หุ้นไทยโดดเด่นสุดในตลาดกลุ่ม TIPS ดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลเข้า
ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กลับมาเป็นแหล่งลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาคได้อีกครั้ง นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงต้นเดือนมิ.ย.ปี 2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) สามารถไต่ระดับขึ้นได้ต่อเนื่อง ล่าสุด วันนี้ (30 มิ.ย. 2569) ดัชนีตลาดหุ้นไทยขยับมาอยู่ที่ระดับ 1,591.24 จุด เพิ่ม 13.43% หรือ 0.85% ในการปิดตลดวันที่ 30 มิ.ย. 2569 สร้างผลตอบแทนแก่นักลงทุนได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยตัวเลขผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) เฉลี่ยที่ประมาณร้อยละ 25 ขึ้นแท่นอันดับ 1 ในตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นสูงสุดในอาเซียน และติดอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย
รวมถึงกลุ่ม TIPS (ไทย ,อินโดนีเซีย ,ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์) สวนทางกับเพื่อนบ้านที่ทำผลตอบแทนต่ำกว่า แบ่งเป็น สิงคโปร์ (STI) ประมาณ +1.56% , ฟิลิปปินส์ (PSEi) + 6.48% , เวียดนาม (VN-Index) + 5.10% , อินโดนีเซีย (IDX Composite) + 1.95 % และมาเลเซีย (FBM KLCI) + 2.18% บวกกับค่าเงินบาทไทยไม่ผันผวนรุนแรงเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้าน
ทั้งนี้ เงินลงทุนจากต่างประเทศ (ฟันด์โฟลว์) ยังไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง ในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเข้ามา 5,745.44 ล้านบาท ยังซื้อต่อเนื่องจากวานนี้ (29 มิ.ย. 2569) ที่ซื้อสุทธิ 7,599 ล้านบาท และต้นปีถึงปัจจุบัน (30 มิ.ย. 2569) ต่างชาติซื้อสุทธิ 27,173.69 ล้านบาท
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในขณะนี้หนุนให้ตลาดหุ้นไทยโดดเด่นในกลุ่ม TIPS โดยปีนี้เป็นปีแรกที่ตลาดหุ้นไทยเรา Outperform ตลาดโลกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา และมีปัจจัยสนับสนุนให้ไปต่อได้อีกในช่วงที่เหลือของปีนี้และปีหน้า
จากรัฐบาลมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญค่อนข้างมาก โดยรัฐบาลพรรคใหญ่ได้เสียงข้างมากและยังดึงทีมทำงานจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) คนนอกเข้ามาร่วมบริหาร ทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นต่อทิศทางการเติบโตของไทย และนายกรัฐมนตรี ยังอยากให้ GDP เติบโตระดับร้อยละ 3
นอกจากนี้ ในแง่เงินลงทุนโดยตรง ( FDI ) ก็เข้ามาสูงจริง รวมทั้งการเข้ามาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI ) ก็สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ไทยมีโอกาสจะโตขึ้นไปในระดับที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายได้
ขณะที่ ดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังต่ำที่ 1% สวนทางกับดอกเบี้ยในหลายประเทศที่ปรับสูงขึ้น ซึ่งไทยไม่ได้มีแรงกดดันเงินเฟ้อที่สูงมากนัก บวกกับสงครามเริ่มผ่อนคลาย ราคาน้ำมันทยอยปรับลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ได้แข็งแรงมาก ทำให้ดอกบี้ยไทยไม่น่าจะปรับขึ้นในปี 2569
บวกกับทิศทางฟันด์โฟลว์ก็เริ่มไหลกลับเข้ามาลงทุน หลังจากที่ผ่านมาเงินลงทุนไปอยู่กับหุ้นเทคโนโลยี AI จำนวนมาก และเงินยังรอดูผลงานของการลงทุนที่สูงในกลุ่มเทคว่าผลงานจะขึ้นต่อได้หรือไม่ ส่งผลให้ เงินไหลกลับมาที่ตลาดที่เป็น Old Economy อย่างตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
และตลาดหุ้นไทยเราบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น จากการลดต้นทุนได้ดีและจับตลาดใหม่ได้ ซึ่งน่าจะดีต่อแนวโน้มกำไรทั้งในช่วงที่เหลือปี 2569 และปี 2570 ดีขึ้นด้วย และอีกเรื่องที่ไทยเราเด่น คือ เราเป็นประเทศที่เป็นกลาง จึงน่าจะได้ประโยชน์จากการแบ่งขั่วของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลก ที่ประเทศต่างๆมีการแบ่งขั่วกัน และในระยะถัดไปตลาดหุ้นไทย ยังรอปัจจัยหนุนจากมาตรการภาครัฐที่จะไดสิทธิลดหน่อยภาษี อาทิ โครงการ TISA ที่ทุกฝ่าย รวมทั้งกระทรวงการคลังเห็นชอบในหลักการร่วมกันแล้วกว่า 80% รอเพียงแค่รายละเอียดของวงเงินที่จะให้สิทธิลดหย่อนเท่านั้น ส่วนจะบังคับใช้ได้ในปี 2569 หรือไม่ยังต้องรอรายละเอียด
ก่อนหน้านี้ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หุ้นไทยให้ผลตอบแทนสูงเฉลี่ยร้อยละ 25 ติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดหุ้นในเอเชีย (เป็นรองเพียงตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) และได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น สะท้อนจากการออกไปโรดโชว์ต่างประเทศทั้งลอนดอนและฮ่องกง ที่ได้รับสนใจสอบถามจากนักลงทุนต่างชาติมากขึ้นชัดเจน
และเริ่มเห็นการเข้ามาลงทุนของต่างชาติมากขึ้น สะท้อนจากทั้ง FDI และการเข้ามารับการส่งเสริมกับ BOI สูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่โครงการ BOI to IPO ที่ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างหารือกับ BOI ก็คาดจะได้ข้อสรุปในไตรมาส 3/2569 ทำให้ตลาดมีหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยี และนวัตรกรรมเข้ามาเป้นตัวเลือกในการลงทุนมากขึ้น และตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเร่งกระบวนการเข้ามา IPO ให้เร็วขึ้นกว่าปัจจุบัน เพื่อเติมความน่าสนใจของการลงทุนในระยะถัดไปด้วย
ทั้งนี้ เมื่อสำรวจมุมมองจากนักวิเคราะห์ชั้นนำ ก็พบว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 ฟันด์โฟลว์เข้ามาหลบความเสี่ยงจากภาวะฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีและสินทรัพย์เสี่ยงในฝั่งอินเดียและอินโดนีเซียมากขึ้น รวมถึงแรงหนุนภายในประเทศที่มีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้น หลังการเลือกตั้ง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทย Outperform กว่าภูมิภาค
ด้าน มุมมองการลงทุน นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในรายการ "รู้ทันลงทุน" ว่า การลงทุนในช่วงนี้มองกลุ่มหุ้นที่จะได้ประโยชน์ภาพเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้ บวกกับได้ประโยชน์จากการเข้ามาลงทุนของต่างชาติ อาทิ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มแบงก์ และกลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีความน่าสนใจสำหรับการเข้าลงทุน อาทิ บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- TISCO ชี้ไทยเริ่มมี New Growth Story ดัน TISA ปลุกตลาดทุน
- ตลท.ปรับเกณฑ์ครั้งใหญ่ คุม HFT ป้องผู้ลงทุน กัน MSCI ลดน้ำหนัก
- ตลาดหลักทรัพย์ฯ โรดโชว์อังกฤษ ดึงกองทุนต่างชาติลงทุนหุ้นไทย
- ตั้ง "พรรณวดี ลดาวัลย์ ณ อยุธยา" เป็นรองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ
- ภาคตลาดทุนไทยสานพลังเอกชน ปีที่ 2 มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยยั่งยืน