โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“กิริฎา” ชี้โลกแบ่ง 4 ขั้วการค้า แนะไทยเร่งใช้ FTA เปิดโอกาสส่งออก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“กิริฎา” ชี้โลกแบ่ง 4 ขั้วการค้า แนะไทยเร่งใช้ FTA เปิดโอกาสส่งออก

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก หัวข้อ ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่าปัจจุบันสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งและความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ได้ส่งผลให้โลกเกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีโลกาภิวัตน์ (Globalization) เหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยโลกจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสหรัฐฯ กลุ่มจีน กลุ่มยุโรป และกลุ่มที่เป็นกลางอย่างประเทศไทย ซึ่งทำให้การค้าขายจะจำกัดอยู่ภายในกลุ่มของตนเองมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องทำความเข้าใจและเลือกกลุ่มที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อหาโอกาสทางการค้า โดย ดร.กิริฎา เน้นย้ำว่า เนื่องจากเราค่อนข้างเป็นกลาง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะไปเจาะแต่ละกลุ่มได้ โดยทางกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะทำหน้าที่ เปิดประตู เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงได้ในทุกกลุ่มการค้า

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการที่สหรัฐฯ นำมาตรการภาษีใหม่มาใช้คือ มาตรา 301 (Section 301) ซึ่งเป็นกฎหมายการค้าที่สหรัฐฯ ใช้กล่าวหาประเทศคู่ค้าและลงโทษด้วยการขึ้นภาษีนำเข้า ปัจจุบันไทยถูกกล่าวหาใน 2 คดี ได้แก่

คดีแรงงานบังคับ (Forced Labor) สหรัฐฯ กล่าวหาไทยและประเทศอื่นรวม 60 ประเทศว่า ไม่มีมาตรการป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับ เบื้องต้นสหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าจากไทย และประเทศอื่นอีก 45 ประเทศในอัตรา 12.5% ส่วนอีก 14 ประเทศจะถูกเก็บในอัตรา 10% ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) และคาดว่าจะมีการประกาศผลตัดสินสุดท้ายภายในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 นี้

คดีกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่กล่าวหา 16 ประเทศ รวมถึงประเทศไทยว่า มีการลงทุนมากเกินไปจากการสนับสนุนของภาครัฐ ทำให้มีกำลังการผลิตเหลืออยู่มากเกินความต้องการ

ทั้งนี้ ไทยได้ชี้แจงต่อสหรัฐฯ ว่ากำลังร่างกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่สภาในปี พ.ศ. 2570 พร้อมยืนยันว่าไทยไม่มีการอุดหนุนการลงทุนจนเกิดการลงทุนเกินตัว และไม่ได้มีกำลังการผลิตส่วนเกินต่ำตามที่ถูกกล่าวหา ส่วนในคดีที่ 2 นั้นยังต้องจับตาดูต่อไป เนื่องจากสหรัฐฯ ยังไม่ได้ประกาศอัตราภาษีออกมา ซึ่งหากมีการตัดสินทั้งสองคดี ภาษีจะถูกจัดเก็บเพิ่มซ้อนทับกันขึ้นไป

ดร.กิริฎา เสนอแนะแนวทางรับมือว่า ไทยจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงทางการค้า โดยลดการพึ่งพาตลาดส่งออกสหรัฐฯ ที่ปัจจุบันส่งออก 21% หรือคิดเป็น 1 ใน 5 ของการส่งออกทั้งหมด และลดการนำเข้าจากจีน ที่ปัจจุบันนำเข้าสูงถึง 25% หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของการนำเข้าทั้งหมด พร้อมทั้งเร่งรุกตลาดใหม่ๆ เช่น แอฟริกา ละตินอเมริกา โดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ปัจจุบันที่มีกับ 18 ประเทศ และเตรียมบังคับใช้อีก 3 ฉบับในปี 2570 ได้แก่

ไทย-เอฟต้า (Thai-EFTA) ข้อตกลงกับกลุ่มสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ได้แก่ นอร์เวย์ ลิกเตนสไตน์ ฟินแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจะช่วยให้ภาษีนำเข้าสินค้าไทยลดลงเกือบเป็น 0% เพิ่มโอกาสในการส่งออกได้มากขึ้น [6]

ไทย-ภูฏาน (Thai-Bhutan) คาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ประมาณเดือนมกราคม 2570 ซึ่งภูฏานเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการผลิตในไทย

ไทย-ศรีลังกา (Thai-Sri Lanka): สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทย เนื่องจากปัจจุบันศรีลังกามีความต้องการสินค้ากลุ่มนี้สูง แต่มีการเก็บภาษีนำเข้าในระดับที่สูงมาก การมี FTA จะช่วยลดอุปสรรคดังกล่าวลง

นอกจากนี้พบว่ากลุ่มธุรกิจที่รับการส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในไทย (BOI) กำลังเปลี่ยนไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยอันดับ 1 คือ Data Center (ราว 20-30 แห่ง) รองลงมา คือกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์/เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม AI, สาธารณูปโภค, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ทรัพยากรและวัตถุดิบในประเทศ (Local Content) สูง ที่จะเกิดประโยชน์กับคนไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...