โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ 32.94 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 22 มิถุนายน 2569 เวลา 15.13 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์

22 มิ.ย. 2569 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 32.86 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลง เข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ อีกครั้ง (แกว่งตัวในกรอบ 32.80-32.95 บาทต่อดอลลาร์) หลังการเจรจาสันติภาพระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน กลับมาเผชิญความไม่แน่นอนสูงอีกครั้ง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดกลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวังตัวอีกครั้ง หนุนการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังได้ทยอยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อบรรดาสกุลเงินฝั่งเอเชีย

สัปดาห์ที่ผ่านมา การเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่กลับมาไม่แน่นอนอีกครั้ง กอปรกับ Dot Plot ใหม่ที่สะท้อนความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้

สำหรับสัปดาห์นี้รวมถึงในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า ควรจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น อัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก

สำหรับแนวโน้มเงินบาท

เรามองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) กลับมามีกำลังมากขึ้น ตามการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ หลังผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จาก Dot Plot ใหม่ ที่สะท้อนโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีกทั้งการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้เผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง เปิดโอกาสให้ เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.20 บาทต่อดอลลาร์)

ทว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หากประเมินจากความเสี่ยงการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่น่าจะจำกัดเช่นกัน ทำให้เงินดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากนัก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่เงินเยนญี่ปุ่นอาจพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นเร็ว แรง จากการเข้าแทรกแซงค่าเงิน หรือแม้กระทั่งภาวะปิดรับความเสี่ยงหนักของตลาดการเงิน ในช่วงที่ตลาดมีสถานะ Short JPY (มองเงินเยนอ่อนค่า) พอสมควร ทั้งนี้ หากเงินบาททยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง อาจติดแถวโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์

อนึ่ง เราขอเน้นย้ำว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED ที่ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นทุกรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ โดยในกรณีที่ การเจรจาข้อตกลงสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน กลับมาราบรื่นอีกครั้ง หรือรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED

เรามองว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก ในทางตรงกันข้ามนั้น เงินบาทจะเสี่ยงอ่อนค่าลงต่อได้เช่นกัน ซึ่งจากภาพความผันผวนของเงินบาทที่สูงอยู่นั้น ทำให้เราย้ำคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น การใช้กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ภายใต้ความผันผวนสูงของตลาดการเงิน

ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาท (USDTHB) ยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง และจะยังคงอยู่ในแนวโน้มดังกล่าว จนกว่าจะสามารถแข็งค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (จับตาแนวรับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ แถว 32.30 บาทต่อดอลลาร์) ทำให้เงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways ในกรอบที่กว้าง

ในส่วนของเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า แม้เงินดอลลาร์ได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางเผชิญความไม่แน่นอนสูง แต่ความเสี่ยง Two-way Risk ยังคงอยู่ ขึ้นกับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ซึ่งต้องรอลุ้นทั้ง การเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่านและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ

มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.50-33.20 บาท/ดอลลาร์

ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.85-33.05 บาท/ดอลลาร์

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ พัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะติดตามใกล้ชิดและอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร หลังล่าสุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดช่องแคบ Hormuz ทั้งนี้ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนพฤษภาคม

พร้อมรอติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (S&P Manufacturing & Services PMIs) เดือนมิถุนายน ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) เดือนพฤษภาคม รวมถึง ดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 56% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้

ฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของยูโรโซน ในเดือนมิถุนายน รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (CPI Inflation Expectations) ที่สำรวจโดย ECB

โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 48% ที่ ECB จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีก 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เช่นกัน ซึ่งผู้เล่นในตลาดยังคงประเมินว่า BOE มีโอกาส 37% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้

ฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและบริการของญี่ปุ่น และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในเดือน ในเดือนมิถุนายน เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่น และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 95% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วนทางฝั่งจีน บรรดานักวิเคราะห์มองว่า ธนาคารกลางจีน (PBOC) อาจคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (LPR) ระยะ 1 ปี และ 5 ปี ไว้ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ

ฝั่งไทย เราประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นต่อเนื่อง จากการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึง second round effect

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของไทย ในเดือนพฤษภาคม ที่อาจยังคงได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI ที่ยังช่วยหนุนยอดการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของไทย ทว่า ยอดการนำเข้าอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการลงทุนใน Data Center ทำให้โดยรวม ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...