โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เด็กหญิงไม่ขัดขืน = ยินยอมแต่งงาน” ตาลีบันออกกฎหมายใหม่ ปิดตายสิทธิสตรี สำรวจระบบกีดกันทางเพศในอัฟกานิสถาน

The Momentum

อัพเดต 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 2.27 น. • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังให้ความสนใจกับสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทว่าอีกมุมหนึ่งของโลก สิทธิสตรีกลับกำลังค่อยๆ ถูกทำให้เลือนหายลงอีกขั้น เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลตาลีบันเพิ่งประกาศใช้กฎหมายครอบครัวฉบับใหม่ ซึ่งมีทั้งหมด 31 มาตราครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการแต่งงาน การหย่าร้าง การนอกใจ ไปจนถึงประเด็นสำคัญอย่าง ‘การแต่งงานในวัยเด็ก’

ภายใต้กฎหมายข้างต้น มีมาตราที่กำลังสร้างความกังวลใจให้กับนานาชาติอย่างยิ่ง โดยมาตราดังกล่าวระบุไว้ว่า ‘ความเงียบ’ หรือการไม่แสดงการคัดค้านของ ‘เด็กสาวพรหมจารี’ สามารถตีความได้ว่าเป็นการ ‘ยินยอม’ ให้เกิดการแต่งงานได้ ขณะที่ในกรณีของเด็กผู้ชายหรือหญิงสาวที่เคยผ่านการแต่งงานมาก่อน ความเงียบไม่ได้หมายความว่าเป็นการยินยอมเสมอไป

ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีภายใต้รัฐบาลตาลีบันไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงนี้ หากแต่ได้ก่อตัวมาตั้งแต่วันที่ตาลีบันกลับขึ้นสู่อำนาจปกครองอัฟกานิสถานในปี 2021 นับจากนั้นเป็นต้นมา เด็กและผู้หญิงในประเทศต่างเผชิญกับการกดขี่และการถูกผลักออกจากพื้นที่ทางสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ข้อจำกัดและความรุนแรงต่อสิทธิขั้นพื้นฐานก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้หยุดเพียงแค่ ‘การเลือกปฏิบัติ’ (Discrimination) อีกต่อไป แต่อาจกำลังเข้าสู่ ‘การแบ่งแยกทางเพศ’ (Gender Apartheid) ซึ่งรุนแรงและลึกซึ้งมากกว่าแค่การเลือกปฏิบัติในความหมายโดยทั่วไป

The Momentum ชวนสำรวจกระบวนการแบ่งแยกทางเพศของรัฐบาลตาลีบันซึ่งมีรูปแบบการครอบงำและกดขี่สตรี ‘อย่างเป็นระบบ’

เริ่มต้นทำความเข้าใจคำว่า ‘Apartheid’

เดิมทีคำว่า Apartheid ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายรูปแบบของการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ (Race) อย่างเป็นระบบของชนชั้นปกครองผิวขาวเพื่อควบคุมกลุ่มคนผิวดำในแอฟริกาใต้ตั้งแต่ปี 1948 จนถึงช่วงต้นทศวรรษที่ 1990

Apartheid ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของคนผิวดำ ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของแอฟริกาใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง เศรษฐกิจ และโครงสร้างทางสังคมไว้ในกำมือของชนกลุ่มน้อยผิวขาว ซึ่งครองอำนาจมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 17

ระบบ Apartheid ทำให้ชาวแอฟริกันผิวดำในช่วงเวลานั้นถูกกีดกันออกจากสังคมแทบจะสมบูรณ์ ตั้งแต่การถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน การจำกัดโอกาสทางการศึกษา การจำกัดการเลือกประกอบอาชีพ การเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่ไม่เท่าเทียม ไปจนถึงการถูกตัดสิทธิทางการเมืองอย่างการเลือกตั้งและการมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศ

ในเวลาต่อมา เนลสัน แมนดาลา (Nelson Mandela) นักเคลื่อนไหวต่อต้านการแบ่งแยกสีผิวคนสำคัญ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในการเรียกร้องให้ยกเลิกระบบ Apartheid ในแอฟริกาใต้

จากบทบาทในการเคลื่อนไหวดังกล่าว แมนเดลาถูกจับกุมและถูกคุมขังนานถึง 27 ปี ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวในปี 1990 และอีก 3 ปีต่อมา ในปี 1993 แมนเดลาก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากบทบาทในการผลักดันการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย ก่อนที่แอฟริกาใต้จะจัดการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่มีผู้ลงแข่งขันจากหลายเชื้อชาติในปี 1994

ท้ายสุดแมนเดลาได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีผิวดำคนแรกของประเทศและนำไปสู่การสิ้นสุดของระบบ Apartheid อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ Apartheid ได้รับการรับรองให้เป็น ‘อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ’ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นรูปแบบของการครอบงำและกดขี่อย่างระบบของกลุ่มเชื้อชาติที่เหนือกว่าต่อกลุ่มเชื้อชาติที่ด้อยกว่า

Apartheid มีความแตกต่างและลึกซึ้งมากกว่า ‘การเลือกปฏิบัติ’ พอสมควร โดยหากอ้างอิงอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามและลงโทษอาชญากรรมการแบ่งแยกสีผิว (International Convention on the Suppression and Punishment of the Crime of Apartheid) ในปี 1973 และธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute of the International Criminal Court) ในปี 1998 Apartheid มีองค์ประกอบโดยกว้าง ดังนี้

- มีโครงสร้างหรือกฎหมายที่รัฐบาลรองรับ เพื่อการการครอบงำและกดขี่อย่างเป็นระบบ

- มีการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมหลายประการเกิดขึ้นร่วมกัน

- รัฐมีเจตนาอย่างชัดเจนที่จะคงไว้ซึ่งระบบดังกล่าว

ตาลีบันกำลังสร้าง Gender Apartheid?

เมื่อนำนิยาม Apartheid เข้ามาพิจารณาในกรอบเรื่องเพศ จะเห็นค่อนข้างชัดว่ารัฐบาลตาลีบันกำลังสร้างระบบการกีดกันและกดขี่ทางเพศอย่างเป็นระบบมาต่อเนื่องตลอดช่วงเวลากว่าครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา

The Momentum รวบรวมประเด็นสำคัญที่สะท้อนพัฒนาการของการกดขี่ทางเพศภายใต้รัฐบาลตาลีบันอย่างเป็นระบบ ซึ่งอาจกำลังเข้าใกล้กับสิ่งที่เรียกว่า Gender Apartheid มากขึ้น ผ่านประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

1. ห้ามผู้หญิงเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

มาตรการดังกล่าวนับเป็นหนึ่งในมาตรการแรกๆ ที่รัฐบาลตาลีบันประกาศใช้ทันทีหลังกลับขึ้นสู่อำนาจได้เพียงไม่กี่เดือน โดยกำหนดห้ามเด็กผู้หญิงอายุเกิน 12 ปีเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา

แม้ในช่วงแรกฝ่ายตาลีบันจะอ้างว่าเป็นมาตรการชั่วคราว แต่จนถึงปัจจุบัน เด็กผู้หญิงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศก็ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ห้องเรียนได้

ต่อมา 1 ปีภายหลังจากการอยู่ในอำนาจ ตาลีบันก็ได้ประกาศห้ามผู้หญิงเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่งผลให้เกิดกระแสประท้วงจากกลุ่มผู้หญิงและนักศึกษาในหลายพื้นที่ของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกปราบปรามอย่างรวดเร็วโดยกองทัพของตาลีบัน และคำสั่งห้ามข้างต้นก็ยังคงมีผลมาจนถึงปัจจุบัน

มาตรการเหล่านี้ทำให้เด็กผู้หญิงและผู้หญิงจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา และไม่มีโอกาสกลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกเลยจวบจนถึงปัจจุบัน

2. ห้ามประกอบอาชีพ ห้ามทำกิจกรรมสันทนาการ และห้ามเดินทางคนเดียว

รัฐบาลตาลีบันทยอยปลดผู้หญิงออกจากตำแหน่งราชการในหน่วยงานรัฐหลายแห่ง พร้อมทั้งเริ่มจำกัดไม่ให้ผู้หญิงประกอบอาชีพในหลายภาคส่วน รวมถึงภาคสาธารณสุขและภาคการศึกษา ซึ่งถือเป็นภาคส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ มาตรการดังกล่าวส่งผลให้ผู้หญิงจำนวนมากขาดรายได้ และไม่สามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้

ขณะเดียวกัน ตาลีบันยังออกข้อจำกัดต่อการใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬา การเดินเล่นในสวนสาธารณะ การร้องเพลงในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การพบปะทางสังคม ทั้งยังมีคำสั่งปิดร้านเสริมสวย ซึ่งนับเป็นหนึ่งในไม่กี่พื้นที่ที่ผู้หญิงสามารถออกมาพบปะและมีส่วนร่วมทางสังคมได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลต้องการกีดกันผู้หญิงออกจากสังคมอย่างชัดเจน

หนึ่งในมาตรการที่จำกัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานมากที่สุด คือการห้ามไม่ให้ผู้หญิงเดินทางไกลหรือแม้แต่ ‘สถานพยาบาล’ เพียงลำพังได้ หากจำเป็นต้องเดินทาง จะต้องมี ‘มะฮ์รอม’ (Mahram) หรือผู้ปกครองเพศชาย เช่น พ่อ พี่ชาย หรือสามี เดินทางไปด้วยเสมอ

3. บังคับเรื่องการแต่งกาย

อีกหนึ่งข้อบังคับสำคัญที่ถูกตราเป็นกฎหมาย คือการกำหนดให้ผู้หญิงต้องสวมผ้าคลุมหน้าและปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด

ในปัจจุบัน หลายพื้นที่ทั่วอัฟกานิสถานมีการตรวจตราเรื่องการแต่งกายอย่างเข้มงวด ผู้หญิงจำนวนมากจำเป็นต้องสวม ‘บุรกา’ (Burka) หรือผ้าคลุมร่างกายแบบชิ้นเดียวของสตรีมุสลิม ซึ่งปกปิดร่างกายเกือบทั้งหมด และมีเพียงช่องตาข่ายเล็กๆ บริเวณดวงตาเพื่อให้สามารถมองเห็นได้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาออกนอกบ้าน หรือแม้แต่อยู่ภายในพื้นที่ส่วนตัวก็ตาม

รายงานจาก Human Rights Watch ระบุว่า ผู้หญิงที่แต่งกายไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของรัฐบาลตาลีบันต้องเผชิญกับบทลงโทษหลายรูปแบบ ตั้งแต่การถูกกักบริเวณภายในบ้านเป็นเวลาหลายวัน การข่มขู่และคุกคาม ไปจนถึงการใช้ความรุนแรงทางร่างกายจากเจ้าหน้าที่หรือกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่

4. การสมรสและการมีครอบครัว

สำหรับมาตรการเกี่ยวกับการสมรสและการมีครอบครัว รัฐบาลตาลีบันได้มีการออกแนวปฏิบัติด้านกระบวนการยุติธรรมที่ชื่อว่า ‘เดมะฮะกูมูจาซาอีอุซุลนามา’ (De Mahakumu Jazaai Osulnama) ซึ่งได้รับการลงนามรับรองโดย มุลลาห์ ไฮบาตุลเลาะห์ อัคคุนด์ซาดา (Mullah Hibatullah Akhundzada) ผู้นำสูงสุดของตาลีบัน

ในแนวปฏิบัติดังกล่าวมีการระบุประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกับสามีภรรยา โดยมีตัวอย่าง ดังนี้

- มาตรา 32 ระบุว่า หากสามีทำร้ายภรรยาด้วยกำลังอย่างรุนแรง จนเกิดกระดูกหัก บาดแผล หรือรอยฟกช้ำที่เห็นได้ชัด และฝ่ายภรรยาสามารถพิสูจน์ความผิดต่อศาลได้ ศาลจะถือว่าสามีมีความผิดและลงโทษจำคุกเป็นเวลา 15 วัน

- มาตรา 34 ระบุว่า หากภรรยาเดินทางไปบ้านญาติโดยไม่ได้รับความยินยอมจากสามี จะถูกจำคุกสูงสุดนานถึง 3 เดือน ไม่เพียงแค่นั้น ญาติของฝ่ายภรรยาอาจได้รับโทษเช่นเดียวกัน

ซึ่งตัวอย่างข้างต้นตีความได้ว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวและการกดขี่เพศหญิงยังคงมีอยู่จริง

นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวยังยกเลิก กฎหมายว่าด้วยการขจัดการใช้ความรุนแรงต่อสตรี (Elimination of Violence Against Women: EVAW) ในปี 2009 โดยรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

ต่อมาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตาลีบันได้ออกกฎหมายครอบครัวฉบับใหม่ โดยมีประเด็นที่กระทบต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยตรง ดังนี้

- กฎหมายระบุว่า ‘ความเงียบ’ หรือการไม่แสดงการคัดค้านของ ‘เด็กสาวพรหมจารีย์’ สามารถตีความได้ว่าเป็นการ ‘ยินยอม’ ให้เกิดการแต่งงานได้

- การแต่งงานกับผู้เยาว์สามารถเกิดขึ้นได้ หากคู่สมรสพิจารณาว่ามีความเหมาะสม และสามารถเลือกให้สินสอดกับครอบครัวฝ่ายหญิงได้อย่างเหมาะสมเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้เยาว์สามารถขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการแต่งงานได้ แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลตาลีบันก่อน

- พ่อหรือปู่สามารถเข้ามามีอำนาจในการตัดสินใจต่อการแต่งงานของผู้เยาว์ได้ เว้นแต่ว่าผู้ปกครองจะมีพฤติกรรมทารุณกรรมต่อเด็ก หรือสภาพจิตใจผิดปกติ

ตัวอย่างบางส่วนของกฎหมายฉบับนี้กำลังแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลตาลีบันกำลัง ‘สนับสนุน’ ให้การแต่งงานกับผู้เยาว์เป็นเรื่องที่ ‘ถูกต้องตามกฎหมาย’ ภายในประเทศ

วิกฤตเศรษฐกิจทำให้ต้องขายลูกสาวแลกสินสอด

ทว่าในอีกด้านหนึ่ง วิกฤตทางเศรษฐกิจภายในประเทศและข้อจำกัดการช่วยเหลือจากนานาชาติ อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงถูกผลักออกจากสังคมมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ภายใต้การปกครองของตาลีบัน ผู้หญิงจำนวนมากถูกจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐานตั้งแต่การศึกษาไปจนถึงการประกอบอาชีพ ส่งผลให้ผู้หญิงเหล่านี้สูญเสียโอกาสในการมีรายได้และไม่สามารถพึ่งพาตนเองทางเศรษฐกิจได้

ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ประชาชนมากกว่า 3 ใน 4 ของประเทศกำลังเผชิญกับความยากจนและการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน หลายครอบครัวจึงต้องหันไปใช้การ ‘เร่ขายลูกสาว’ เป็นช่องทางในการหารายได้ ผ่านการแต่งงานเพื่อแลกเปลี่ยนสินสอดหรือทำให้ภาระทางเศรษฐกิจภายในครอบครัวลดลง

ไม่เพียงเท่านั้น วิกฤตด้านมนุษยธรรมยังส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตของทารกและมารดาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัญหาการขาดแคลนสารอาหารและการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่จำกัด โดยเฉพาะในบริบทที่ผู้หญิงถูกลดบทบาทออกจากพื้นที่สาธารณะและภาคการทำงานด้านสุขภาพ

การออกกฎหมายที่เปิดช่องให้การแต่งงานของผู้เยาว์สามารถเกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการให้อำนาจแก่พ่อและปู่ในการตัดสินใจแทนเด็กหญิง ยิ่งจะทำให้สิทธิเด็กและสตรีจมหายไปมากกว่าเดิม

ข้อจำกัดของ Gender Apartheid ในระดับระหว่างประเทศ

มาถึงจุดนี้ ภาพความจริงอาจสะท้อนให้เห็นค่อนข้างชัดว่า รัฐบาลตาลีบันกำลังสร้างระบบ Gender Apartheid หรือการแบ่งแยกทางเพศขึ้นอย่างเป็นระบบ ผ่านการผลักผู้หญิงออกจากพื้นที่สาธารณะ การศึกษา การทำงาน เศรษฐกิจ ตลอดจนสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ แม้คำว่า Gender Apartheid จะถูกใช้มากขึ้นในหมู่นักสิทธิมนุษยชนและองค์กรระหว่างประเทศ แต่จนถึงปัจจุบัน แนวคิดดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการรับรองให้เป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเช่นเดียวกับแบ่งแยกทางเชื้อชาติ (Racial Apartheid)

นั่นหมายความว่า แม้จะมีความพยายามจากหลายฝ่ายในการผลักดันให้การกดขี่ผู้หญิงอย่างเป็นระบบถูกยอมรับว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ตั้งแต่องค์กรสิทธิมนุษยชน ไปจนถึง มาลาลา ยูซาฟไซ (Malala Yousafzai) นักสิทธิมนุษยชนชาวปากีสถานที่ต่อสู้เรื่องสิทธิสตรีและการศึกษาและเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ปี 2014 ที่ออกมาเรียกร้องต่อประชาคมโลกอย่างต่อเนื่อง แต่การที่แนวคิดนี้ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ก็ทำให้ประเด็นดังกล่าวยังคงยากต่อการสร้างแรงกดดันหรือกลายเป็นบรรทัดฐานร่วมบนเวทีระหว่างประเทศ

ท้ายที่สุดแล้ว ในวันที่สายตาของโลกยังคงจับจ้องไปยังสงครามและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิทธิของเด็กและผู้หญิงในอัฟกานิสถานอาจกำลังค่อยๆ ถูกผลักให้เลือนหายออกจากความรับรู้ของประชาคมโลกทีละน้อย พร้อมกับชีวิตของผู้คนจำนวนมากที่ยังคงต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้การกดขี่อย่างเป็นระบบที่ยังคงดำเนินต่อไป

ที่มา:

- https://www.ndtv.com/world-news/new-taliban-law-says-silence-of-virgin-girl-counts-as-consent-for-marriage-11507937

- https://www.brut.media/in/articles/india/society/from-treating-silence-as-consent-to-allowing-domestic-violence-what-rules-does-the-taliban-have-for-women-in-afghanistan

- https://www.hrw.org/world-report/2025/country-chapters/afghanistan

- https://apnews.com/article/afghanistan-women-taliban-child-marriage-united-nations-f430fdfdc0f0f49a5d8e91e7833a00ab

- https://kabulnow.com/2026/05/bbc-ghor-residents-are-selling-their-children-due-to-poverty/

- https://verfassungsblog.de/apartheid-or-systemic-discrimination/

- https://timesofindia.indiatimes.com/world/rest-of-world/silence-of-virgin-girl-can-be-treated-as-consent-taliban-legalises-child-marriages-with-special-rules-in-afghanistan/articleshow/131148782.cms

- https://www.britannica.com/topic/apartheid

- https://themomentum.co/report-taliban-allows-domestic-violence/

- https://www.bbc.com/news/world-asia-64045497

- https://sahistory.org.za/article/history-apartheid-south-africa

- https://www.amnesty.or.th/blog/2025/03/international-womens-day-narges-mohammadi/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...