โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อนุทิน ‘ไป’ แต่ ‘อยู่’

ไทยโพสต์

อัพเดต 9 กรกฎาคม 2569 เวลา 6.05 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

๙ กรกฎา. “นายกฯ อนุทิน” ไปมาเลย์

ในวันเดียวกัน

ตอน ๐๙.๐๐ น. “ศาลรัฐธรรมนูญ” จะพิจารณาวินิจฉัย กรณี สส.ฝ่ายค้านยื่นตีความ “พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านบาท” ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ หรือไม่?

ก็เลยเกิดคำถามในภาพรวมขึ้นว่า

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยเสียงข้างมากว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้าน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ”

รัฐบาลก็อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

แต่ถ้าศาลวินิจฉัยว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” ล่ะ?

ขั้นแรก เงินงบประมาณที่กู้มา ก็ต้องคืนกลับไป

ขั้นที่สอง ในทางกฎหมาย “รัฐบาลไม่ต้องลาออก”

ขั้นที่สาม ในทางสปิริต นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบ

๑.ลาออก หรือไม่ก็

๒.ยุบสภา!

เพราะอย่างนี้แหละครับ ขบวนการอิจฉาริษยาจึงตีปลาหน้าไซตูมตามล่วงหน้ากันครึกโครม ถึงขั้นระบุตัวคนจะมาเป็นนายกฯ แทน

แรกๆ ยังเขิน แค่ใบ้อักษร ศ.

แต่พอใกล้วันที่ศาลฯ จะพิจารณาวินิจฉัย ใส่เต็มยศเลย

ว่า ศ.นั้น คือ “ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” อดีตผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ ที่เป็น “องคมนตรี” ในปัจจุบัน!

โถ…ไอ้พวกนี้ มันอาศัยความอ่อนเยาว์ของชาวบ้านในด้านกฎหมายและการเมือง ปั่นข่าวที่เป็นไปไม่ได้หลอกให้ตื่นตูมแท้ๆ

สมมุติ “นายกฯ อนุทิน” ต้องลาออก

คนอยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคเท่านั้น ที่มีสิทธิ์จะขึ้นมาเป็นนายกฯ ต่อจากนายกฯ อนุทินได้!

ดร.เศรษฐพุฒิ นั้น นอกจากไม่ปรารถนาตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองแล้ว ตัวท่านเองก็ไม่ได้อยู่ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคใดด้วย

ที่สำคัญ ท่านอยู่ในสถานะ “องคมนตรี”…

แล้วเรื่องอะไรที่ไอ้นรกจกเปรตพวกนี้ ไปดึงชื่อท่านลงมาใช้หลอกลวงคน โดยหวังให้เชื่อมโยงไปถึงสถาบันในทางเล่ห์เจตนาร้าย!?

เอาละ…เพื่อการฟังคำพิจารณาวินิจฉัยเช้านี้ที่ไม่งง ผมขอลำดับประเด็นย่อๆ ให้ทราบก่อน

เพราะเคสนี้ จะแตกต่างกับทุกเคสที่ผ่านมา

ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อน ที่เรียกกันว่า “พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านบาท” นั้น ชื่อเต็มๆ คือ

‘พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.๒๕๖๙”

มัน ๒ ประเด็นซ้อนกันอยู่ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียวกัน ภายใต้วงเงินที่จะกู้ไม่เกิน ๔ แสนล้านบาท คือ

“๒ แสนล้านแรก”

ใช้ในโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส, เติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ, ดูแลเกษตรกร และ SME

“๒ แสนล้านหลัง”

ใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานระยะยาว คือเปลี่ยนจากใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก

รวมทั้งพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องพลังงานทางเลือก

เนี่ย…๒ แสนล้านหลัง ฝ่ายค้านเขาติดใจว่า….

การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ๒ แสนล้านบาท ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจตรงไหน

และไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วนฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก่อนที่สภาจะพิจารณาอนุมัติใช่หรือไม่?

เขาติดใจตรงนี้ จึงอาศัย มาตรา ๑๗๓

ยื่น “ศาลรัฐธรรมนูญ” ให้พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นนี้ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๗๒ หรือไม่?

นี่แหละ ที่ผมว่าแตกต่างกว่าทุกเคส เพราะใน “พ.ร.ก.ฉบับเดียว” แต่มี ๒ ประเด็นที่ ๙ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัย

เราก็ต้องรอดูว่า….

ศาลฯ ท่านจะพิจารณาวินิจฉัย “พ.ร.ก.กู้เงิน ๔ แสนล้านบาท” ทั้งฉบับ ว่าชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒

หรือ ทั้งฉบับ ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒

หรือศาลฯ จะพิจารณาวินิจฉัย “แยกส่วน” เป็น ๒ แสนล้านแรกส่วนหนึ่ง และ ๒ แสนล้านหลังอีกส่วนหนึ่ง

นี่ก็ต้องตามดูเช้าวันนี้…

ถ้าศาลฯ วินิจฉัยว่าไม่ชอบทั้งฉบับ ประชาชนชาว “ไทยช่วยไทย พลัส” คงต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งไปตามๆ กัน

แต่ถ้าวินิจฉัยแบบแยก ๒ ส่วน สมมุติมีมติออกมา ชอบส่วนหนึ่ง ไม่ชอบส่วนหนึ่ง ใน พ.ร.ก.ฉบับเดียวกัน

แบบนี้…คงจะเป็นปัญหาโลกแตก!

แตกแบบไหนนั้น ก็คงต้องรอฟัง “เกจิหน้าจอ” เขาเฉาฉุ่ยในแต่ละช่อง

เดือนกรกฎา.นี่ เขาว่า เลข ๙ กับ ๑๙ ต้องระวังสงคราม ยิงกันตูมตามทั้งในบ้านเขาและบ้านเรา

นั่งๆ จิ้มคอมพ์คุยกะท่าน อยู่นี่ ก็เห็นข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านล่อกันตูมตามแถวช่องแคบฮอร์มุซอีกแล้ว

“ประธานาธิบดีทรัมป์” ช่วงนี้น่าจะไปหาหลวงพ่ออาบน้ำมนต์ลงยันต์เกราะเพชรไว้บ้างก็ดี

อย่าลืมชวน “เนทันยาฮู” ไปด้วยล่ะ ล่อเขามามาก ถึงคราวจะถูกเขาล่อเอามั่งละตานี้

ทุกวันนี้ มีแต่คนหายใจเป็นเรื่องเทคโนโลยี จนลืมบางสิ่ง-บางอย่างไป ผมอ่านที่แฟนเพจเขาส่งมา “กระตุกสติ” มนุษย์ยุคเทคโนโลยีได้ดีมาก จึงเก็บมาฝากให้อ่านกัน

………………………….

โมทย์

“สวีเดน” ยูเทิร์นกลับหาเงินสด!

คลอดกฎหมายใหม่ บังคับ "ซูเปอร์มาร์เก็ต-ร้านขายยา" ต้องรับแบงก์และเหรียญ

ผวาความมั่นคงระดับชาติ หลังสงครามระอุ-ระบบออนไลน์เสี่ยงล่มจากสงครามไซเบอร์!

"สวีเดน" ประเทศที่เป็นผู้นำเทรนด์ "สังคมไร้เงินสด" (Cashless Society) จนเหรียญและธนบัตรแทบจะสูญพันธุ์ไปจากประเทศ

เพราะไม่ว่าจะซื้อไอศกรีมตามซุ้มริมถนนหรือบริการใดๆ ทุกคนล้วนใช้การแตะบัตรเครดิตหรือโอนผ่านแอปพลิเคชัน "Swish" ทั้งสิ้น

ทว่าล่าสุด เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์

เมื่อรัฐบาลสวีเดนประกาศบังคับใช้ "กฎหมายเงินสด" ฉบับใหม่ บังคับให้ร้านขายของชำ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านขายยาทั่วประเทศ

ต้องกลับมาเปิดรับเงินสดอีกครั้ง อย่างไม่มีข้อยกเว้นค่ะ

เหตุผลหลัก ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ และระบบล่มยามเกิดภัยพิบัติ

เอลิน ริโทลา (Elin Ritola) ผู้แทนจากธนาคารกลางสวีเดน (Riksbank) เปิดเผยถึงเหตุผลเบื้องหลังความเร่งด่วนในการเข็นกฎหมายนี้ออกมาว่า

  • ภัยคุกคามทางภูมิรัฐศาสตร์

จากความตึงเครียดของสถานการณ์โลกและสงครามในยุโรปที่ทวีความรุนแรงขึ้น “เงินสด” จึงถูกมองว่าเป็น

"เครื่องมือความมั่นคงขั้นพื้นฐาน"

  • ระบบจ่ายเงินที่ไม่มีวันล่ม

หากระบบอินเทอร์เน็ตล่ม, สัญญาณดาวเทียมถูกตัด หรือไฟฟ้าดับทั่วประเทศเนื่องจากภัยสงคราม

ระบบ “สแกนจ่ายดิจิทัล” ทั้งหมด จะกลายเป็นอัมพาตทันที

ในเวลานั้น "เงินสด" จะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เศรษฐกิจและการประทังชีวิตของประชาชนยังเดินหน้าต่อไปได้

รัฐบาลแจกคำแนะนำ

ประชาชนควร “ตุนเงินสด” ติดบ้านไว้เสมอ!

หน่วยงานป้องกันพลเรือนและการบรรเทาสาธารณภัยของสวีเดน (MSB)

ได้ออกประกาศคำแนะนำอย่างเป็นทางการแก่ประชาชนวัยผู้ใหญ่ทุกคนว่า

ควรเก็บเงินสดขั้นต่ำประมาณ 1,000 โครนาสวีเดน (หรือประมาณ 90 ยูโร / ราว 3,400 บาท) ติดตัวหรือใส่เซฟไว้ที่บ้านตลอดเวลา

เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงยามเกิดวิกฤตฉุกเฉิน

ซึ่งสถิตินี้ ทำให้คนสวีเดนหลายคนตื่นตัว

เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ "ไม่ได้จับเงินสด" มานานหลายปีแล้วจากพฤติกรรมความโปรดปรานในเทคโนโลยี

บทเรียนราคาแพงจาก "สงครามไซเบอร์ 2021"

สวีเดนเคยเผชิญความเจ็บปวดจากการพึ่งพาระบบดิจิทัลแบบ 100% มาแล้วในปี ค.ศ. 2021

เมื่อเครือข่ายซูเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่กว่า 800 สาขาทั่วประเทศ ถูกแฮกเกอร์โจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattack) จนระบบคิดเงินล่มพร้อมกันหมด

ประชาชนไม่สามารถซื้ออาหารหรือของประทังชีวิตได้เลยเนื่องจากร้านค้าในตอนนั้นไม่รับเงินสด

เหตุการณ์นั้น กลายเป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลตระหนักถึงภัยเงียบนี้

มิติทางสังคม “เงินสด” คือการโอบรับคนทุกกลุ่ม

บียอร์น เอริกซอน (Björn Eriksson) แกนนำกลุ่มขับเคลื่อนเพื่อการอนุรักษ์เงินสดในกรุงสต็อกโฮล์ม ออกมาแสดงความยินดีกับกฎหมายฉบับนี้อย่างยิ่ง

โดยเขาต่อสู้เรื่องนี้มานาน เพราะมองว่าการบังคับใช้ระบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว เป็นการใจร้ายต่อประชากรบางกลุ่ม

  • กลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ

มีประชากรจำนวนไม่น้อย ที่ไม่สามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟน หรือมีข้อจำกัดทางร่างกายและสติปัญญาในการใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารที่ซับซ้อน

การไม่มีช่องทางเงินสด จึงเท่ากับการ "ตัดขาด" พวกเขาออกจากระบบสังคม

  • สิทธิ์ในการเลือก “เอริกซอน” ย้ำว่า ผู้บริโภคควรมีสิทธิ์เลือกอย่างเสรี ใครใคร่จ่ายดิจิทัลก็ทำไป

แต่ระบบต้องไม่ปิดกั้นคนที่ต้องการใช้แบงก์และเหรียญค่ะ

**** "นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจระดับโลก และชวนให้เรากลับมาคิดทบทวนมากๆ เลยค่ะ

สวีเดนเป็นประเทศที่วิ่งนำหน้าเรื่อง Cashless Society ไปไกลจนแทบไม่มีใครพกกระเป๋าสตางค์แล้ว

แต่การที่วันนี้รัฐบาลต้องสั่ง 'เบรก' แล้วหันกลับมาซบเงินสด สะท้อนให้เห็นเลยว่า

ความสะดวกสบายในโลกเทคโนโลยี มันแลกมาด้วยความเปราะบางอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะยามเกิดภัยสงครามหรือภัยไซเบอร์ค่ะ

แอดมินมองว่ากฎหมายใหม่นี้เป็นมาตรการป้องกันภัยที่ดีและรอบคอบมาก

อย่างน้อยในสถานที่จำเป็นต่อชีวิตอย่าง 'ซูเปอร์มาร์เก็ตอาหาร' และ 'ร้านขายยา'

ก็ต้องมีระบบอนาล็อกรองรับเสมอเพื่อไม่ให้เกิดการจลาจลยามระบบล่ม

ในมุมมองของเพื่อนๆ คิดว่าการที่สังคมไทยเรากำลังมุ่งสู่สังคมไร้เงินสดแบบเต็มตัวในตอนนี้

เราควรจะถอดบทเรียนจากสวีเดนแล้วพกเงินสดฉุกเฉินติดบ้านไว้บ้างไหมคะ?

ขอขอบคุณข้อมูลข่าวจาก https://www.tagesschau.de/wirtschaft/verbraucher/schweden-bargeld-rueckkehr-100.html

……………………………………..

ทุกวันนี้ เราสังเกตตัวเองมั้ย ของมีค่าอะไรก็พอหายได้

แต่ถ้า “โทรศัพท์” หาย

พูดได้คำเดียว “ฉิบหายหมดเลย”!

ฉะนั้น หัดลอกเบอร์โทรศัพท์ เลขบัญชีสมุดเงินฝาก เลขบัตรประชาชน ใส่สมุดเก็บติดตัวไว้บ้าง

“ได้สูงแล้วลืมต่ำ” จะทำให้ตายอย่างโง่ๆ เห็นมาเยอะแล้ว!

-เปลว สีเงิน

๙ กรกฎาคม ๒๕๖๙

คนปลายซอย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...