีการนำงานหัตถศิลป์มาประยุกต์ใช้กับดินเผาจนสามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าจากเดิม 35 บาทขึ้นเป็น 760 บาทหรือคิดเป็น 21 เท่าของราคาเดิม
สินค้าเหล่านี้ยังสามารถเข้าสู่เครือข่ายการค้าระดับสูงและร้านอาหารมิชลิน สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการในท้องถิ่น โดยเป้าหมายในอนาคตจึงอยู่ที่การขยายผลสู่ธุรกิจชุมชนจำนวน 4,700 แห่งทั่วประเทศ
“การดำเนินการครั้งนี้คือการแก้หนี้ครั้งยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ ที่วันนี้มาลองดูว่าถ้าเราทำและเกิดผล คิดว่าคนอื่นยินดีช่วยด้วยซ้ำ ไม่ได้จำเป็นต้องเป็นเงิน บพท. แต่เราเห็นว่าสามารถเปลี่ยนชีวิตได้ โดยรัฐบาลยืนยันว่าการสร้างงานและการกระจายรายได้ในพื้นที่คือทางออกของการแก้ปัญหาหนี้เรื้อรังและปัญหายาเสพติดที่จะนำไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว” รองนายกฯ กล่าว
ดึงเทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม กระทรวงอว. จะนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างละมุนละม่อมผ่านแอปพลิเคชันวิเคราะห์ข้อมูลและ AI เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นจุดอ่อนของธุรกิจและบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีการใช้บอร์ดเกมเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับโค้ชและชาวบ้านเพื่อให้เห็นภาพจำลองของปัญหาธุรกิจและการจัดการห่วงโซ่คุณค่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นเดียวกับการวิเคราะห์ข้อมูลครัวเรือนและรายได้อย่างถูกต้องจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้ถูกจุดและช่วยให้เกษตรกรมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ตนเอง พร้อมทั้งยังมีการเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินและธนาคารพาณิชย์เพื่อสนับสนุนแหล่งทุนให้แก่วิสาหกิจชุมชนที่มีความพร้อม
รองนายกฯ กล่าวว่า นโยบายในอนาคตจะมุ่งเน้นการสร้างกลไกเร่งการเติบโตที่ตอบโจทย์งานวิจัยนวัตกรรมลงสู่พื้นที่จริงโดยมีกองทุนและภาคีเครือข่ายร่วมสนับสนุนในทุกมิติของการประกอบธุรกิจ รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มักจะเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความมั่งคั่งของเกษตรกรเพื่อให้การสะสมทุนเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ความสำเร็จของธุรกิจชุมชนที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาเป็นต้นแบบให้ผู้อื่นได้เรียนรู้และนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมของสภาพสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละพื้นที่ ท้ายที่สุดคือการใช้ศาสตร์ด้านอุดมศึกษาและวิทยาศาสตร์เป็นกลไกหลักในการปลดหนี้และสร้างอนาคตใหม่ให้แก่คนไทยทุกภูมิภาคต่อไป
บทพ. ดันเศรษฐกิจระดับชุมชน
ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กล่าวว่า การสร้างกลไกเศรษฐกิจที่แท้จริงในระดับชุมชนและพื้นที่ซึ่งถือเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตระดับท้องถิ่นภายใต้สภาวะพลวัตโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยภายนอกทั้งภูมิศาสตร์การเมืองและเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
“การยกระดับเศรษฐกิจฐานรากจำเป็นต้องอาศัยการตีความทุนในพื้นที่ ซึ่งมีความรุ่มรวยและหลากหลายเพื่อนำมาออกแบบกลไกการผลิตและการค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดชุมชนที่เน้นความไวในการหมุนเวียนสินค้าและรายได้ที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่เกือบ 100% เพราะบ้านเรามีจุดแข็งอยู่ที่วิถีชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน ถือเป็นภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดหากเราสามารถพึ่งพาตนเองได้” ดร.กิตติ กล่าว
ทั้งนี้ผ่านมาธุรกิจชุมชนของไทยส่วนใหญ่ยังคงติดอยู่กับการทำสัมมาชีพแบบดั้งเดิม ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อการพึ่งพาตนเองหรือจำหน่ายในวงจำกัด แม้จะมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและวัตถุดิบที่เข้มแข็ง แต่ยังขาดการบริหารจัดการธุรกิจอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและมูลค่าสร้างสรรค์ได้
ดันโมเดล บนบริบทพื้นที่
ดังนั้น โจทย์สำคัญที่ต้องทำ คือ การพัฒนาและยกระดับความสามารถในการประกอบการของธุรกิจชุมชนภายในพื้นที่ ด้วยกรอบคิดที่สร้างสรรค์และทำได้จริง ได้แก่ คน ของ และตลาด โดยมีโมเดล ที่มีบริบทพื้นที่เป็นตัวกำกับ เพื่อสร้างคนที่มีความสามารถพร้อมประกอบธุรกิจ ของที่มีมูลค่าสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมบนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นภายใต้บริบทพื้นที่และความต้องการของตลาด
สุดท้ายคือ ตลาด ที่ต้องการเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้ากับตลาดเป้าหมาย เพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนผ่านกลไกเติมเงินและยกระดับผลิตภาพในพื้นที่ เพื่อให้ธุรกิจชุมชนเติบโตอย่างเป็นจริงต่อไป
ดร.กิตติ กล่าวว่า การสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจชุมชนต้องใช้เครื่องมือทางธุรกิจควบคู่กับกระบวนการทางสังคม ผ่านองค์ประกอบสำคัญคือการเข้าถึงตลาดที่แท้จริง มีทรัพยากรการผลิต มีทุนทางการเงิน เทคโนโลยี รวมทั้งการมีที่ปรึกษาเป็นเพื่อนคู่คิดในการใช้ชีวิตมากกว่าเพียงแค่ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนธุรกิจเพียงอย่างเดียว เพื่อให้ชุมชนสามารถปรับตัวเข้ากับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปและสามารถจัดการทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อสร้างงานให้แก่ลูกหลานในอนาคตและลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากภายนอกที่ควบคุมไม่ได้
"เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขผลประกอบการหรือขนาดเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างคุณค่าให้แก่สังคมรอบข้างผ่านการสร้างอาชีพและรายได้ที่ทำให้คนในชุมชนทุกกลุ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างทั่วถึง โดยส่วนตัวอยากเห็นขนาดเศรษฐกิจที่มันโตขึ้นแต่ได้ประโยชน์กันจำนวนมากเพื่อให้คนข้างบ้านมีที่อยู่มีอาชีพและคนแก่คนเฒ่ามีคุณค่าในชีวิต ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริงของเศรษฐกิจฐานรากที่ช่วยให้ชุมชนมีความยั่งยืน" ดร.กิตติ กล่าว