ความสาวทำให้คว้ามงระดับโลกมาได้! การรักตัวเองฉบับ ‘Gawdland’ ดาวเด่นแห่งวงการแดร็ก ผู้ไม่โอนอ่อนต่อบรรทัดฐานของสังคม และภูมิใจที่ได้ถ่ายทอด ‘ความเป็นหญิง’ ผ่านศิลปะแดร็ก
Gawdland: “ออกสาวแล้วไง? สุดท้าย เราก็สามารถเป็นตัวเองได้ในทุกรูปแบบ”
‘เพชร - ธราเทพ ทวีพล’ เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้ยอมรับความหลากหลายทางเพศ ทำให้เธอจำเป็นต้องเก็บอุปกรณ์แต่งหญิงทุกอย่างเอาไว้ในตู้เสื้อผ้า เพื่อซ่อน ‘ความสาว’ ให้พ้นจากสายตาของพ่อแม่ อย่างไรก็ตาม แม้สภาพแวดล้อมจะไม่ได้เอื้อให้เด็กคนหนึ่งได้เป็นตัวเองอย่างที่ต้องการ แต่เพราะเพชรค้นพบความชอบมาตั้งแต่เด็กๆ เธอจึงพยายามรักษาตัวตนนี้เอาไว้ไม่ให้หล่นหายไประหว่างทาง
จนกระทั่งเพชรได้เดบิวต์เข้าสู่วงการแดร็กอย่างเต็มตัว พร้อมกับสเตจเนมใหม่ว่า ‘Gawdland’ (ก็อดแลนด์) ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปตลอดกาล เพราะการก้าวเข้าสู่โลกของแดร็ก ทำให้เธอได้ค้นพบ Safe Space ที่แท้จริง รวมถึงกล้าเป็นตัวเอง และมั่นใจมากยิ่งขึ้น
“พื้นฐานเราไม่ใช่คนมั่นอกมั่นใจ เราก็มีความ Insecure ในบางเรื่อง แต่การเป็นแดร็กนี่แหละคือ ‘พาหนะ’ ที่ทำให้เราสามารถถ่ายทอดความเป็นตัวเองได้ โดยไม่ต้องกลัวอะไร เป็นเหมือน ‘แหล่งหลบภัย’ ที่เราสามารถเข้าไปเติมพลังให้กับตัวเอง เพราะเราได้เรียนรู้แล้วว่าในวันที่อ่อนแอ เราก็ยังมี ‘ก็อดแลนด์’ ที่แข็งแกร่งคอยซับแรงกระแทกต่างๆ ให้อยู่นะ”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนบางส่วนในสังคมยังคงมอง ‘การออกสาว’ ในแง่ลบ ทว่า ในมุมของศิลปะแดร็ก ทุกการออกสาวนั้นซ่อนแนวคิด จุดยืน หรือการเรียกร้องบางอย่างเสมอ โดย ‘ก็อดแลนด์’ กล่าวว่า Drag is political in itself แดร็กคือการเมือง เนื่องจากหัวใจสำคัญของศิลปะแขนงนี้คือการไม่ยอมโอนอ่อนต่อบรรทัดฐานของสังคม ทั้งยังเฉลิมฉลอง ‘ความเป็นหญิง’ ท่ามกลางระบบปิตาธิปไตยหรือชายเป็นใหญ่
เพราะที่ผ่านมา ‘ก็อดแลนด์’ เลือกที่จะโอบรับความสาวในทุกรูปแบบของตัวเอง ทำให้ทุกวันนี้ เธอกลายเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับชัยชนะจากรายการ RuPaul’s Drag Race UK vs the World ซีซัน 3 พร้อมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการแดร็กไทย ซึ่งเธอกล้าพูดอย่างภาคภูมิใจว่า ‘ความสาว’ นี่แหละที่ทำให้เธอสามารถคว้ามงระดับโลกมาครองได้สำเร็จ และการได้เป็นตัวเองในทุกๆ วันคือ ‘อิสรภาพ’ ที่ล้ำค่า
“ความสาวคือพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และความสง่างาม ในสังคมที่ Misogyny หรือเกลียดความเป็นหญิงมาก เราไม่เคยรู้สึกว่า ‘ความสาว’ ไร้ค่า รั้งท้าย หรือไม่ปังเลย เพราะความสาวทำให้เราได้มาซึ่งทุกอย่างในชีวิตของเราตอนนี้ เราคว้ามงกุฎระดับโลกมาได้ เพราะความสาวที่เราใส่เข้าไปในแดร็ก”
นี่คือ ‘Gawdland’ 1 ใน 7 คน จากโปรเจกต์ “ออกสาวแล้วไง? : Feminine Energy - Redefining Strength” โดย Mirror Thailand ซึ่งขอโอบกอดพลังความสาวใน Pride 2026 เพราะความสาวไม่ใช่เรื่องผิด และความสาวคือ ‘ความสุข’ ของบางคนที่ได้เฉิดฉายเพราะได้ ‘เป็นตัวเอง’
Q: ถ้าให้เติมประโยค “ออกสาวแล้วไง?…” จะเติมว่าอะไร
A: ออกสาวแล้วไง? เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็สามารถเป็นตัวเองได้ในทุกรูปแบบ และมีมงกุฎระดับโลกเป็นของตัวเองด้วยค่ะ
Q: แล้วมองว่าตัวเองมีความออกสาวในด้านใดบ้าง
A: นิยามความสาวในแบบของเราคือ ความสาวแบบ Extreme เราเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก สิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราแสดงออก มันคือความปกติและธรรมชาติของเรา เราสบายใจที่จะเป็นแบบนี้ แสดงออกแบบนี้ พูดแบบนี้ แต่งหน้าแต่งตัวแบบนี้ มันคือพาร์ตหนึ่งของ ‘อัตลักษณ์’ โดยที่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องผิดแปลกหรือไม่ดี
Q: แล้วการเป็น ‘แดร็ก’ มีความออกสาวสอดแทรกอยู่อย่างไรบ้าง
A: การเป็นแดร็กคือการถ่ายทอด Femininity ในตัวเองแบบสุดสเปกตรัม มันคือการข้ามไปเป็นอีกเพศหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะข้ามเพศแล้ว มันยังเกินความเป็นจริงไปอีก ทุกอย่าง Over the top ผมใหญ่ ปากใหญ่ หน้าใหญ่ จริตจะก้านเกินผู้หญิงไปอีก ในขณะเดียวกัน บางวันเราก็ไม่ได้แต่งแดร็ก ดังนั้น ก็แล้วแต่เราว่าวันนี้อยากจะหญิงแค่ไหน อยากจะสาวแค่ไหน เพราะสุดท้ายแล้ว มันคือตัวเลือกของเราในทุกๆ วัน
เรามี ‘แดร็ก’ คอยเป็นโล่กำบังให้เราอยู่ ทำให้เรากล้าเป็นตัวเองได้มากขึ้น พื้นฐานเราไม่ใช่คนมั่นอกมั่นใจ เราก็มีความ Insecure ในบางเรื่อง แต่การเป็นแดร็กนี่แหละคือ ‘พาหนะ’ ที่ทำให้เราสามารถถ่ายทอดความเป็นตัวเองได้ โดยไม่ต้องกลัวอะไร เป็นเหมือน ‘แหล่งหลบภัย’ ที่เราสามารถเข้าไปเติมพลังให้กับตัวเอง เพราะเราได้เรียนรู้แล้วว่าในวันที่อ่อนแอ เราก็ยังมี ‘ก็อดแลนด์’ ที่แข็งแกร่งคอยซับแรงกระแทกต่างๆ ให้อยู่นะ”
Q: ในมุมของวงการแดร็ก ทุกการออกสาวมันซ่อนแนวคิดหรือจุดยืนบางอย่างเสมอใช่ไหม
A: ใช่ อย่างที่ก็อดแลนด์พูดมาโดยตลอดว่า การเป็นแดร็กคือการเฉลิมฉลองและโอบรับ Femininity หรือความสาวในทุกๆ รูปแบบ ว่ามันยิ่งใหญ่ สวยงาม และทรงพลัง ในฐานะของศิลปินแดร็ก เรามีความสุขมากที่ได้ทำศิลปะชิ้นนี้ที่ถ่ายทอดความเป็นเพศหญิงออกไปสู่ผู้ชมและสังคม
Drag is political in itself จริงๆ แดร็กคือการเมืองอยู่แล้ว เพราะมันคือการไม่โอนอ่อนต่อบรรทัดฐานของสังคม ซึ่งบอกว่าคุณเกิดมาเป็นผู้ชาย คุณก็ต้องแต่งตัวเป็นผู้ชาย ใช้ชีวิตแบบผู้ชาย ทำตัวเป็นผู้ชาย หรือมีบทบาทหน้าที่ตามมายาคติของสังคม
การแต่งแดร็กคือการปฏิเสธทุกบรรทัดฐาน ว่าฉันจะไม่เป็นแบบที่พวกคุณสั่งให้ฉันเป็น ฉันจะเป็นผู้หญิง ฉันจะเฉลิมฉลองความเป็นเพศหญิง แล้วฉันไม่กลัวว่าความเป็นชายของฉันจะถูกแปดเปื้อนจากการแต่งหญิง เพราะการแสดงออกถึงความสาวไม่ได้ทำให้ความเป็นชายน้อยลง สุดท้ายแล้ว การแสดงออกทางเพศ (Gender Expression) คือสิ่งที่เราสามารถเลือกได้ ไม่ว่าจะเป็น Femininity หรือ Masculinity ก็ตาม
Q: คิดอย่างไรกับการที่บางคนมอง ‘ความแมน’ ในเชิงบวกมากกว่า ‘ความสาว’
A: เราไม่ได้เห็นด้วยว่า ‘ความแมน’ ดีกว่า ‘ความสาว’ เพราะทั้งคู่คือการแสดงออกรูปแบบหนึ่ง สุดท้ายแล้ว มันคือความเป็นมนุษย์ และความเป็นธรรมชาติของปัจเจกบุคคลว่า เขามีลักษณะตัวตนอย่างไร แล้วเขาแฮปปี้กับสิ่งที่เป็นไหม เราไม่สามารถตัดสินได้ว่าคนอื่นจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันขึ้นอยู่กับตัวเขาเองว่าจะตัดสินใจใช้ชีวิตแบบไหน
Q: มองเรื่องการจัดเทียร์ปลาหมึกแถวบน-ล่างในหมู่เกย์อย่างไรบ้าง
A: สำหรับตัวก็อดแลนด์เอง คิดว่ามันไม่ถูกต้องเลยที่เราจะแบ่งประเภทหรือลำดับชนชั้นของผู้คนจากความแมนหรือความสาว มันดูเป็นโลกที่ล้าหลังมากเลยอ่ะ แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในสังคมไทย ‘การออกสาว’ ในหมู่เกย์ถือเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้รับการยอมรับหรือเทิดทูนเท่ากับความแมน ซึ่งคัลเจอร์นี้ค่อนข้างแข็งแรงมาก เพราะสอดแทรกอยู่ในธรรมชาติของสังคมไทยมาเป็นระยะเวลานาน
ก็อดแลนด์เพิ่งไปทัวร์ที่ยุโรปมา พอเราได้ไปคลุกคลีกับวงการเควียร์ในต่างประเทศแล้ว เรารู้สึกว่าประเทศไทยล้าหลังมาก มีบรรทัดฐานที่สตรองมากว่า คนเป็นเกย์จะต้องแต่งตัวหรือทำผมยังไง เช่น ในบาร์เกย์ คนส่วนใหญ่แต่งตัวสีเดียวกันหมดคือสีดำ ในขณะที่สเปน ทุกคนคือแดร็ก (หัวเราะ) ทุกคนแต่งตัวสนุกและสีสันจัดจ้าน ทำให้เรารู้สึกว่า ขอบเขตการแสดงออกของพวกเขามันกว้างกว่าคนไทย ไม่ว่าจะเป็นสเปกตรัมไหน ก็ได้รับการเฉลิมฉลองทั้งหมด และความสาวความแมนก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการแต่งตัว แต่งหน้า หรือรูปลักษณ์ภายนอก เพราะฉะนั้น เมืองไทยก็คงจะต้องพูดคุยเรื่องนี้กันต่อไป
Q: คิดว่าการพยายามเป็นคนอื่น เพื่อให้สังคมยอมรับ มันสร้างความท็อกซิกในชีวิตไหม
A: เรื่องการพยายามเป็นคนอื่น เพื่อให้สังคมยอมรับ ก็อดแลนด์มองว่ามันขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆ ว่า คุณทำไปแล้วมีความสุขไหม หรือคุณเบียดเบียนตัวเองจนมันกำลังกัดกินความสุขของคุณหรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่ทุกคนจะต้องตอบให้ได้
ถ้าคุณมีความสุขกับการที่บรรทัดฐานของสังคมบอกว่าคุณต้องเป็นแบบนี้ คุณก็ทำไป มันคือชีวิตของคุณ คุณเลือกได้ แต่ถ้าเมื่อไรที่บรรทัดฐานนั้นเริ่มสร้างบาดแผลทางใจ เริ่มทำให้เกิดการเปรียบเทียบ เริ่มทำให้เราเหนื่อยหรือลำบากเกินความจำเป็น เราก็ต้องกลับมาไตร่ตรองนิดหนึ่งแหละว่าการทำแบบนั้นคุ้มค่าไหม
Q: ก่อนจะยึดมั่นกับความเป็นตัวเองได้อย่างทุกวันนี้ ผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง
A: ตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ครอบครัวไม่ได้ยอมรับเรื่อง ‘การออกสาว’ ของเรา ดังนั้น อุปกรณ์แต่งหญิงทุกอย่าง เช่น วิกผม เครื่องสำอาง และเสื้อผ้า จึงต้องถูกเก็บเอาไว้ในตู้เสื้อผ้า และเราจะหยิบทุกอย่างออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อพ่อแม่ไม่อยู่บ้าน หรือไม่ก็ต้องไปแต่งหญิงข้างนอกแทน
Q: แล้วในวันที่เราไม่ต้องเก็บซ่อนความสาวไว้ในตู้เสื้อผ้าอีกต่อไป ‘ก็อดแลนด์’ รู้สึกอย่างไรบ้าง
A: โห การได้เป็นตัวเอง 24 ชั่วโมง มันรู้สึกอิสระมาก คนที่ไม่เคยต้องซ่อนตัวตนอาจจะไม่เข้าใจว่าความรู้สึกนี้พิเศษหรือล้ำค่ายังไง เมื่อครั้งหนึ่ง เราเคยต้องซ่อนความสาวไว้ในบางชั่วโมง แต่วันนี้เราสามารถเป็นตัวเองได้ 24/7 อยากทำอะไรก็ทำ อยากใส่อะไรก็ใส่ อยากแต่งอะไรก็แต่ง อยากทำผมทรงไหนก็ทำ อยากแต่งหน้าแบบไหนก็แต่ง สิ่งเหล่านี้คืออิสรภาพ
Q: แม้ว่าจะไม่ได้รับการยอมรับจากครอบครัว แล้วอะไรทำให้ก็อดแลนด์กล้าที่จะเลือกใช้ชีวิตตามจุดยืนและความชอบของตัวเอง
A: ไม่เคยมานั่งคิดแบบจริงจังเหมือนกันว่า ในเมื่อสภาพแวดล้อมไม่ได้สนับสนุน แต่ทำไมเรายังเลือกเป็นตัวเองอยู่ มันคงเป็นจิตวิญญาณลึกๆ ที่คิดว่า แล้วการเป็นฉัน มันผิดตรงไหน ต่อให้สังคมจะบอกว่ามันไม่ใช่มาตรฐานของสังคม แต่เราก็ยังอยากจะเป็นแบบนี้อยู่ เพราะนี่คือชีวิตของเรา นี่คือตัวตนของเรา นี่คือแก่นของเรา แล้วเราจะเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่นทำไม ในเมื่อคนที่ใช้ชีวิตนี้คือเรา เราก็ต้องเลือกสิ่งที่มีความสุขสิ ทัศนคติเหล่านี้ทำให้ก็อดแลนด์สามารถยึดถือแก่นนั้น แล้วก็เป็นตัวเองมาได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่สูญเสียตัวตนไปก่อน
Q: ก็อดแลนด์เชื่อเรื่อง Free Will ไหม
A: ก็อดแลนด์เชื่อว่า Free Will มีอยู่จริง ถ้าเรามีเจตนาหรือความประสงค์อะไร เราสามารถทำได้ แต่มันก็จะมีเงื่อนไขชีวิตที่มากำกับสิ่งเหล่านี้อยู่ดี เช่น คุณเกิดในครอบครัวแบบไหน ถ้าเป็นลูกชายคนโตบ้านคนจีน ก็จะยากหน่อย เพราะมันเหมือนคุณเกิดมาพร้อมกับเครื่องหมายพี่ใหญ่ หรือเกิดในประเทศที่การเป็น LGBTQ ยังผิดกฎหมาย หรือคุณเกิดในยุคที่ครั้งหนึ่งการเป็นเกย์คือการถูกสแตมป์ว่าเป็นเอดส์ตาย หรือถ้าคุณมี Financial Independence (อิสรภาพทางการเงิน) และไม่จำเป็นต้องไปขอเงินใคร คุณก็อาจจะเป็นตัวเองได้มากขึ้น สุดท้าย มันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขชีวิต และบริบททางสังคมของแต่ละคน
Q: คิดว่าอะไรบ้างที่ประกอบสร้างให้คนคนหนึ่งเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองได้
A: ความมั่นใจจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรามี Self-Love และ Self-Awareness เราต้องสื่อสารและเข้าใจตัวเองว่า ชีวิตนี้เราเกิดมาเพื่ออะไร อยากทำอะไร แล้วต้องทำยังไง ซึ่งเราก็ต้องเชื่อมั่นด้วยว่า สิ่งที่เราเป็นอยู่ไม่ใช่เรื่องผิดหรือไม่ดีนะ
มันเป็นการเดินทางที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง มันไม่ได้มีสูตรสำเร็จว่าคุณต้องทำยังไง ไม่ได้มีหนังสือระบุออกมาเป็นข้อๆ สุดท้ายแล้ว ชีวิตคือการเรียนรู้และค้นหาคำตอบไปเรื่อยๆ คุณอาจจะไม่ได้เจอกับคำตอบจนถึงวันสุดท้ายเลยก็ได้ หรือคุณอาจจะเจอตั้งแต่เด็ก หรือเจอในวัยกลางคน มันสามารถเกิดขึ้นได้หมดเลย
Q: อยากฝากอะไรถึงคนที่ยังไม่กล้าเป็นตัวเอง เพราะแคร์สายตาของคนรอบข้าง
A: สำหรับคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง เพราะยังฟังเสียงของคนรอบข้างอยู่ อยากจะบอกว่า คุณคือคุณ คุณคือ ‘ดาวเด่น’ ในชีวิตและเรื่องเล่าของตัวเอง ในเมื่อเราเกิดมาเป็นดาวแล้ว เราก็ต้องใช้ชีวิตให้เป็นตัวเองแบบสนุกสุดเหวี่ยงหรือเปล่า ไม่รู้ว่าคนอื่นจะคิดแบบนี้กันไหม แต่สำหรับเราคือซูเปอร์สตาร์ และเราจะเป็นตัวเอง
Q: อยากให้พูดถึง Beauty Standard ในวงการแดร็กสมัยก่อนหน่อย
A: อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า ในอดีต นิยามของ ‘แดร็ก’ คือการหยิบยืมฟีเจอร์ของผู้หญิงมาแต่งเลียนแบบ เช่น รองเท้าต้องส้นสูง เอวต้องรัดให้กิ่ว อกต้องตู้ม ตาม Beauty Standard ของการเป็นผู้หญิง แต่ทั้งสังคมและศิลปะแขนงนี้ก็ถูกตั้งคำถาม ปรับปรุง และพัฒนามาโดยตลอด ทำให้ทุกวันนี้ วงการแดร็กโอบรับทุกการแสดงออก และ ‘ความสาว’ ก็ไม่ได้ยึดโยงกับการแต่งตัวหรือรูปลักษณ์ภายนอกแบบ 1 ต่อ 1 อีกต่อไป เราจึงได้เห็น Alternative Drag มากมายหลากหลายสาขาแตกแขนงออกมา
เรากล้าพูดเลยว่าในไทย ความเป็นแดร็กยังถูกจำกัดไว้แค่การแต่งตัวเป็นผู้หญิง แต่ในต่างประเทศ แดร็กสามารถเป็นได้ทุกอย่างจริงๆ เช่น ‘Drag Chair’ เขาสามารถแต่งเป็นเก้าอี้หรือสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ก็ได้ มัน beyond กว่าเรื่องเพศไปแล้ว ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นตัวแทนแดร็กในรูปแบบไหน มันสมเหตุสมผลทั้งนั้น เพราะ Every drag is valid !
Q: ถ้าให้ reclaim power ความออกสาวสู่สังคม อยากสื่อสารบอกทุกคนดังๆ ผ่านช่องทางนี้ว่าอะไรบ้าง
A: ‘ความออกสาว’ คือพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และความสง่างาม ในสังคมที่ Misogyny หรือเกลียดความเป็นหญิงมาก เราไม่เคยรู้สึกว่า ‘ความสาว’ ไร้ค่า รั้งท้าย หรือไม่ปังเลย เพราะความสาวทำให้เราได้มาซึ่งทุกอย่างในชีวิตของเราตอนนี้ เราคว้ามงกุฎระดับโลกมาได้ เพราะความสาวที่เราใส่เข้าไปในแดร็ก
‘การออกสาว’ ไม่ใช่เรื่องที่ผิดหรือเลวร้าย ถ้านั่นคือตัวตนของคุณ จงโอบรับและมีความสุขกับมัน ไม่ว่าสังคมจะบอกกับคุณว่าห้ามทำแบบนั้นห้ามทำแบบนี้ แต่ตราบใดที่คุณได้เป็นตัวเอง มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่ามาก เพราะมันคือความเป็นมนุษย์ของพวกเราทุกคน ดังนั้น อยากให้ทุกคนเฉลิมฉลองความออกสาวของตัวเองค่ะ
Q: ความภูมิใจจากการได้ออกสาวและเป็นตัวเองคืออะไร
A: การได้ออกสาวคือสัญลักษณ์ว่าเราไม่ได้เกลียดตัวเอง เราพร้อมที่จะซื่อสัตย์และโอบรับตัวเองในทุกรูปแบบ โดยที่ไม่ต้องกลัวใครๆ ต่อให้ตัวตนหรือความชอบของเราจะไม่ใช่ Mainstream ของสังคม แต่เราก็ยังเลือกทำมันอยู่ นี่แหละคือความสวยงามของการเกิดมาเป็นมนุษย์
Q: ความภูมิใจจากการได้ออกสาวและเป็นตัวเองคืออะไร ฝากอะไรถึงคนที่เหยียดคนออกสาว ไม่หรือบอกว่า เรา “สาวเกินไป”
A: ไม่มีนะ (หัวเราะ) มีแต่คนบอกว่า ทำไมวันนี้ไม่สาวเลยอ่ะ
สุดท้ายแล้ว คนเราจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น วันหนึ่งตื่นมาอาจจะอยากสาวมากๆ หรืออีกวันอาจจะอยากกึงไปเลย อะไรก็เกิดขึ้นได้ มันคือชีวิตของแต่ละคน มันคือเรื่องปัจเจก อย่าไปกำกับชีวิตของคนอื่นเยอะ เขาอยากเป็นอะไรก็ให้เขาเป็นไป ไม่ต้องไปตั้งคำถามเยอะว่า อุ๊ย ทำไมวันนี้กึงจัง ทำไมวันนี้ไม่กึงเลย ทำไมวันนี้สาวจัง ทำไมวันนี้แต่งหน้าแรงจัง เรื่องของเขา ไม่ต้องสาระแน !
บทความต้นฉบับได้ที่ : ความสาวทำให้คว้ามงระดับโลกมาได้! การรักตัวเองฉบับ ‘Gawdland’ ดาวเด่นแห่งวงการแดร็ก ผู้ไม่โอนอ่อนต่อบรรทัดฐานของสังคม และภูมิใจที่ได้ถ่ายทอด ‘ความเป็นหญิง’ ผ่านศิลปะแดร็ก
บทความที่เกี่ยวข้อง
- สิทธิสตรีในเรือนจำ กับเกือบ 20 ปีของ ‘โครงการกำลังใจ’ พระดำริ ‘พระองค์ภา’ ที่ให้ความสำคัญกับ ทั้งสุขภาวะผู้หญิง สุขภาพจิต ความเปราะบาง และการสร้างอาชีพ ซึ่งขับเคลื่อนให้เกิด ‘Bangkok Rules’ ข้อปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงโดยสหประชาชาติ
- “บางครั้งยิ่งเราไม่สมบูรณ์แบบเท่าไหร่ กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เราโดดเด่น งดงาม และมีคุณค่ามากเท่านั้น…เพราะตัวตน ที่แท้จริงของคุณ คือเวอร์ชันที่ดีที่สุดของคุณอยู่แล้ว” กับนิยามความงามที่ไม่ได้วัดจากความเพอร์เฟกต์ แต่คือการกล้าเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ของ แอนโทเนีย โพซิ้ว
- ความสาวทำให้คว้ามงระดับโลกมาได้! การรักตัวเองฉบับ ‘Gawdland’ ดาวเด่นแห่งวงการแดร็ก ผู้ไม่โอนอ่อนต่อบรรทัดฐานของสังคม และภูมิใจที่ได้ถ่ายทอด ‘ความเป็นหญิง’ ผ่านศิลปะแดร็ก
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com