“เด็กหญิงไม่ขัดขืน = ยินยอมแต่งงาน” ตาลีบันออกกฎหมายใหม่ ปิดตายสิทธิสตรี สำรวจระบบกีดกันทางเพศในอัฟกานิสถาน
ในช่วงเวลาที่โลกกำลังให้ความสนใจกับสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทว่าอีกมุมหนึ่งของโลก สิทธิสตรีกลับกำลังค่อยๆ ถูกทำให้เลือนหายลงอีกขั้น เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลตาลีบันเพิ่งประกาศใช้กฎหมายครอบครัวฉบับใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 31 มาตราครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการแต่งงาน การหย่าร้าง การนอกใจ ไปจนถึงประเด็นสำคัญอย่าง ‘การแต่งงานในวัยเด็ก’
ภายใต้กฎหมายข้างต้น มีมาตราที่กำลังสร้างความกังวลใจให้กับนานาชาติอย่างยิ่ง โดยมาตราดังกล่าวระบุไว้ว่า ‘ความเงียบ’ หรือการไม่แสดงการคัดค้านของ ‘เด็กสาวพรหมจารี’ สามารถตีความได้ว่าเป็นการ ‘ยินยอม’ ให้เกิดการแต่งงานได้ ขณะที่ในกรณีของเด็กผู้ชายหรือหญิงสาวที่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน ความเงียบไม่ได้หมายความว่าเป็นการยินยอมเสมอไป
ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีภายใต้รัฐบาลตาลีบันไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงนี้ หากแต่ได้ก่อตัวมาตั้งแต่วันที่ตาลีบันกลับขึ้นสู่อำนาจปกครองอัฟกานิสถานในปี 2021 นับจากนั้นเป็นต้นมา เด็กและผู้หญิงในประเทศต่างเผชิญกับการกดขี่และการถูกผลักออกจากพื้นที่ทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ข้อจำกัดและความรุนแรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐานก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หยุดเพียงแค่ ‘การเลือกปฏิบัติ’ (Discrimination) อีกต่อไป แต่อาจกำลังเข้าสู่ ‘การแบ่งแยกทางเพศ’ (Gender Apartheid) ซึ่งรุนแรงและลึกซึ้งมากกว่าแค่การเลือกปฏิบัติในความหมายโดยทั่วไป
The Momentum ชวนสำรวจกระบวนการแบ่งแยกทางเพศของรัฐบาลตาลีบันซึ่งมีรูปแบบการครอบงำและกดขี่สตรี ‘อย่างเป็นระบบ’
เริ่มต้นทำความเข้าใจคำว่า ‘Apartheid’
เดิมทีคำว่า Apartheid ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายรูปแบบของการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (Race) อย่างเป็นระบบของชนชั้นปกครองผิวขาวเพื่อควบคุมกลุ่มคนผิวดำในแอฟริกาใต้ตั้งแต่ปี 1948 จนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 1990
Apartheid ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของคนผิวดำ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของแอฟริกาใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และโครงสร้างทางสังคมไว้ในกำมือของชนกลุ่มน้อยผิวขาว ซึ่งครองอำนาจมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 17
ระบบ Apartheid ทำให้ชาวแอฟริกันผิวดำในช่วงเวลานั้นถูกกีดกันออกจากสังคมแทบจะสมบูรณ์ ตั้งแต่การถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน การจำกัดโอกาสทางการศึกษา การจำกัดการเลือกประกอบอาชีพ การเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ไม่เท่าเทียม ไปจนถึงการถูกตัดสิทธิทางการเมืองอย่างการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ
ในเวลาต่อมา เนลสัน แมนดาลา (Nelson Mandela) นักเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวคนสำคัญ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการเรียกร้องให้ยกเลิกระบบ Apartheid ในแอฟริกาใต้
จากบทบาทในการเคลื่อนไหวดังกล่าว แมนเดลาถูกจับกุมและถูกคุมขังนานถึง 27 ปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี 1990 และอีก 3 ปีต่อมา ในปี 1993 แมนเดลาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากบทบาทในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ก่อนที่แอฟริกาใต้จะจัดการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่มีผู้ลงแข่งขันจากหลายเชื้อชาติในปี 1994
ท้ายสุดแมนเดลาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศและนำไปสู่การสิ้นสุดของระบบ Apartheid อย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ Apartheid ได้รับการรับรองให้เป็น ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นรูปแบบของการครอบงำและกดขี่อย่างระบบของกลุ่มเชื้อชาติที่เหนือกว่าต่อกลุ่มเชื้อชาติที่ด้อยกว่า
Apartheid มีความแตกต่างและลึกซึ้งมากกว่า ‘การเลือกปฏิบัติ’ พอสมควร โดยหากอ้างอิงอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามและลงโทษอาชญากรรมการแบ่งแยกสีผิว (International Convention on the Suppression and Punishment of the Crime of Apartheid) ในปี 1973 และธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) ในปี 1998 Apartheid มีองค์ประกอบโดยกว้าง ดังนี้
- มีโครงสร้างหรือกฎหมายที่รัฐบาลรองรับ เพื่อการการครอบงำและกดขี่อย่างเป็นระบบ
- มีการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมหลายประการเกิดขึ้นร่วมกัน
- รัฐมีเจตนาอย่างชัดเจนที่จะคงไว้ซึ่งระบบดังกล่าว
ตาลีบันกำลังสร้าง Gender Apartheid?
เมื่อนำนิยาม Apartheid เข้ามาพิจารณาในกรอบเรื่องเพศ จะเห็นค่อนข้างชัดว่ารัฐบาลตาลีบันกำลังสร้างระบบการกีดกันและกดขี่ทางเพศอย่างเป็นระบบมาต่อเนื่องตลอดช่วงเวลากว่าครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา
The Momentum รวบรวมประเด็นสำคัญที่สะท้อนพัฒนาการของการกดขี่ทางเพศภายใต้รัฐบาลตาลีบันอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจกำลังเข้าใกล้กับสิ่งที่เรียกว่า Gender Apartheid มากขึ้น ผ่านประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ห้ามผู้หญิงเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย
มาตรการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในมาตรการแรกๆ ที่รัฐบาลตาลีบันประกาศใช้ทันทีหลังกลับขึ้นสู่อำนาจได้เพียงไม่กี่เดือน โดยกำหนดห้ามเด็กผู้หญิงอายุเกิน 12 ปีเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา
แม้ในช่วงแรกฝ่ายตาลีบันจะอ้างว่าเป็นมาตรการชั่วคราว แต่จนถึงปัจจุบัน เด็กผู้หญิงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศก็ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้
ต่อมา 1 ปีภายหลังจากการอยู่ในอำนาจ ตาลีบันก็ได้ประกาศห้ามผู้หญิงเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่งผลให้เกิดกระแสประท้วงจากกลุ่มผู้หญิงและนักศึกษาในหลายพื้นที่ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกปราบปรามอย่างรวดเร็วโดยกองทัพของตาลีบัน และคำสั่งห้ามข้างต้นก็ยังคงมีผลมาจนถึงปัจจุบัน
มาตรการเหล่านี้ทำให้เด็กผู้หญิงและผู้หญิงจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา และไม่มีโอกาสกลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกเลยจวบจนถึงปัจจุบัน
2. ห้ามประกอบอาชีพ ห้ามทำกิจกรรมสันทนาการ และห้ามเดินทางคนเดียว
รัฐบาลตาลีบันทยอยปลดผู้หญิงออกจากตำแหน่งราชการในหน่วยงานรัฐหลายแห่ง พร้อมทั้งเริ่มจำกัดไม่ให้ผู้หญิงประกอบอาชีพในหลายภาคส่วน รวมถึงภาคสาธารณสุขและภาคการศึกษา ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากขาดรายได้ และไม่สามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้
ขณะเดียวกัน ตาลีบันยังออกข้อจำกัดต่อการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การเดินเล่นในสวนสาธารณะ การร้องเพลงในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การพบปะทางสังคม ทั้งยังมีคำสั่งปิดร้านเสริมสวย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่ผู้หญิงสามารถออกมาพบปะและมีส่วนร่วมทางสังคมได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการกีดกันผู้หญิงออกจากสังคมอย่างชัดเจน
หนึ่งในมาตรการที่จำกัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานมากที่สุด คือการห้ามไม่ให้ผู้หญิงเดินทางไกลหรือแม้แต่ ‘สถานพยาบาล’ เพียงลำพังได้ หากจำเป็นต้องเดินทาง จะต้องมี ‘มะฮ์รอม’ (Mahram) หรือผู้ปกครองเพศชาย เช่น พ่อ พี่ชาย หรือสามี เดินทางไปด้วยเสมอ
3. บังคับเรื่องการแต่งกาย
อีกหนึ่งข้อบังคับสำคัญที่ถูกตราเป็นกฎหมาย คือการกำหนดให้ผู้หญิงต้องสวมผ้าคลุมหน้าและปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด
ในปัจจุบัน หลายพื้นที่ทั่วอัฟกานิสถานมีการตรวจตราเรื่องการแต่งกายอย่างเข้มงวด ผู้หญิงจำนวนมากจำเป็นต้องสวม ‘บุรกา’ (Burka) หรือผ้าคลุมร่างกายแบบชิ้นเดียวของสตรีมุสลิม ซึ่งปกปิดร่างกายเกือบทั้งหมด และมีเพียงช่องตาข่ายเล็กๆ บริเวณดวงตาเพื่อให้สามารถมองเห็นได้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาออกนอกบ้าน หรือแม้แต่อยู่ภายในพื้นที่ส่วนตัวก็ตาม
รายงานจาก Human Rights Watch ระบุว่า ผู้หญิงที่แต่งกายไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลตาลีบันต้องเผชิญกับบทลงโทษหลายรูปแบบ ตั้งแต่การถูกกักบริเวณภายในบ้านเป็นเวลาหลายวัน การข่มขู่และคุกคาม ไปจนถึงการใช้ความรุนแรงทางร่างกายจากเจ้าหน้าที่หรือกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่
4. การสมรสและการมีครอบครัว
สำหรับมาตรการเกี่ยวกับการสมรสและการมีครอบครัว รัฐบาลตาลีบันได้มีการออกแนวปฏิบัติด้านกระบวนการยุติธรรมที่ชื่อว่า ‘เดมะฮะกูมูจาซาอีอุซุลนามา’ (De Mahakumu Jazaai Osulnama) ซึ่งได้รับการลงนามรับรองโดย มุลลาห์ ไฮบาตุลเลาะห์ อัคคุนด์ซาดา (Mullah Hibatullah Akhundzada) ผู้นำสูงสุดของตาลีบัน
ในแนวปฏิบัติดังกล่าวมีการระบุประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับสามีภรรยา โดยมีตัวอย่าง ดังนี้
- มาตรา 32 ระบุว่า หากสามีทำร้ายภรรยาด้วยกำลังอย่างรุนแรง จนเกิดกระดูกหัก บาดแผล หรือรอยฟกช้ำที่เห็นได้ชัด และฝ่ายภรรยาสามารถพิสูจน์ความผิดต่อศาลได้ ศาลจะถือว่าสามีมีความผิดและลงโทษจำคุกเป็นเวลา 15 วัน
- มาตรา 34 ระบุว่า หากภรรยาเดินทางไปบ้านญาติโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสามี จะถูกจำคุกสูงสุดนานถึง 3 เดือน ไม่เพียงแค่นั้น ญาติของฝ่ายภรรยาอาจได้รับโทษเช่นเดียวกัน
ซึ่งตัวอย่างข้างต้นตีความได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวและการกดขี่เพศหญิงยังคงมีอยู่จริง
นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวยังยกเลิก กฎหมายว่าด้วยการขจัดการใช้ความรุนแรงต่อสตรี (Elimination of Violence Against Women: EVAW) ในปี 2009 โดยรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา
ต่อมาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตาลีบันได้ออกกฎหมายครอบครัวฉบับใหม่ โดยมีประเด็นที่กระทบต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยตรง ดังนี้
- กฎหมายระบุว่า ‘ความเงียบ’ หรือการไม่แสดงการคัดค้านของ ‘เด็กสาวพรหมจารีย์’ สามารถตีความได้ว่าเป็นการ ‘ยินยอม’ ให้เกิดการแต่งงานได้
- การแต่งงานกับผู้เยาว์สามารถเกิดขึ้นได้ หากคู่สมรสพิจารณาว่ามีความเหมาะสม และสามารถเลือกให้สินสอดกับครอบครัวฝ่ายหญิงได้อย่างเหมาะสมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เยาว์สามารถขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการแต่งงานได้ แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลตาลีบันก่อน
- พ่อหรือปู่สามารถเข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจต่อการแต่งงานของผู้เยาว์ได้ เว้นแต่ว่าผู้ปกครองจะมีพฤติกรรมทารุณกรรมต่อเด็ก หรือสภาพจิตใจผิดปกติ
ตัวอย่างบางส่วนของกฎหมายฉบับนี้กำลังแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลตาลีบันกำลัง ‘สนับสนุน’ ให้การแต่งงานกับผู้เยาว์เป็นเรื่องที่ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ ภายในประเทศ
วิกฤตเศรษฐกิจทำให้ต้องขายลูกสาวแลกสินสอด
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตทางเศรษฐกิจภายในประเทศและข้อจำกัดการช่วยเหลือจากนานาชาติ อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงถูกผลักออกจากสังคมมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ภายใต้การปกครองของตาลีบัน ผู้หญิงจำนวนมากถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงการประกอบอาชีพ ส่งผลให้ผู้หญิงเหล่านี้สูญเสียโอกาสในการมีรายได้และไม่สามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้
ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนมากกว่า 3 ใน 4 ของประเทศกำลังเผชิญกับความยากจนและการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน หลายครอบครัวจึงต้องหันไปใช้การ ‘เร่ขายลูกสาว’ เป็นช่องทางในการหารายได้ ผ่านการแต่งงานเพื่อแลกเปลี่ยนสินสอดหรือทำให้ภาระทางเศรษฐกิจภายในครอบครัวลดลง
ไม่เพียงเท่านั้น วิกฤตด้านมนุษยธรรมยังส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของทารกและมารดาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาการขาดแคลนสารอาหารและการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่จำกัด โดยเฉพาะในบริบทที่ผู้หญิงถูกลดบทบาทออกจากพื้นที่สาธารณะและภาคการทำงานด้านสุขภาพ
การออกกฎหมายที่เปิดช่องให้การแต่งงานของผู้เยาว์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการให้อำนาจแก่พ่อและปู่ในการตัดสินใจแทนเด็กหญิง ยิ่งจะทำให้สิทธิเด็กและสตรีจมหายไปมากกว่าเดิม
ข้อจำกัดของ Gender Apartheid ในระดับระหว่างประเทศ
มาถึงจุดนี้ ภาพความจริงอาจสะท้อนให้เห็นค่อนข้างชัดว่า รัฐบาลตาลีบันกำลังสร้างระบบ Gender Apartheid หรือการแบ่งแยกทางเพศขึ้นอย่างเป็นระบบ ผ่านการผลักผู้หญิงออกจากพื้นที่สาธารณะ การศึกษา การทำงาน เศรษฐกิจ ตลอดจนสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ แม้คำว่า Gender Apartheid จะถูกใช้มากขึ้นในหมู่นักสิทธิมนุษยชนและองค์กรระหว่างประเทศ แต่จนถึงปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเช่นเดียวกับแบ่งแยกทางเชื้อชาติ (Racial Apartheid)
นั่นหมายความว่า แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการผลักดันให้การกดขี่ผู้หญิงอย่างเป็นระบบถูกยอมรับว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่องค์กรสิทธิมนุษยชน ไปจนถึง มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai) นักสิทธิมนุษยชนชาวปากีสถานที่ต่อสู้เรื่องสิทธิสตรีและการศึกษาและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2014 ที่ออกมาเรียกร้องต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง แต่การที่แนวคิดนี้ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ก็ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังคงยากต่อการสร้างแรงกดดันหรือกลายเป็นบรรทัดฐานร่วมบนเวทีระหว่างประเทศ
ท้ายที่สุดแล้ว ในวันที่สายตาของโลกยังคงจับจ้องไปยังสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิทธิของเด็กและผู้หญิงในอัฟกานิสถานอาจกำลังค่อยๆ ถูกผลักให้เลือนหายออกจากความรับรู้ของประชาคมโลกทีละน้อย พร้อมกับชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่อย่างเป็นระบบที่ยังคงดำเนินต่อไป
ที่มา:
- https://www.hrw.org/world-report/2025/country-chapters/afghanistan
- https://kabulnow.com/2026/05/bbc-ghor-residents-are-selling-their-children-due-to-poverty/
- https://verfassungsblog.de/apartheid-or-systemic-discrimination/
- https://www.britannica.com/topic/apartheid
- https://themomentum.co/report-taliban-allows-domestic-violence/
- https://www.bbc.com/news/world-asia-64045497
- https://sahistory.org.za/article/history-apartheid-south-africa
- https://www.amnesty.or.th/blog/2025/03/international-womens-day-narges-mohammadi/