ตลาดแฟชั่นมือสองเดือด! ‘2nd Street’ทำยังไงให้คนไทยควักเงินซื้อของเก่า?
อุตสาหกรรมรีเทลสินค้ามือสองจากญี่ปุ่นกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเติบโตในตลาดไทย หลังพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนในยุคหลังโควิด-19 ทั้งจากกระแสแฟชั่นรักษ์โลก แนวคิดการจับจ่ายอย่างชาญฉลาด และแรงกดดันจากค่าครองชีพที่ทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มมองหาสินค้าคุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น
ผู้เล่นรายใหญ่จากญี่ปุ่นอย่าง 2nd Street, Treasure Factory และ Ragtag ต่างเข้ามาสร้างการเติบโตในไทย โดยเฉพาะ 2nd Street ที่เพิ่งฉลองการเปิดสาขาที่ 10 เมื่อเดือนเมษายน 2026 ที่จังหวัดนนทบุรี
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความนิยมของตลาดมือสองในไทย แต่ยังเป็นสัญญาณว่าแบรนด์กำลังเริ่มขยายฐานออกจากทำเลใจกลางเมือง ไปสู่พื้นที่ชานเมืองและหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศอย่างจริงจัง
เบื้องหลังความทรงพลังของ 2nd Street และอาณาจักร GEO Holdings
หากจะทำความเข้าใจว่าทำไม 2nd Street จึงเป็นหนึ่งในแบรนด์มือสองที่แข็งแกร่งในตลาดไทย ต้องย้อนกลับไปดูบริษัทแม่ในญี่ปุ่นอย่าง GEO Holdings Corporation ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจความบันเทิงและรีเทลของญี่ปุ่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว
เดิมที GEO Holdings เติบโตจากธุรกิจร้านเช่าวิดีโอ ดีวีดี และเกม ก่อนจะปรับทิศทางเข้าสู่ธุรกิจสินค้าหมุนเวียน เมื่อโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลสตรีมมิง
2nd Street กลายเป็นหัวหอกสำคัญของ GEO Holdings ในธุรกิจรับซื้อและจำหน่ายสินค้ามือสองแบบครบวงจร โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2026 2nd Street มีสาขาในญี่ปุ่น 931 แห่ง มากกว่าแบรนด์เสื้อผ้าลำลองรายใหญ่อย่าง Uniqlo ซึ่งมี 794 แห่ง ณ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
หลังประสบความสำเร็จในญี่ปุ่นและอเมริกา 2nd Street เข้ามาปักธงในประเทศไทย โดยเปิดสาขาแรกที่บิ๊กซี พระราม 4 เมื่อปี 2020 ก่อนขยายไปยังทำเลสำคัญตามศูนย์การค้าและย่านใจกลางเมือง เช่น เซ็นทรัลเวิลด์ สีลมเอจ และเซ็นทรัลพลาซา
รูปแบบธุรกิจของ 2nd Street ในไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่
- โซนจำหน่าย (Buy): รวมสินค้าแฟชั่นมือสองสภาพดี ตั้งแต่แบรนด์สตรีทแฟชั่นทั่วไปจนถึงระดับไฮเอนด์ คัดสรรทั้งที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่นและรับซื้อภายในไทย ขายสินค้าหลากหลายตั้งแต่รองเท้า Nike สภาพผ่านการใช้งาน กระเป๋าสตางค์ Prada วินเทจ ไปจนถึงสูททำงานมือสองสภาพดี และสตรีตแวร์ที่แทบเหมือนของใหม่
- โซนรับซื้อ (Sell): เปิดรับซื้อสินค้าแฟชั่นจากลูกค้าทั่วไป โดยมีพนักงานผู้เชี่ยวชาญคอยประเมินสภาพและตีราคาให้ทันทีที่หน้าร้าน
ตลาดเสื้อผ้ามืองสองไทยโตทะลุพันล้านดอลลาร์ กลายเป็นฮับของภูมิภาค
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมมือสองจากญี่ปุ่นเติบโตในไทย คือพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปจากอดีต ตลาดเสื้อผ้ามือสองที่เคยถูกมองว่าเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น เมื่อแนวคิดเรื่องความยั่งยืนกลายเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มองหาเสื้อผ้าราคาเข้าถึงง่าย มีเอกลักษณ์ และสะท้อนตัวตนได้มากกว่าสินค้าแฟชั่นทั่วไป
ในเวลาเดียวกัน ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นยังเป็นอีกแรงผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้ามือสองมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงสินค้าแบรนด์ดีหรือสินค้าคุณภาพสูงได้ในราคาที่ต่ำกว่าสินค้ามือหนึ่ง
ผลสำรวจจาก PwC ในปี 2024 พบว่าผู้บริโภคชาวไทย 58% เลือกซื้อสินค้าที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่อยู่ที่เกือบ 11% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าผู้บริโภคไทยมีความตื่นตัวต่อประเด็นความยั่งยืนสูง และสอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน
ประเทศไทยยังมีบทบาทสำคัญในตลาดเสื้อผ้ามือสองของภูมิภาค ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่า ไทยนำเข้าเสื้อผ้ามือสองราว 120,000 ตันในปี 2024 สูงเป็นอันดับสองในอาเซียน รองจากมาเลเซีย ส่งผลให้มูลค่ารวมของตลาดเสื้อผ้ามือสองในไทยพุ่งทะลุ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท
กระแสดังกล่าวสะท้อนผ่านผลประกอบการของ 2nd Street ประเทศไทย โดยรายได้ล่าสุดสำหรับปีงบประมาณที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 มีนาคม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า แตะระดับ 145 ล้านบาท
ตัวเลขการเติบโตนี้ทำให้ อาริมิจิ อิไมซุมิ กรรมการผู้จัดการของแบรนด์ 2nd Street ในไทย เดินหน้าแผนขยายสาขาเชิงรุกมากขึ้น โดยเตรียมขยายไปสู่หัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เช่น พัทยาและเชียงใหม่ ตั้งแต่ปีหน้า พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายให้ถึง 50 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2035 หรือเพิ่มขึ้นราว 5 เท่าภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี
‘มาตรฐานญี่ปุ่น’ ทลายกำแพงความกลัวเรื่องของปลอม
แม้ไทยจะมีร้านเสื้อผ้ามือสองท้องถิ่น ตลาดนัด และร้านออนไลน์อยู่จำนวนมาก แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดผู้บริโภคไทยจึงยอมจ่ายเงินให้กับแบรนด์มือสองจากญี่ปุ่น
ลูกค้ารายหนึ่งวัย 29 ปี ซึ่งมายืนต่อคิวตั้งแต่วันแรกที่ 2nd Street เปิดสาขานนทบุรี และจ่ายเงิน 750 บาทเพื่อซื้อเสื้อเชิ้ต 2 ตัวและกางเกงอีก 1 ตัว ให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า “ซื้อของที่นี่ได้อย่างสบายใจ เพราะมั่นใจว่าจะไม่เจอของปลอม”
คำตอบนี้สะท้อนจุดเจ็บปวด (pain point) สำคัญของตลาดมือสองในไทย นั่นคือความกังวลเรื่องสินค้าปลอมและสินค้าลอกเลียนแบบ โดยเฉพาะในตลาดที่มีทั้งร้านออฟไลน์ ร้านออนไลน์ และช่องทางซื้อขายส่วนบุคคลจำนวนมาก ผู้บริโภคจึงไม่ได้มองหาเพียงราคาที่ถูกกว่า แต่ยังต้องการความมั่นใจว่าสินค้าที่ซื้อเป็นของแท้
เพื่อแก้ปัญหานี้ 2nd Street ชูจุดแข็งเรื่องระบบตรวจสอบสินค้า โดยใช้พนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาดูแลกระบวนการประเมิน สินค้ามือสองทุกชิ้นที่ร้านรับซื้อจะต้องผ่านการตรวจเช็กและประเมินราคาอย่างละเอียด ซึ่งใช้เวลาขั้นต่ำ 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ แบรนด์ยังจัดทำคู่มือมาตรฐานสำหรับการประเมินคุณภาพสินค้าโดยเฉพาะ คู่มือดังกล่าวไม่ได้มีเพียงตัวอักษรอธิบายเกณฑ์การตรวจสอบ แต่ยังมีภาพถ่ายประกอบและสัญลักษณ์นำสายตา หรือ Visual Symbols เพื่อช่วยให้พนักงานคัดกรองสินค้าได้อย่างแม่นยำและลดโอกาสที่สินค้าปลอมจะหลุดรอดไปสู่หน้าร้าน
ในแง่นี้ จุดแข็งของ 2nd Street ไม่ได้อยู่ที่จำนวนสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้กับตลาดมือสอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคไทยจำนวนมากยังมองว่าเป็นความเสี่ยง
สงครามแย่งชิง 'แรงงาน' ความท้าทายครั้งใหญ่ในสมรภูมิรีเทล
อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดไม่ได้มีแต่โอกาส อาริมิจิ อิไมซุมิ ยอมรับว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้ามือสองกำลังเผชิญสงครามแย่งชิงพนักงาน ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายใหญ่ของธุรกิจรีเทลในปัจจุบัน
การขยายสาขาที่เร็วเกินคาดทำให้เกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะในการบริหารหน้าร้าน โดยเฉพาะธุรกิจมือสองที่ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจสินค้า ความสามารถในการประเมินราคา และความละเอียดรอบคอบในการคัดกรองของแท้และของปลอม ทำให้ 2nd Street ต้องปรับกลยุทธ์ด้านทรัพยากรบุคคลเพื่อรักษามาตรฐานการให้บริการเดิมไว้
- ระบบโยกย้ายที่ยืดหยุ่น : ปรับกฎเกณฑ์ภายในองค์กรใหม่ ทำให้โครงสร้างสายงานมีความคล่องตัว สามารถสลับสับเปลี่ยนพนักงานไปช่วยงานระหว่างสาขาต่าง ๆ ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นเมื่อเกิดภาวะขาดแคลนคน
- อัดฉีดค่าแรงพิเศษ : เสนอผลตอบแทนและรายได้ที่สูงขึ้นสำหรับพนักงานที่ยินดีและพร้อมเดินทางไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่กว้างขึ้นหรือสาขาชานเมืองที่เดินทางลำบาก
- ปั้นคนท้องถิ่นคุมบังเหียน : ปรับเปลี่ยนกฎเหล็กของบริษัทครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 1 ปีก่อน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานชาวไทย สามารถก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาได้ จากเดิมที่มักจะใช้ผู้บริหารชาวญี่ปุ่น กลยุทธ์นี้นอกจากจะช่วยลดช่องว่างทางวัฒนธรรมในการบริหารจัดการลูกค้าชาวไทยแล้ว ยังช่วยสร้างความจงรักภักดีต่อองค์กร และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้พนักงานอยู่กับแบรนด์ในระยะยาว
แม้ความผันผวนทางเศรษฐกิจหรือค่าครองชีพอาจทำให้กำลังซื้อสินค้ามือหนึ่งป้ายแดงชะงักงัน แต่ในระยะยาว ปราการด่านสุดท้ายที่จะตัดสินผู้ชนะในใจนักช็อปชาวไทย ก็คือ มาตรฐาน ความซื่อสัตย์ และประสบการณ์การันตีของแท้
สิ่งเหล่านี้คือสูตรสำเร็จที่ทำให้กลุ่มทุนรีเทลมือสองจากญี่ปุ่น สามารถเปลี่ยนความกลัวของผู้บริโภคให้กลายเป็นยอดขาย และพร้อมจะปักหมุดเติบโตแบบกินรวบในตลาดไทยไปอีกยาว ๆ
อ้างอิง : 2nd Street Thailand, Nikkei Asia, Bloomberg,GEO HOLDINGS CORPORATION – Investor Relations & Global Business Strategy Report 2025-2026