โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

นาโต 3.0 เมื่อสหรัฐฯ ไม่แบกยุโรปอีกต่อไป

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หากสหรัฐอเมริกาถอยหนึ่งก้าว ยุโรปในวันนี้จะพร้อมก้าวขึ้นมานำหรือยัง? นี่อาจเป็นคำถามสำคัญที่สุดของการประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโตในปีนี้ เมื่อสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังส่งสัญญาณลดบทบาทในยุโรป พร้อมกดดันให้ชาติสมาชิกเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมและหันมารับผิดชอบความมั่นคงของตัวเองมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กำลังผลักให้นาโตเดินเข้าสู่ยุคใหม่ หรือที่หลายฝ่ายเรียกกันว่า “NATO 3.0” แล้วพันธมิตรนาโตทั้งหลายพร้อมหรือยัง ในวันที่เริ่มไร้เงาของพี่ใหญ่อย่างสหรัฐฯ บทวิเคราะห์จาก เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ สะท้อนความกังวลของผู้เชี่ยวชาญว่า ยุโรปเหลือเวลาไม่มากแล้ว เพราะมีการคาดการณ์กันว่า รัสเซียอาจจะทำสงครามกับนาโตอีกครั้งในปี 2029 ซึ่งในเวลานี้ยุโรปยังขาดสิ่งสำคัญที่ไม่ใช่แค่เพียงประสิทธิภาพการทหารและอาวุธ

การประชุมสุดยอดองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO Summit) ที่กรุงอังการา ประเทศตุรกี ในปีนี้ ไม่ใช่เพียงการประชุมประจำปีของพันธมิตรทางทหารที่ใหญ่ที่สุดของโลก แต่กำลังถูกมองว่าเป็น “จุดเปลี่ยน” ของนาโต หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯ ต้องการลดบทบาทในการป้องกันยุโรปและผลักดันให้พันธมิตรรับภาระด้านความมั่นคงมากขึ้น

บทวิเคราะห์จาก เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ ระบุว่า ผู้นำยุโรปที่เดินทางมาร่วมประชุมในครั้งนี้นั้น อยู่ท่ามกลางความกังวลว่า แม้พวกเขาจะยังต้องการให้สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในนาโตต่อไป แต่ก็เริ่มยอมรับแล้วว่า พันธมิตรกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคใหม่ที่ยุโรปจะต้องพึ่งพาสหรัฐฯ น้อยลงอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้

เพราะรัฐบาลทรัมป์ประกาศชัดเจนว่า กองทัพสหรัฐฯ จะทยอยถอนกำลังพลและขีดความสามารถบางส่วนออกจากยุโรป เพื่อนำทรัพยากรไปเสริมกำลังในตะวันออกกลางและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่สหรัฐฯ มองว่าจีนคือคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์อันดับหนึ่งในเวลานี้

บทวิเคราะห์มองต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลยุโรปต้องการในเวลานี้ คือทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่สิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า “NATO 3.0” เกิดขึ้นอย่างราบรื่นที่สุด พร้อมมั่นใจว่าช่องว่างด้านกำลังรบที่สหรัฐฯ จะทิ้งไว้ จะสามารถถูกทดแทนได้ แม้อาจไม่สมบูรณ์ เพื่อไม่ให้ยุโรปตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อรัสเซียที่มีความแข็งกร้าวทางทหารมากขึ้น

ซึ่งถ้ามองเพื่อนบ้านในโลกต่อสถานการณ์ความมั่นคงก็ยิ่งตอกย้ำความเร่งด่วนให้ยุโรปทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจีนที่ทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกลเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี ขณะที่รัสเซียยังเดินหน้าโจมตีกรุงเคียฟด้วยขีปนาวุธและโดรนระลอกใหญ่

ซึ่งในสงครามยูเครน ผู้นำสมาชิกนาโตคาดว่าจะยังคงยืนยันที่จะให้การสนับสนุนยูเครนต่อไป โดยประเทศสมาชิกที่ไม่ใช่สหรัฐฯ เตรียมให้ความช่วยเหลือรวม 80,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้และปีหน้า ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกีของยูเครน ได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อเรียกร้องระบบป้องกันภัยทางอากาศเพิ่มเติมในการรับมือการโจมตีจากรัสเซีย

แล้ว NATO 3.0 คืออะไร?

ทั้งนี้ รุตเทอกล่าวถึง NATO 3.0 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “เราจะทำให้แนวคิด NATO 3.0 กลายเป็นความจริง คือยุโรปที่แข็งแกร่งขึ้น ภายใต้นาโตที่แข็งแกร่งขึ้น”

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรปหลายคนยอมรับว่า ในช่วงหลายปีข้างหน้า ความเป็นจริงอาจแตกต่างออกไป คือ ยุโรปจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ภายใต้นาโตที่อ่อนแอลงต่างหาก

เนื่องจากจะมีกำลังทหารสหรัฐฯ ในยุโรปลดลง เทคโนโลยีทางทหารระดับสูงจากสหรัฐฯ ลดลง รวมทั้งยังมีข้อสงสัยตามกันมาว่า ถ้ามีภัยใดๆ เกิดขึ้น ประธานาธิบดีทรัมป์จะยอมใช้มาตรา 5 ของนาโตเพื่อช่วยพันธมิตรในทุกสถานการณ์หรือไม่ ซึ่งอาจกระทบต่อประสิทธิภาพของการป้องปราม

จาก NATO 1.0 สู่ NATO 3.0

ราโดสลาฟ ซิคอร์สกี รัฐมนตรีต่างประเทศโปแลนด์อธิบายวิวัฒนาการของนาโตไว้ว่า

NATO 1.0 - เกิดขึ้นหลัง WWII

  • มีภารกิจหลักคือการป้องกันการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียต

NATO 2.0 - หลังสงครามเย็นสิ้นสุดลง นาโตพยายามหาบทบาทใหม่

  • ต่อต้านการก่อการร้าย โดยเฉพาะในอัฟกานิสถานและตะวันออกกลาง

  • รัสเซียในเวลานั้นถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนมากกว่าศัตรู

  • ทำให้หลายประเทศในยุโรปลดขนาดกองทัพลง

แต่หลังรัสเซียบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 จีนขยายบทบาท และสหรัฐฯ ต้องการโยกทรัพยากรออกจากยุโรปไปเอเชีย ตรงนี้เองที่ รัฐมนตรีซิคอร์สกีมองว่า

“NATO 3.0 จะหมายถึงยุโรปที่รับผิดชอบการป้องกันแบบดั้งเดิมมากขึ้น ส่วนสหรัฐฯ จะกลายเป็นเหมือนกองทัพม้าหนุนที่พร้อมเข้ามาช่วยเมื่อจำเป็น”

ยุโรปกับเวลาที่มีไม่มากแล้ว

แต่มาวันนี้ เวลานี้ ยุโรปมีเวลาไม่มากแล้ว…เจ้าหน้าที่เยอรมนีและนาโตหลายคนประเมินว่า ภายในปี 2029 รัสเซียอาจพร้อมทำสงครามกับนาโตได้อีกครั้ง

สิ่งนี้เองทำให้ยุโรปต้องเร่งยกระดับความพร้อมทางทหาร ขณะที่สหรัฐฯ เองก็ถูกเรียกร้องไม่ให้ถอนกำลังเร็วจนเกินไปเพราะอาจสร้างช่องโหว่ด้านความมั่นคง

แมทธิว วิตเทเกอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำนาโตเตือนว่า ประเทศที่เพิ่มงบประมาณตามเป้าหมายอาจได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติม ส่วนประเทศที่ล่าช้าอาจเผชิญแรงกดดันมากขึ้น หลังมีการคาดการณ์กันก่อนประชุมสุดยอดนาโตว่า ประธานาธิบดีทรัมป์อาจจะกดดันให้ชาติสมาชิกนาโตเพิ่มงบด้านกลาโหมเป็น 5% ของ GDP ภายในปี 2035

ในช่วงแรก หลายประเทศหวังว่าการขู่ที่จะลดบทบาทของสหรัฐฯ จากปากของทรัมป์ จะเป็นเพียงแรงกดดันทางการเมืองเหมือนสมัยแรกของทรัมป์

แต่ปัจจุบัน ยุโรปยอมรับแล้วว่า สหรัฐฯ ตั้งใจลดบทบาทจริง และยุโรปจำเป็นต้องรับผิดชอบด้านความมั่นคงของตัวเองมากขึ้น

คลอเดีย เมเยอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจาก German Marshall Fund กล่าวว่า เห็นได้ชัดแล้วว่า บทบาทของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนไป สิ่งที่ยุโรปหวังมากที่สุดตอนนี้ คือการทำให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด และทำให้ทุกฝ่ายสามารถคาดการณ์ทิศทางได้

เพราะยุโรปในวันนี้ยังขาดทั้งกำลังพลและงบประมาณ

แม้หลายประเทศจะประกาศเพิ่มงบกลาโหมที่ผ่านมา แต่กองทัพยุโรปยังขาดกำลังพลอย่างหนัก เช่น กองทัพบกอังกฤษมีทหารประจำการต่ำกว่า 70,000 นาย ซึ่งถือว่าน้อยที่สุดนับตั้งแต่ยุทธการวอเตอร์ลูเมื่อปี 1815

ด้านงบประมาณ แม้เยอรมนีและโปแลนด์จะเร่งเพิ่มงบแล้ว แต่ยังไม่มีประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่ไหนที่คาดว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายใช้งบกลาโหม 3.5% ของ GDP และอีก 1.5% สำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงได้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

แม้แต่ตอนที่ตกลงเป้าหมายดังกล่าวเมื่อปีที่แล้ว สมาชิกนาโตยังปฏิเสธข้อเสนอของรุตเทอที่ต้องการให้บรรลุภายในปี 2029 และเลือกที่จะเลื่อนเส้นตายออกไปเป็นปี 2035

อย่างไรก็ตาม เดอะ นิวยอร์กไทมส์ มองว่า การสร้าง “เสาหลักยุโรป” ภายในนาโต ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องงบประมาณ แต่ยังรวมถึงการพัฒนาและบูรณาการอาวุธขั้นสูงที่สหรัฐฯ เคยจัดหาให้ ทั้งขีปนาวุธพิสัยไกลภาคพื้นดิน / ระบบป้องกันภัยทางอากาศ / ดาวเทียมทางทหาร / ระบบข่าวกรองและการประสานข้อมูล

แมทธิว โครนิก อดีตเจ้าหน้าที่เพนตากอน กล่าวกับ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ว่า แม้นาโตจะพัฒนาเป็น NATO 3.0 ก็ยังต้องอาศัยผู้นำจากสหรัฐฯ เทคโนโลยีระดับสูงของสหรัฐฯ การป้องปรามด้วยนิวงเคลียร์ และกำลังทหารสหรัฐฯ ในยุโรปอยู่ดี

เขาอธิบายว่า ความน่าเชื่อถือของการป้องปรามด้วยนิวเคลียร์ เชื่อมโยงโดยตรงกับการที่สหรัฐฯ ยังมีกำลังทหารประจำการอยู่ในยุโรป หากแทบไม่เหลือทหารอเมริกันอยู่ในยุโรป ก็ยิ่งเกิดคำถามว่า แล้วสหรัฐฯ จะมายอมใช้อาวุธตัวเองมาปกป้องพันธมิตรจริงๆ หรือไม่

ซึ่งในประเด็นนี้ เฉกเช่นเดียวกับที่ รุตเทอเคยย้ำว่า นาโต จำเป็นต้องมี “ร่มนิวเคลียร์” ของสหรัฐฯ เพื่อยับยั้งภัยคุกคามจากรัสเซียและประเทศอื่น

แต่ทว่า ปัญหาใหญ่ของนาโต ไม่ใช่แค่เรื่องอาวุธ แต่คือ ใครจะเป็นผู้นำในวันที่สหรัฐฯ ถอยแล้ว

นี่คืออีกประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญกังวล ตลอดกว่า 75 ปีที่ผ่านมา นาโตถูกออกแบบให้มีผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรป ซึ่งเป็นนายพลสหรัฐฯ ทำหน้าที่บัญขาการกองกำลังทั้งหมด

แม้ยุโรปจะมีนายพลที่เก่งกล้าสามารถ แต่ก็ยังไม่มีระบบบัญชาการร่วมของยุโรปอย่างแท้จริง เพราะผู้บัญชาการแต่ละประเทศยังขึ้นตรงต่อรัฐบาลของตนเอง

ซึ่งคามิลล์ กรองด์ อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของนาโต กล่าวกับ เดอะ นิวยอร์ก ไทมส์ว่า ต่อให้เหลือทหารอเมริกันในยุโรปเพียงนายเดียว ก็ต้องเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของนาโต

ซึ่งปรากฏว่า ปัจจุบัน เพนตากอนเองก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ที่ยังคงให้มีผู้บัญชาการสหรัฐฯ หลังก่อนหน้านี้มีแนวคิดแต่งตั้งนายพลยอรมันหรือฝรั่งเศส ก่อนจะเงียบหายไป

ทรัมป์เคยเสนอลดทหารสหรัฐฯ 1 ใน 3

ขณะที่แหล่งข่าวหลายรายเปิดเผยกับ CNN ว่า ระหว่างการประชุมที่ทำเนียบขาวเมื่อช่วงฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา ทรัมป์เคยตั้งคำถามว่า หากสหรัฐฯ ลดกำลังทหารประจำยุโรปลงหนึ่งในสาม จะเป็นการส่งสารที่ชัดเจนไปยังพันธมิตรนาโตหรือไม่

แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังทรัมป์ไม่พอใจที่ประเทศสมาชิกนาโตจำนวนมากไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ในช่วงเวลาเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้ยกเลิกการส่งกำลังพลบางส่วนไปยุโรป และเริ่มถอนเจ้าหน้าที่บางส่วนออกจากทวีปด้วย

มีรายงานว่า พีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เคยเตรียมประกาศแผนลดกำลังทหารในยุโรปเพิ่มเติมระหว่างการประชุมนาโตเมื่อเดือนมิถุนายน ซึ่งอาจรวมแล้วใกล้เคียงกับการลดกำลัง 1 ในสาม ตามที่ทรัมป์เคยตั้งคำถามไว้ แต่ภายหลังก็ได้เปลี่ยนมาเป็นการประกาศทบทวนกำลังทหารสหรัฐฯ ในยุโรปเป็นเวลา 6 เดือนแทน หลังหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล

ท้สที่สุดแล้ว การประชุมนาโตครั้งนี้ อาจไม่ได้มีอะไรมากจากโต๊ะประชุมนัก เพราะท่าทีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ที่ระหองระแหงกันระหว่างสหรัฐฯ กับนาโต คงพอจะบอกได้มากแล้ว ต่อจากนี้ คงเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของนาโต ว่าหากเกิดวิกฤตจริง สหรัฐฯ จะเข้ามามีบทบาทหรือไม่ และถ้ามีจะมากน้อยแค่ไหน แล้ว NATO 3.0 จะสามารถตอบสนองร่วมกันได้อย่างไร ในวันที่ร่มเงาพี่ใหญ่ไม่เหมือนเดิม

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...