ดีเอสไอ จ่อหมายเรียก 6 โรงกลั่นน้ำมัน ส่อเจตนาปิดบังอำพรางเอกสารใบกำกับขนส่งทางเรือ
อธิบดีดีเอสไอ เผย 6 โรงกลั่นน้ำมัน ปิดบังเอกสารสำคัญใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ 166 ฉบับ ช่วงไทยประสบปัญหาวิกฤติตะวันออกกลางเดือน ไม่กรอกข้อมูลให้ครบถ้วน ส่อเจตนาปิดบังอำพรางเพื่อเวียนใช้เอกสาร หลัง “กรมธุรกิจพลังงาน” เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ คาด สัปดาห์หน้าคณะพนักงานสอบสวนฯ เตรียมประชุมมีมติออกหมายเรียกโรงกลั่นน้ำมันรับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง
19 พฤษภาคม 2569 - พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเฉพาะกรณีของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งในประเทศไทยที่พบความผิดปกติจากหลักฐานการร้องทุกข์กล่าวโทษโดยกรมธุรกิจพลังงาน อันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ว่า ย้อนไปเมื่อวันที่ 27 เม.ย.69 คณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน ได้นำเอาพยานหลักฐานเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ของคลังน้ำมัน 6 แห่ง ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาขอให้ดีเอสไอขยายผลตรวจสอบ
โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค.69-เม.ย.69 ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เนื่องด้วยตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานฯ ใน 1 ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องประกอบไปด้วยรายละเอียด 8 หัวข้อสำคัญ คือ 1.ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง 2.วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง 3.ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง 4.ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง 5.เลขทะเบียนพาหนะที่ใช้ขนส่ง ในกรณีขนส่งทางเรือให้ระบุชื่อเรือที่ใช้ในการขนส่ง 6.วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง 7.ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง และ 8.ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง
ปรากฏว่าในบางโรงกลั่นกลับไม่ได้ระบุรายละเอียดบางหัวข้อในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง อาทิ ไม่ระบุวันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง ไม่ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง ไม่ระบุวันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง เป็นต้น มันก็อาจทำให้เกิดการเวียนใช้ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ของ 6 โรงกลั่นน้ำมัน ยังไม่ถือว่าเป็นการกักตุนน้ำมัน แต่หากมองดูบทบาทความสำคัญของการกรอกรายละเอียดในเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าไม่กรอกให้ครบถ้วนทุกหัวข้อ ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงาน และมีโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ประกอบประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 รวมแล้วมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ซึ่งแม้อัตราโทษน้อย แต่พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาเป็นรายกรรม เพราะเป็นการกระทำต่างกรรมต่างวาระ โดยใน 1 ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ถือเป็นความผิด 1 กรรม ซึ่งการไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน อาจเป็นช่องโหว่เปิดโอกาสให้ไปกระทำความผิดได้ เช่น ใน 166 รายการใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือของโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน ก็มีการกระทำจำนวนรายการมากน้อยต่างกันไป
บางโรงกลั่นกระทำแค่ครั้งเดียว บางโรงกลั่นกระทำ 1-2 ครั้ง แต่บางโรงกลั่นกระทำสูงถึงหลาย 10 ครั้ง จึงเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้พนักงานสอบสวนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการจงใจกระทำการใดหรือไม่ แต่ตอนนี้เราก็มีข้อมูลประมาณ 70-80% แล้วที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำที่เป็นการจงใจแน่นอน ซึ่งระหว่างนี้คณะพนักงานสืบสวนก็ต้องดำเนินการขยายผลสืบสวนสอบสวนปากคำอีกสักระยะหนึ่ง คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะคลี่คลายกระจ่าง และจะได้มีการเรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเพื่อพิจารณา พฤติการณ์ความผิดและพยานหลักฐาน ก่อนมีมติร่วมกันเพื่อออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้เข้ามารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป
มีรายงานด้วยว่า 6 โรงกลั่นน้ำมันที่ถูกเจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงานนำเอาพยานหลักฐานสำคัญ ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ จำนวน 166 ฉบับ ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอเมื่อวันที่ 27 เม.ย.69 มีดังนี้
1.บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน): Thaioil (TOP) กำลังการกลั่น 275,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท.
2.บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน): GC (PTTGC) กำลังการกลั่น 145,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท.
3.บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน): IRPC กำลังการกลั่น 215,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก กลุ่ม ปตท.
4.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน): Bangchak (BCP) กำลังการกลั่น 120,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก บางจาก (รวมโรงกลั่นบางจากพระโขนง)
5.บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน): Bangchak Sriracha (BSRC) กำลังการกลั่น 174,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก บางจาก (เดิมคือ ESSO)
และ 6.บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน): Star Petroleum (SPRC) กำลังการกลั่น 175,000 บาร์เรลต่อวัน ผู้ถือหุ้นหลัก เชฟรอน (Chevron)
พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง คณะพนักงานสืบสวนพบความผิดปกติของกรรมการบริหารบริษัทจริง โดยเฉพาะผู้ที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทในโครงสร้าง (นายอุดม ดารุณิกรณ์) มีหลักฐานน่าเชื่อว่าเป็นนอมินีหรือตัวแทนอำพราง เพราะในการสั่งจ่ายเงินหรือในการรับประโยชน์ของบริษัท มันไปตกอยู่กับคนอีกกลุ่มหนึ่งแทน ซึ่งหลักฐานเหล่านี้ก็มาจากการขยายผลดูเส้นทางการเงินจากบัญชีธนาคารนิติบุคคลที่ไปเชื่อมโยงกับบุคคลภายนอกโครงสร้างกรรมการบริษัท โดยเป็นการจ่ายเงินตอบแทนไปยังบุคคลอื่นแทนที่จะจ่ายเงินเข้าบัญชีกรรมการ
ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเครือข่ายญาติพี่น้องของนักธุรกิจน้ำมันชื่อดัง (นายสมบูรณ์ สุขเจริญไกรศรี หรือเสี่ยตือคอสโม่) และเมื่อตรวจดูฐานะอาชีพศักยภาพของกรรมการบริษัทที่ปรากฏชื่อ (นายอุดม ดารุณิกรณ์) ก็ไม่สมฐานานุรูปกับสินทรัพย์บริษัทที่มีมูลค่าสูงหลักพันล้านบาท ทั้งนี้ คณะพนักงานสืบสวนได้มีการออกหมายเรียกพยานแก่กรรมการบริษัทและบุคคลที่พบความเกี่ยวข้องทางเส้นทางการเงินของบัญชีนิติบุคคลบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จ.อ่างทอง มาให้ปากคำในฐานะพยาน โดยคาดว่าถ้อยคำให้การและคำชี้แจงต่าง ๆ จะสามารถใช้ประกอบดูรายละเอียดพยานหลักฐานของพนักงานสืบสวนได้ และเมื่อพบการกระทำความผิด ก็จะได้ นัดหมายประชุมคณะพนักงานสืบสวนเพื่อมีมติออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้มารับทราบข้อกล่าวหาต่อไป