โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“LPN” เปิดตัว 4 โครงการใหม่เดินหน้าสร้างยอดขายตามแผน 13,000 ล้านบาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ต.ค. 2565 เวลา 04.51 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2565 เวลา 04.51 น.

“LPN” รุกเปิดตัว 4 โครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ 168 มูลค่า 5,400 ล้านบาท ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 เดินหน้าตามแผนดันยอดขายตามเป้าหมาย 13,000 ล้านบาท

นายโอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ “LPN” เปิดเผยว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจะเติบโตต่ำกว่าที่คาดไว้ ซึ่งเป็นผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ แต่ยอดขายของ “LPN” ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 ยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตของยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายรวมถึง 6,800 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นประมาณ 8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 แบ่งเป็นสัดส่วนยอดขายโครงการคอนโดมิเนียม 4,800 ล้านบาท คิดเป็น 70% ของยอดขายรวม และโครงการบ้านพักอาศัย 2,000 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของยอดขายรวม ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อในตลาดที่ยังคงเติบโต และความเชื่อมั่นของลูกค้าในศักยภาพการพัฒนาโครงการฯ ของ LPN ทำให้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ได้ตามแผนที่วางไว้

โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ว่า “LPN” ยังคงเดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่ากว่า 5,400 ล้านบาท ตามแผนธุรกิจที่วางไว้ โดยแบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท และโครงการบ้านพักอาศัย 2 โครงการ มูลค่า 2,400 ล้านบาท แม้เศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 จะเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวหรืออาจถึงขั้นถดถอย (Recession) ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากสถานการณ์วิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งจากการแพร่ระบาดที่ยาวนานของโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) และสถานการณ์สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่ยังคงต่อเนื่อง ทำให้ระดับราคาพลังงาน ราคาสินค้า และอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

นายโอภาส กล่าวว่า ในปี 2565 บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 9 โครงการ มูลค่ารวม 13,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่า 10,000 ล้านบาท โครงการบ้านพักอาศัย 3 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 5 โครงการ มูลค่า 7,600 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการเพลส 168 ปิ่นเกล้า, โครงการลุมพินี เพลส แจ้งวัฒนะ - ปากเกร็ด สเตชั่น, โครงการลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต - คลอง 1 เฟส 3, โครงการลุมพินี วิลล์ จรัญ – ไฟฉาย (เฟสใหม่) และโครงการเวนู 168 ราชพฤกษ์ 1 ทำให้บริษัทฯ มี Backlog (สินค้าที่ขายและรอโอน) มูลค่ารวม 2,100 ล้านบาท ที่พร้อมจะรับรู้เป็นรายได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ต่อเนื่องไปถึงปี 2566-2567 แบ่งเป็นส่วนของคอนโดมิเนียม 1,400 ล้านบาท และส่วนของบ้านพักอาศัย 700 ล้านบาท และมีสินค้าพร้อมขายทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านพักอาศัยมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างรายได้ต่อเนื่องให้กับบริษัทฯ ในปี 2566-2568

สำหรับ 4 โครงการที่จะเปิดตัวในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565 ประกอบด้วย โครงการคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ารวมถึง 3,000 ล้านบาท ได้แก่ วิลล์ 168 บางหว้า (Ville 168 Bang Wa) มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.53 ล้านบาท และพาร์ค 168 อ่อนนุช 19 (Park 168 OnNut 19) มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังเตรียมเปิดขายโครงการที่พักอาศัยในรูปแบบทาวน์โฮม 2 โครงการ มูลค่ารวม 2,400 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ เวนู 168 เวสต์เกต (Venue 168 Westgate) ใกล้เซ็นทรัล เวสต์เกต และโครงการ เวนู 168 คูคต สเตชั่น (Venue 168 Khukhot Station) ใกล้กับสถานีบีทีเอสคูคต ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.29 ล้านบาท

นายโอภาส กล่าวว่า โครงการที่จะเปิดตัวใหม่ทั้ง 4 โครงการ เป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์กับความต้องการของผู้อยู่อาศัย ภายใต้แบรนด์ “168” ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด “น่าอยู่” (Livable Home) โดยให้ความสำคัญกับเรื่องการใช้งาน (Function) การออกแบบทั้งโครงสร้าง และตกแต่งภายในแบบ Stylish Smart Living เพื่อตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริงของคนเมืองรุ่นใหม่หรือกลุ่ม Gen Y ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เริ่มต้นทำงาน (First Jobber) กลุ่มที่สร้างธุรกิจเอง (Entrepreneur) รวมไปถึงกลุ่ม Startups ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Uniqueness)

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์เศรษฐกิจจะมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบทั้งจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงเกิน 5% โดยมีผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น การปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำที่ 5-8% ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ทำให้ต้นทุนค่าก่อสร้างมีการขยับตัวเพิ่มขึ้นในสัดส่วนประมาณ 3-5% อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้นแตะ 90% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP)

โดยอาจทำให้มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงประมาณ 30-40% ก็ตาม แต่ความต้องการที่อยู่อาศัยในตลาดยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการซื้อสูง คิดเป็นสัดส่วนไม่น้อยกว่า 70% ของกำลังซื้อในตลาดโดยรวม ซึ่งนับเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำคัญของ LPN ที่จะขับเคลื่อนยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ Turnaround ในปี 2565-2569 ที่ตั้งเป้ายอดขายรวม 5 ปี (2565-2569) ไม่น้อยกว่า 50,000 ล้านบาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...