โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดร.นิเวศน์ แนะเคล็ดลับ แผนการเงินคนเจน Z "มนุษย์ที่เหงาที่สุด"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ก.ย 2565 เวลา 05.44 น. • เผยแพร่ 25 ก.ย 2565 เวลา 04.11 น.

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูนักลงทุนวีไอ เปิดเคล็ดลับแผนการลงทุนตลอดชีวิต สำหรับคนเจน Z ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนรุ่นที่ ”เหงาที่สุด“ เพื่อรับมือการใช้ชีวิต ในยามแก่เฒ่าอย่างโดดเดี่ยว

วันที่ 25 กันยายน 2565 ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร : สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย) เขียนบทความเรื่อง “แผนการเงินตลอดชีวิตของคนเจน z” ว่า

คน Gen Z ซึ่งเกิดตั้งแต่ช่วงปี 1997 ถึง 2012 หรือคนที่ในวันนี้มีอายุ 10-25 ปี นั้น ถูกนิยามว่าเป็นคนรุ่นที่ “เหงาที่สุด” และก็ผูกพันกับสื่อสังคมยุคใหม่ที่เป็นดิจิทัลมากที่สุด พวกเขาน่าจะมีพี่น้องน้อย และเมื่อเติบโตขึ้น และมีหรือไม่มีคู่ชีวิตก็น่าจะมีลูกน้อยมาก หรืออาจจะไม่มีเลย ดังนั้น พวกเขาจึงมักจะไม่สามารถพึ่งพาคนอื่นได้มากนักในยามแก่เฒ่า และนั่นทำให้การวางแผนการเงินสำหรับคนเจน Z เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด

ก่อนที่จะเริ่มคิดวางแผนการเงินนั้น คงต้องตั้งสมมติฐานที่สำคัญเสียก่อน เพราะคนเจน Z นั้นผมคิดว่าจะมีความแตกต่างไปจากคนรุ่นก่อน โดยเฉพาะคนรุ่นเบบี้บูมอย่างผมค่อนข้างมาก ประการแรกก็คือ เราคงต้องกำหนด “วันตาย” หรืออายุขัยของคนเจน Z ว่าจะต้องเป็นประมาณ 90-100 ปี ไม่ใช่ 70-80 ปีอย่างในปัจจุบัน เหตุเพราะการสาธารณสุขและสุขภาพของคนรุ่นหลัง ๆ ดีขึ้นมาตลอด ซึ่งทำให้อายุขัยของคนไทยสูงขึ้น

เรื่องที่สองก็คือ ประเทศไทยกลายเป็น “สังคมคนแก่” ซึ่งทำให้มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตช้าลงมาก และในไม่ช้าก็อาจจะไม่เติบโตเลย และคนเจน Z ก็อาจจะประสบกับการที่จะมีรายได้ที่แท้จริงเท่าเดิมไปเรื่อย ๆ หรือถ้าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นก็มักจะมาจากภาวะเงินเฟ้อที่ทำให้การบริโภคไม่ได้เพิ่มขึ้น หรือพูดง่าย ๆ คล้าย ๆ กับภาวะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนว่าคนงานทั่ว ๆ ไปแทบจะไม่เคยได้เงินเดือนเพิ่มเลยเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งนี่ก็ต่างจากภาวะของประเทศไทยในอดีต 40-50 ปีที่ผ่านมา ที่คนทำงานได้เงินเดือนเพิ่มทุกปี ปีละอย่างน้อย 5-10% ขึ้นไป

คำถามที่สำคัญก็คือ คนเจน Z ที่มีสถานะครอบครัวระดับกลาง มีความสามารถระดับกลาง และจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีหรืออาชีวศึกษา จะวางแผนการเงินอย่างไรเพื่อที่จะสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดชีวิตได้อย่างไร? สมมติว่าชายหรือหญิงคนหนึ่งอายุ 22 ปีและเริ่มทำงานในบริษัทมีรายได้เดือนละ 20,000 บาท

แนวทางหรือแผนของผมก็คือ ให้เก็บออมเงิน 15% ของรายได้ทุกก้อน ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน โบนัส หรือรายได้อื่น ๆ ทั้งหมดในทุกเดือน แล้วนำมาลงทุนในหุ้นของตลาดหุ้นของประเทศที่มีการเติบโตดี และจะต่อเนื่องไปในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไป โดยที่จะต้องมีการกระจายความเสี่ยงในหุ้นหลาย ๆ ตัว และหลาย ๆ อุตสาหกรรม ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเองหรือลงทุนผ่านกองทุนรวมในกรณีที่เราไม่มีความรู้ หรือเวลาเพียงพอที่จะดูแลติดตามหุ้นก็ได้

เราจะไม่สนใจในเรื่องของภาวะตลาดหุ้นว่าช่วงที่เราจะลงทุนนั้น ดัชนีหุ้นตกลงมาหรือขึ้นไป เราจะลงทุนคล้าย ๆ แบบ DCA หรือ “Dollar Cost Average” หรือลงทุนตามเงินที่เราเก็บออมไว้ไม่ได้ใช้ทุกเดือน ตัวอย่างเช่น ในเดือนแรกถ้าเรามีรายได้ 20,000 บาท เราก็หักเงิน 15% คือ 3,000 บาท มาซื้อกองทุนรวมหุ้นของประเทศที่กำลังเติบโตดี เช่น เวียดนาม ไม่ว่าช่วงนั้นดัชนีตลาดหุ้นเวียดนามกำลังขึ้นหรือลง และก็ทำแบบนั้นไปทุกเดือนเป็นเวลา 38 ปี ถ้าเวียดนามยังเติบโตอยู่ ซึ่งเมื่อถึงวันนั้น เราก็จะมีอายุ 60 ปี และเกษียณจากการทำงาน หลังจากนั้น เราก็เริ่มนำเงินที่ลงทุนไว้ออกมาใช้ทุกเดือนและต่อไปเรื่อย ๆ เป็นเวลา 38 ปีที่เราจะมีอายุ 98 ปีที่เราจะตาย ซึ่งเงินก็จะหมดพอดี

เงินที่เราจะถอนเอามาใช้ได้ในเดือนแรกหลังจากอายุ 60 ปีที่เราเกษียณนั้น จะเท่ากับเงินเดือนเดือนแรกตอนเราอายุ 22 ปี คือ 20,000 บาท บวกกับเงินเฟ้อที่สมมติว่าประมาณ 2.44% ต่อปี ก็คือประมาณเดือนละ 50,000 บาท ส่วนเงินที่ถอนมาใช้ได้ในเดือนที่สองและต่อ ๆ ไป ก็จะเท่ากับรายได้เดือนที่สองบวกเงินเฟ้อตามลำดับไปเรื่อย ๆ และเงินก้อนสุดท้ายที่เราจะได้ใช้ก่อนตายตอนอายุ 98 ปี ก็เท่ากับรายได้เดือนสุดท้ายตอนอายุ 60 ปี บวกเงินเฟ้อหลังจากนั้น

ตัวเลขทั้งหมดนั้นเป็นตัวเลขจากผลตอบแทนการลงทุนในอดีตของตลาดหุ้นที่มีการเติบโตสูงต่อเนื่องยาวนาน เช่น ในตลาดหุ้นสหรัฐและประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ในช่วงของการเติบโต รวมถึงตลาดไทยในอดีต ตั้งแต่เปิดตลาดหลักทรัพย์ในปี 2518 ถึงปี 2556 หรือเก้าปีที่แล้วที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนประมาณ 10% ต่อปีแบบทบต้น โดยที่ในกรณีของแผนการเงินที่ผมเสนอนั้น ผมคิดว่าตลาดหุ้นที่เราจะไปลงทุนจะให้ผลตอบแทนที่ไม่รวมเงินเฟ้อที่ประมาณ 5.12% ต่อปี ในช่วงเวลา 38 ปีข้างหน้า ซึ่งผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงและความเสี่ยงที่จะผิดพลาดในทางที่เป็นลบน้อย

ถ้าจะสรุปให้เข้าใจแนวทางและตัวเลขที่เป็นเม็ดเงินอย่างง่ายก็คือ เราเก็บเงินลงทุน 15% ของรายได้ในวันนี้ นำไปลงทุนในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดี คือปีละประมาณ 5% บวกอัตราเงินเฟ้อ เช่น 2-3% คือประมาณ 7-8% ต่อปี เป็นเวลา 38 ปี ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนโตขึ้นจาก 15% ของรายได้ เป็น 100% เท่ากับรายได้ แล้วเราก็นำมาใช้ในยามที่เราไม่มีรายได้แล้วนั่นเอง

ข้อดีของแผนการเงินนี้ผมคิดว่ามีหลายอย่าง อย่างแรกก็คือ มันทำได้ง่าย เมื่อกำหนดเสร็จแล้ว การปฏิบัติตามแผนก็ทำได้ง่าย ไม่ต้องปรับแผนบ่อย ทุกครั้งที่ได้รับเงินรายได้มาก็ตัดออก 15% แล้วนำไปลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่กำหนดไว้แล้ว สิ่งที่จะต้องคอยติดตามที่สำคัญก็มักเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงช้า เช่น เรื่องของตลาดหรือหุ้นว่ายังดีอยู่ไหมในระยะยาว ไม่ต้องสนใจเหตุการณ์หรือสถานการณ์ระยะสั้น ๆ เช่น เรื่องของเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยหรือสงครามที่มักจะอยู่ไม่นาน

ข้อสองที่ผมว่าสำคัญมากเช่นกันก็คือ แผนการเงินนี้ปรับตัวเข้ากับเจ้าตัวเจ้าของแผน ตลอดเวลา เช่น ถ้าเขาไม่ใช่คนที่มีความสามารถ หรือทำเงินได้มากในชีวิตการทำงาน โดยธรรมชาติเขาก็มักจะใช้เงินไม่มากเท่ากับคนที่ประสบความสำเร็จสูงและมีรายได้มาก ดังนั้น การออมเงินเป็นอัตราส่วนกับรายได้ก็จะทำให้ไม่รู้สึกว่าเป็นภาระหนัก เช่นเดียวกับช่วงเวลาที่ถอนเงินออกมาใช้ในยามเกษียณที่เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้มากเหมือนคนที่มีรายได้มากมาก่อน

สุดท้าย แผนนี้ลดความเสี่ยงที่ว่าเงินออมที่เก็บไว้ไม่พอใช้จนถึงวันตาย ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าอนาถพอสมควรสำหรับเราในยามที่แก่ตัวทำงานไม่ได้ และกลายเป็นภาระของคนอื่น เช่นเดียวกับที่หลายคนชอบพูดว่าน่าเสียดายถ้า “ตายแล้วยังใช้เงินไม่หมด” หรือเก็บออมมากเกินไป ไม่ได้ใช้เงินที่สมควรจะได้ใช้ แผนการเงินที่ตั้งอายุวันตายไว้ถึงเกือบ 100 ปีนี้ ผมคิดว่าจะทำให้เราสบายใจได้ว่าเราจะยังมีเงินใช้ได้อย่างสบายเสมอ

สำหรับคนที่อายุอาจจะเกินไปแล้ว เช่น อายุ 30 ปีแล้วยังไม่ได้เริ่มแผนออมเพื่อการเกษียณ แน่นอนว่าจะต้องมีการปรับแผนบ้าง เช่น อาจจะต้องทำงานไปจนถึง 68 ปี แทนที่จะเลิกตอน 60 ปี หรืออาจจะต้องเก็บออมเพิ่มจาก 15% เป็น 20% ในช่วงเวลาหนึ่งเป็นต้น

นักวางแผนการเงินส่วนบุคคลตาม “มาตรฐาน” จำนวนมากอาจจะบอกว่าแผนนี้เสี่ยงเกินไป เนื่องจากลงทุนในหุ้น 100% แต่ผมคิดว่าในระยะยาวจริง ๆ เป็นเวลากว่า 30 ปีขึ้นไปนั้น หุ้นในประเทศหรือตลาดหุ้นที่ดีจะให้ผลตอบแทนที่สูงและมั่นคงมาก ไม่แพ้พันธบัตรหรือทรัพย์สินอย่างอื่น โดยเฉพาะถ้าเราวางโครงสร้างการลงทุนในหุ้นให้ปลอดภัยพอ เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ เราคงไม่รอจนกว่า 20-30 ปีที่จะบอกว่าแผนหรือตลาดหุ้นผิดพลาดที่จะต้องแก้ไข ว่าที่จริงผมคิดว่าส่วนใหญ่แล้วพอเราทำไปได้ซัก 7-8 ปี เราก็จะรู้และมั่นใจว่าเรามาถูกทางหรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...