โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สนค. เผยดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค มิ.ย. 69 กลับบวกครั้งแรกรอบ 4 ด. รับแรงหนุน "ไทยช่วยไทย พลัส-ท่องเที่ยว-ส่งออก"

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

">

6 กรกฎาคม 2569 นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวสูงขึ้นและกลับเข้าสู่ช่วงเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภาคการท่องเที่ยวที่ยังช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการส่งออกที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับการผ่อนคลายของปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ และรายได้ภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ประชาชนมีมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจในทิศทางที่ดีขึ้น

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ระดับ 50.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 49.2 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 40.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 38.7 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.8 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 56.3 ในเดือนก่อนหน้าและยังอยู่ในช่วงเชื่อมั่น โดยมีปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่ (1) การดำเนินมาตรการของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (2) ภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนบรรยากาศทางเศรษฐกิจ (3) ปัจจัยภายนอกเริ่มผ่อนคลาย อาทิ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันและปุ๋ยที่ปรับลดลง รวมทั้งต้นทุนการผลิตและการขนส่งลดลง (4) รายได้เกษตรกรปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลผลผลิตการเกษตรออกสู่ตลาดมาก

ปัจจัยสำคัญที่ลดทอนความเชื่อมั่นของประชาชน ได้แก่ (1) ความกังวลต่อค่าครองชีพ ภาระหนี้ครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง (2) ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การค้า และการบริโภคของไทย ทั้งนี้ประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ยังมองว่าเป็นการฟื้นตัวในระยะสั้นจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ขณะที่ยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน อาทิ ค่าครองชีพและภาระหนี้ครัวเรือนสูง และกำลังซื้อ ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ นอกจากนี้ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ยังเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย และกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ภูมิภาคที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 49.7 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 46.9 ในเดือนก่อนหน้า และภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 49.5 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.7 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.3 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 51.1 ในเดือนก่อนหน้า และภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 50.1 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 48.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.4 ปรับตัวลดลงจากระดับ 52.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย มาตรการของรัฐ และเศรษฐกิจโลก

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายอาชีพ จำนวน 7 อาชีพ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้นทุกกลุ่มอาชีพ โดยเกษตรกร อยู่ที่ระดับ 49.1 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.6 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นที่ระดับต่ำกว่า 50 โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ ราคาสินค้าเกษตร เศรษฐกิจไทย และผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง พนักงานเอกชน อยู่ที่ระดับ 49.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 48.7 ในเดือนก่อนหน้า และกลุ่มอาชีพรับจ้างอิสระ อยู่ที่ระดับ 48.2 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 46.7 ในเดือนก่อนหน้า แต่ยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ ผู้ประกอบการ อยู่ที่ระดับ 52.1 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 50.7 ในเดือนก่อนหน้า พนักงานของรัฐ อยู่ที่ระดับ 53.9 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 53.8 ในเดือนก่อนหน้า ไม่ได้ทำงาน/บำนาญ อยู่ที่ระดับ 52.2 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 49.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และมาตรการของรัฐ นักศึกษา อยู่ที่ระดับ 52.7 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นจากระดับ 47.3 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่น 3 อันดับแรก คือ เศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจโลก และสังคม/ความมั่นคง เมื่อพิจารณาจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ระดับ 46.3 ปรับตัวสูงขึ้นจากระดับ 36.3 ในเดือนก่อนหน้า

นายนันทพงษ์ฯ กล่าวว่า การปรับตัวสูงขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนมิถุนายน 2569 ที่กลับมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน สะท้อนว่าประชาชนเริ่มมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยมากขึ้น โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ประกอบกับภาคการท่องเที่ยวที่ยังช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศที่เริ่มผ่อนคลายลง รวมถึงรายได้ภาคเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นตามฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งล้วนมีส่วนช่วยสนับสนุนบรรยากาศทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน อย่างไรก็ตาม แม้ความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้น แต่เศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งภาระค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง กำลังซื้อของประชาชนที่ยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง รวมถึงความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การค้า และการส่งออกของไทย

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการด้านเศรษฐกิจและการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการดำเนินโครงการไทยช่วยไทย พลัส การกำกับดูแลราคาสินค้าและบริการ เพื่อป้องกันการปรับราคาสินค้าและบริการที่ไม่เป็นธรรม รวมทั้งการเชื่อมโยงตลาดและกระจายผลผลิตสินค้าเกษตร การส่งเสริมผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ตลอดจนการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดส่งออกใหม่ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ยังให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญโดยมุ่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ซึ่งจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าและบริการไทย เพิ่มรายได้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม ลดภาระค่าครองชีพ เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การค้า และการจ้างงาน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...