ลูกเปลี่ยนไป : เมื่อวัยรุ่นต้องการเว้นระยะห่างจากพ่อแม่
หนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกใจหายก็คือ วันที่เห็นว่าลูกเริ่มโตพอที่จะมีโลกของตัวเอง จากที่เคยอยากตามติดคุณพ่อคุณแม่ไปทุกที่ ก็เริ่มอยากไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง อยากอยู่คนเดียว หรืออยากออกไปกับเพื่อนมากกว่า จากเด็กน้อยช่างพูดช่างคุย ก็เริ่มมีเรื่องส่วนตัวที่ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่รับรู้ เหมือนต้องการเว้นระยะห่างจากครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆแต่ในความเป็นจริง เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น การที่ ลูกเปลี่ยนไป นับเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยระหว่างเด็กและวัยรุ่น (adolescence) ซึ่งองค์กรอนามัยโลก (WHO) กำหนดช่วงอายุของการเป็นวัยรุ่นไว้ที่ 10–19 ปี และอาจต่อเนื่องไปจนถึงช่วงอายุ 20 ตอนต้น จนกว่าจะพัฒนาความเป็นผู้ใหญ่ได้ชัดเจนมากขึ้น เป็นช่วงสำคัญที่เด็กเริ่มมีความคิดซับซ้อนมากขึ้น รู้จักตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว เริ่มค้นหาตัวตนของตัวเอง ต้องการความเป็นอิสระจากพ่อแม่มากขึ้น อยากมีพื้นที่ส่วนตัว อยากตัดสินใจเอง และเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเองแต่สำหรับพ่อแม่ เมื่อรู้สึกว่า ลูกเปลี่ยนไป ก็ย่อมใจหายและกังวลว่าการเว้นระยะและปล่อยให้ลูกวัยรุ่นมีพื้นที่ในชีวิตของตัวเองมากขึ้นจะกลายเป็นความห่างเหินหรือละเลยให้ลูกต้องรับมือกับความสับสนและการเปลี่ยนแปลงของช่วงวัยตามลำพัง แต่ความจริงแล้ว วัยรุ่นคือช่วงวัยสำคัญที่ลูกจะได้เรียนรู้และก่อร่างสร้างตัวตนและเริ่มมองเห็นตัวเองในอนาคตชัดเจนยิ่งขึ้น การเข้าใจธรรมชาติของลูกวัยรุ่น จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือกับช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนแปลงของลูกไปได้ โดยไม่ทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด รำคาญใจ และเติบโตต่อไปได้อย่างมั่นคง1. ลูกไม่เหมือนเดิม เพราะวัยรุ่นกำลังค้นหาตัวเอง
วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่เริ่มตั้งคำถามกับชีวิตของตัวเองมากขึ้น ทั้งเรื่องความคิด ความชอบ ความฝัน หรือแม้แต่ความเชื่อที่อาจแตกต่างจากครอบครัว จากที่เคยทำตามสิ่งที่พ่อแม่บอกโดยไม่สงสัย แต่ในวัยนี้อาจเริ่มอยากคิดเอง ตัดสินใจเอง และลองมองโลกในแบบของตัวเองมากขึ้น เพราะนี่คือช่วงที่เขากำลังเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวเองเป็นใคร และอยากเติบโตไปในทิศทางไหนการค้นหาตัวเองในวัยรุ่นไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกอนาคตหรืออาชีพ แต่รวมถึงการลองผิดลองถูกในเรื่องเล็กๆ ด้วย เช่น การเลือกคบเพื่อน การแต่งตัว การใช้เวลา หรือการแสดงออกทางความคิด เด็กบางคนอาจดูเงียบลง บางคนอาจเถียงมากขึ้น หรือบางคนอยากใช้เวลาอยู่คนเดียวมากกว่าเดิม ทั้งหมดนี้อาจเป็นวิธีที่ลูกกำลังสำรวจตัวเองและเรียนรู้ว่าตัวตนแบบไหนที่ทำให้รู้สึกเป็นตัวเองที่สุด2. การเว้นระยะ ไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์แย่ลง
เมื่อก่อนลูกอาจอยากทำทุกอย่างกับพ่อแม่ อยากเล่าทุกเรื่องที่เจอในแต่ละวัน หรือขอให้พ่อแม่ช่วยตัดสินใจแทบทุกอย่าง แต่เมื่อโตขึ้น เขาเริ่มมีโลกของตัวเองมากขึ้น ทั้งเพื่อน โรงเรียน ความสนใจ หรือเรื่องที่อยากเก็บไว้คิดคนเดียว จึงอาจดูเหมือนห่างเหินความจริงแล้วการที่ลูกอยากใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น บางครั้งอาจเป็นเพียงการพักจากโลกภายนอก หลังจากต้องใช้พลังไปกับการเรียน การเข้าสังคม หรือการรับมือกับความกดดันต่างๆ เด็กวัยรุ่นหลายคนยังอยู่ในช่วงที่อารมณ์และความคิดเปลี่ยนแปลงเร็ว การได้มีเวลาสงบอยู่กับตัวเองจึงเป็นเหมือนพื้นที่ให้เขาได้ทบทวนสิ่งที่เจอมา และค่อยๆ เรียนรู้ว่าจะจัดการความรู้สึกของตัวเองอย่างไรในอีกมุมหนึ่ง การเว้นระยะจากพ่อแม่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกเติบโต เด็กกำลังลองจัดการบางเรื่องด้วยตัวเอง เช่น รับมือกับความเครียด ตัดสินใจเรื่องเล็กๆ หรือแก้ปัญหาที่เจอในแต่ละวัน โดยไม่ต้องวิ่งมาหาพ่อแม่ทุกครั้งเหมือนเดิม ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญของการก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ดังนั้น หากลูกเริ่มเว้นระยะกับคุณพ่อคุณแม่และไม่ได้เล่าทุกเรื่องเหมือนแต่ก่อน อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบความใกล้ชิด จากการอยู่ติดกันตลอดเวลา มาเป็นการรู้ว่าแม้ต่างคนต่างมีพื้นที่ของตัวเอง แต่ยังมีความไว้ใจและพร้อมกลับมาหากันเมื่อจำเป็น3. เคารพความเป็นส่วนตัว แต่ยังต้องมีขอบเขต
การที่ลูกเริ่มโตและอยากมีชีวิตของตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ต้องปล่อยวางจนไม่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในชีวิตลูก แต่เป็นการปรับบทบาทจากการควบคุมใกล้ชิดมาเป็นการดูแลอย่างเหมาะสมกับวัยมากขึ้น เป็นการให้พื้นที่ส่วนตัว ให้โิอกาสลูกได้ตัดสินใจ และใช้ชีวิตในแบบของตัวเองในทางกลับกัน การให้พื้นที่ก็ไม่ได้แปลว่าลูกจะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีขอบเขต เพราะวัยรุ่นยังอยู่ในช่วงที่กำลังเรียนรู้การควบคุมตัวเองและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ หลายเรื่องลูกยังต้องการกรอบที่ชัดเจนจากผู้ใหญ่ เพื่อให้รู้ว่าอิสระที่ได้รับมาพร้อมกับหน้าที่อะไรบ้าง เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงยังสามารถตั้งข้อตกลงร่วมกันได้ เช่น การบอกว่าจะไปไหน ไปกับใคร และจะกลับบ้านกี่โมง การแบ่งหน้าที่ภายในบ้าน หรือการจัดการเรื่องการเรียนของตัวเอง ข้อตกลงเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการสั่งหรือบังคับเสมอไป แต่สามารถพูดคุยตกลงกันได้ตามวัยและความพร้อมของลูก เพื่อให้เขารู้สึกว่าได้รับความเชื่อใจ พร้อมกับเรียนรู้ว่าการใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นย่อมมีความรับผิดชอบตามมาท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่การเฝ้าดูทุกฝีก้าวของลูก หรือให้อิสระแบบไม่มีขอบเขต แต่คือการหาสมดุลระหว่างการให้พื้นที่กับการดูแล เพื่อให้ลูกได้เติบโตอย่างมั่นใจ รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์เลือกชีวิตบางอย่าง แต่ก็ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เลือกเช่นกัน4. เพราะการเติบโต ไม่ได้ทำให้ความผูกพันลดลง
เมื่อลูกโตขึ้น หลายอย่างในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกย่อมเปลี่ยนไป จากที่เคยต้องการพ่อแม่ในทุกเรื่อง ลูกอาจเริ่มอยากตัดสินใจเอง มีพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น หรือใช้เวลากับเพื่อนและกิจกรรมของตัวเองมากกว่าเดิม จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจรู้สึกว่าลูกห่างเหินมากขึ้นและสำหรับคณพ่อคุณแม่ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การทำให้ลูกอยู่ใกล้เหมือนตอนเด็ก แต่คือการรักษาความสัมพันธ์ให้มั่นคงพอ ที่ไม่ว่าลูกจะโตขึ้นแค่ไหน เขายังรู้สึกว่าครอบครัวเป็นพื้นที่ของความเข้าใจ ความสบายใจ และครอบครัวยังเป็นความสัมพันธ์ที่เขาสามารถกลับมาพึ่งพาได้เสมอในวันที่ต้องการอ่านบทความ: ลูกวัยรุ่น : วิธีเตรียมตัวเป็น (ว่าที่) คุณพ่อคุณแม่ลูกวัยรุ่นแบบแฮปปี้กันทั้งครอบครัวอ้างอิงen.wikipedia.orggreatergood.berkeley.edupsychologytoday