โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักจิตวิทยาบอกเล่า 6 เหตุผลที่ผู้ชาย มักไม่ค่อยเข้าพบนักบำบัด (Therapist) ทั้งที่สุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ และกว่า 3 ใน 4 ของผู้ชายอายุระหว่าง 40-49 มีแนวโน้มจบชีวิตตัวเองหรือใช้สารเสพติด

Mirror Thailand

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

“เหมือนผมอยู่บนโลกนี้คนเดียว ผมมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น แต่ไม่มีใครอยู่เพื่อผมเลย” ชายคนหนึ่งสารภาพถึงความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เขากำลังเผชิญในห้องจิตบำบัด

เป็นความจริงว่า ไม่บ่อยนักที่ใครสักคนจะพาตัวเองมาเพื่อพูดถึงความทุกข์ในใจ โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้า ดร. Stephen Blumenthal นักจิตวิทยาคลินิกผู้ทำงานด้านจิตบำบัดการปรึกษาและเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตของผู้ชาย พบว่าตลอด 35 ปีที่เขารับฟังปัญหาของผู้คน สิ่งหนึ่งที่ลูกค้าผู้ชายส่วนใหญ่มักจะมีคล้ายๆ กัน คือความเชื่อที่ว่าการไปพบนักบำบัดนั้นเป็นสิ่งที่บอกกับใครไม่ได้ ราวกับเป็นเรื่อง ‘น่าอับอาย’

เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยสากล อย่างตามตัวเลขจาก NHS (National Health Service) ของอังกฤษ ก็ระบุว่าว่า มีผู้ชายเพียง 33% เท่านั้นที่ไปพบนักบำบัด และอีกส่วนหนึ่งที่ไปพบก็จริง แต่มักจะหายไปกลางคันระหว่างทางของการบำบัด

ดร. Stephen ได้ตั้งข้อสังเกตผ่านบทความบนเว็บไซต์ The Guardian ถึงเหตุผลที่ว่าทำไมผู้ชายจำนวนไม่น้อยยังคงหลีกเลี่ยงการไปพบนักบำบัด ตั้งแต่ปัจจัยอย่างความคาดหวังของสังคมในเรื่องบทบาทหน้าที่ความเป็นชาย จนถึงความเชื่อบางอย่างที่ถูกปลูกฝังกันมา ซึ่งเป็นปัจจัยให้ปัญหาสุขภาพจิตของผู้ชายยิ่งเป็นเรื่องยากและซับซ้อนขึ้น

ทั้งที่จริงแล้ว ผู้ชาย 3 ใน 4 ของผู้ชายแค่เฉพาะในอังกฤษ ซึ่งมีอายุระหว่าง 40-49 มีแนวโน้มการจบชีวิตตัวเอง รวมถึงติดสารเสพติดจากภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้ามากกว่าผู้หญิง แต่ปัญหาสุขภาพจิตของพวกเขายังคงถูกครอบไว้ด้วย Stigma และ ‘ความกลัว’ ที่จะถูกตัดสินหรือตีตราจากสังคมว่าเป็นความ ‘อ่อนแอ’

เพื่อชวนทุกคนมาร่วมสร้างความตระหนักไปพร้อมกันในเดือน Men’s Mental Health Awareness Month หรือเดือนแห่งการตระหนักรู้เรื่องสุขภาพจิตของผู้ชาย (ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปได้ในแต่ละประเทศ เช่น บางประเทศที่กำหนดให้เป็นเดือนพฤศจิกายน) อีกครั้งว่า สัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตไม่ว่าจะน้อยหรือมาก ไม่ควรเป็นเรื่องที่ถูกมองข้าม แต่ควรสำรวจ และความเข้าใจไปด้วยกันโดยไม่ตัดสิน

ผู้ชายถูกสอนให้ ‘ทำ’ มากกว่า ‘พูด’

ดร. Stephen ตั้งข้อสังเกตว่า ตามบทบาทหน้าที่ของผู้ชายแบบดั้งเดิมนั้น บังคับให้พวกเขาต้องเป็นฝ่ายออกไปทำงานนอกบ้าน พร้อมๆ กับที่ต้องให้ความสำคัญกับเป้าหมาย หน้าที่ความรับผิดชอบ โดยไม่สามารถมี ‘อารมณ์’ เข้ามาเกี่ยวข้องได้ ซึ่งถ้าหากย้อนกลับไปตั้งแต่เด็ก ผู้ชายเองก็มักจะถูกปลูกฝังว่าการแสดงออกด้วยการกระทำเป็นเรื่องสำคัญกว่าคำพูด หรือการแสดงออกทางอารมณ์ใดๆ เป็นเรื่องไม่สมควร เพราะจะทำให้ ‘ไม่แมน’ นั่นทำให้ผู้ชายเป็นเพศที่มีความสามารถในการจูนเข้าหาและเข้าใจสภาวะอารมณ์ของอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้งน้อยกว่าผู้หญิง ซึ่งเป็นเพศที่มีความละเอียดอ่อนในการฟัง และการสังเกตภาษากายมากกว่า รวมถึงความสามารถในการพูดที่มีมากว่าด้วย

และนั่นอาจส่งผลให้ผู้ชายเชื่อใน ‘การกระทำ’ มากกว่าการสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกด้วยคำพูด กระทั่งเมื่อถึงเวลาที่เจอกับความทุกข์ใจ ผู้ชายมักพบว่าการสื่อสารออกมาเป็นคำพูดนั้นช่างเป็นเรื่องยากเย็น จนไม่สามารถจะอธิบายได้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร หรือกำลังเผชิญกับความรู้สึกยุ่งยากแบบไหนอยู่ อีกทั้ง ผู้ชายส่วนใหญ่ยังมีแนวโน้มที่จะแสดงออกเหมือนว่าพวกเขาไม่เป็นอะไร สบายดี ขณะเดียวกันก็มีแนวโน้มว่าหาทางออกด้วยการทะเลาะวิวาท ใช้สารเสพติด ดื่มแอลกอฮอลล์ หรือแม้แต่ดูหนังโป๊ เพื่อใช้เป็นวิธีรับมือกับความทุกข์ใจแบบเฉพาะหน้าด้วย

ผู้ชายเชื่อว่ากระบวนการบำบัดไม่ได้ถูกออกแบบมาสำหรับพวกเขา

รูปแบบของการบำบัด โดยเฉพาะการพูดคุยปรึกษาแบบ One-on-one ที่ต้องอาศัยการสื่อสารความรู้สึก เป็นไปได้ว่าอาจทำให้ผู้ชารู้สึกว่านั่นไม่ใช่พื้นที่สำหรับเขา ไม่ใช่พื้นที่ที่จะสบายใจ มากพอในการ ‘เปิดเผย’ สิ่งที่อยู่ข้างใน เพราะมันไม่ใช่แค่การนั่งสบตากับเทอราพิสต์สองคนแบบตัวต่อตัว แต่มันยังเป็นการนั่งสบตากับ ‘บาดแผล’ ของตัวเองด้วย นั่นสามารถนำมาสู่ภาวะอึดอัดทางอารมณ์ และอาจเป็นเหตุผลได้เหมือนกันว่าทำไมผู้ชายจำนวนไม่น้อยถึงหันหน้าไปฟังไลฟ์โค้ช หรือเข้ากลุ่มที่ให้คำแนะนำ มากกว่าจะพาตัวเองไปเข้าสู่กระบวนการแบบจริงจัง

ความต้องการของลูกค้าส่วนหนึ่งที่มาพบ ดร. Stephen บอกว่า การบำบัดแบบกลุ่ม การแชร์ประสบการณ์ร่วมกันแบบ Peer Support โดยไม่ต้องอยู่ในสปอตไลต์นั้นอาจเป็นเรื่องง่ายกว่าสำหรับพวกเขา

“ผมมักจะสร้างบรรยากาศในห้องบำบัดที่ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นพื้นที่ปลอดภัยขึ้นมาก่อน ชวนคุยถึงความเห็นในเรื่องต่างๆ พวกเขาจะรู้สึกว่าการบำบัดมันเป็นมิตร จนค่อยๆ เปิดใจ ชวนให้ผมเข้าไปรับรู้ปัญหาส่วนตัวของเขาอย่างช้าๆ เพราะการชวนสำรวจข้างในเลยทันทีไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคน และอาจทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังถูกคุกคามมากกกว่า”

ซึ่งทุกวันนี้มีบริการหลากหลายรูปแบบที่ช่วยให้เรื่องนี้ง่ายขึ้น เช่น กิจกรรม Walking and Talking ของกลุ่ม Menssheds ในอังกฤษที่รวมกลุ่มผู้ชายมามีส่วนร่วมในการทำโปรเจกต์อะไรบางอย่างให้กับชุมชน ไม่ใช่แค่เพื่อเยียวยาสุขภาพจิตตัวเอง ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวแปลกแยก แต่ยังเป็นการช่วยพวกเขา ‘ค้นหา’ ความหมายใหม่ๆ ของการมีชีวิตอยู่ด้วย ซึ่งกว่า 89% ของผู้เข้าร่วมกลุ่มแบบนี้ก็พบว่า พวกเขามีภาวะซึมเศร้าที่บรรเทาลง สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมที่รู้สึกปลอดภัย จะยิ่งช่วยให้ผู้ชายกล้าลุกขึ้นมาเยียวยาตัวเองได้มากขึ้น

ผู้ชายเชื่อว่าการแสดงความอ่อนแอเป็นเรื่องอันตราย

ดร.สตีเวน เล่าว่าผู้ชายที่มาบำบัดกับเขา มักจะเป็นอายุประมาณ 39 หรือ 49 ที่มองว่าการมาพบนักบำบัดเหมือนเป็นข้อบังคับเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยกลางคน

เพราะเมื่ออายุมากขึ้น สิ่งที่ผู้ชายส่วนหนึ่งต้องเจอพร้อมกับหน้าที่การงานคือ ‘หน้าตาทางสังคม’ ซึ่งเชื่อว่าการพบนักบำบัดไม่ต่างกับการโชว์เนื้อหนังที่ไม่สวยงามให้คนอื่นเห็น และมันอาจกระทบไปถึงสถานะทางสังคม รวมถึงภาพลักษณ์ที่สังคมมองพวกเขาด้วย

กระบวนการบำบัดที่เรียกร้องให้พวกเขา ‘โชว์’ ด้านที่ไม่สวยงามนั้นของตัวเอง ยิ่งในวัยที่ต้องแบกหน้าตาทางสังคมไว้ด้วยแล้ว จึงอาจทำให้รู้สึกอับอายและเป็นเรื่องอันตราย

ความเชื่อที่ว่าผู้ชายต้องทำทุกอย่างให้ได้ ‘คนเดียว’

นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ที่ค่านิยมเรื่อง Sigma Male ได้รับความนิยม มันได้สร้างความคาดหวังทั้งในภาพลักษณ์และบทบาทของผู้ชายว่า ผู้ชายที่ดีต้องเป็นคนประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน เก่งไปหมดทุกอย่างทุกเรื่อง แข็งแกร่งเกินมนุษย์มนา และสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใครเลย ซึ่งอาจเป็นค่านิยม Toxic กับผู้ชายเองได้ไม่น้อย

ลูกค้าบางรายของ ดร.สตีเวน ที่มาพบเขาด้วยปัญหาต่างๆ มีจุดร่วมอย่างหนึ่งคือ พวกเขาไม่สามารถจะพูดมันออกมาให้ใครฟังได้ เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการมีความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง อดทนกับความทุกข์ไปตามลำพัง มากกว่าจะมองหาความช่วยเหลือ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องบำบัด คือการเปลี่ยนความเชื่อว่าเราก็เป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่ฮีโร่ เราทำทุกอย่าง ทุกเรื่องคนเดียวไม่ได้ขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้อง ‘ผ่าน’ ทุกอย่างไปด้วยตัวเองเสมอไป ไม่ว่าใครก็ควรค่าแก่การมีเพื่อน มีใครสักคนได้ทั้งนั้น การร้องขอความช่วยเหลือในบางเวลาไม่ได้เป็นความอ่อนแอ และความรู้สึกเชื่อมโยงกับนักบำบัดก็คือหนึ่งในนั้น

ความคาดหวังว่าการมาพบนักบำบัดจะต้องลงเอยด้วยการพบ ‘คำตอบ’

ภาพจำจากสื่ออาจสร้างความเชื่อที่อาจจะไม่ตรงกับความจริงของการมาพบนักบำบัดว่า ทุกคนจะต้องมีพัฒนาการ เริ่มต้นด้วยความทุกข์ จบลงด้วยการ ‘หายดี’ หรือ ‘พบคำตอบ’ ที่ตามหา แถมยังต้องเป็นคำตอบที่รู้ได้เดี๋ยวนั้นทันทีหลังจบกระบวนการ

แต่ในความเป็นจริง การ ‘ฮีลใจ’ ไม่ได้ง่ายดายและมีแต่ด้านโรแมนติก เมื่อมันอาจหมายถึงการพาตัวเองมานั่งอยู่กับความไม่สบายตัว ซึ่งต้องอาศัยความอดทน แลกกับพัฒนาการอย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยไปทีละเสต็ป และการบำบัดก็เป็นเหมือนการรักษาวินัยในการดูแลตัวเองที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกๆ วัน เช่นเดียวกับที่เราพาตัวเองไปเข้ายิม หรือฝึกฝนทักษะอะไรบางอย่างที่ต้องอนทน ใช้เวลา สามารถที่จะ ‘ล้มเหลว’ และ ‘เริ่มใหม่’ ได้ทุกเมื่อเป็นเรื่องธรรมดา

ความกลัวว่าจะไปเจอกับ ‘อะไร’ ที่ซ่อนอยู่

‘อะไร’ ท่ีว่า อาจเป็นด้านที่ไม่สวยงามซึ่งหลบซ่อนอยู่ในตัวเอง โดยที่มันไม่เคยถูกหงายการ์ดออกมาให้เห็น ไม่เคยรู้ถึงการมีอยู่ของมันมาก่อน หรือถึงจะรู้ ก็อาจไม่เคยกล้าเผชิญหน้ากับมัน การค้นคุ้ยลงไปในจิตใจจึงเป็นเรื่องไม่ง่าย ระหว่างทางของการทำเทอราพีอาจพบร่องรอยของบาดแผล และเป็นไปได้ว่าจะเจอกับความเจ็บปวด เจ็บปวดได้มากกว่าเป็นอยู่

นอกจากนั้น การมีสักชี้ให้เห็นถึงจุดๆ นั้น มันยังอาจไปเปลี่ยน ‘รูปแบบ’ เดิมๆ ของตัวเราเองที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิต และการเปลี่ยนแปลง รื้อโครงสร้างเดิมๆ ย่อมสร้างความรู้สึกน่ากลัวได้เสมอ

แต่อย่างไรก็ตาม การบำบัดไม่ใช่การขโมยเอาความแข็งแกร่งในตัวไปไหน หากมันคือการ ‘นิยาม’ คุณค่าของเราขึ้นมาใหม่ เปิดที่ที่อนุญาตให้ความไม่สบายตัวทั้งหลายมีชื่อเรียก และถูกจัดการอย่างอ่อนโยน โดยที่มีคนคอยซัพพอร์ต ช่วยให้ความยุ่งยากเหล่านั้นผ่านไปได้

อ้างอิง

https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2026/jan/30/why-men-resist-therapy-mental-health-problems

บทความต้นฉบับได้ที่ : นักจิตวิทยาบอกเล่า 6 เหตุผลที่ผู้ชาย มักไม่ค่อยเข้าพบนักบำบัด (Therapist) ทั้งที่สุขภาพจิตเป็นเรื่องสำคัญ และกว่า 3 ใน 4 ของผู้ชายอายุระหว่าง 40-49 มีแนวโน้มจบชีวิตตัวเองหรือใช้สารเสพติด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...