Based on Book Movies อีกสูตรสำเร็จของการทำหนัง
จะมีสักกี่คนที่ไม่ชอบดูหนัง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการดูหนังหรือภาพยนตร์เป็นกิจกรรมสุดโปรดของคนส่วนใหญ่ เพราะอุตสาหกรรมภาพยนตร์นำเสนอผลงานที่มีเสน่ห์อย่างที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องยอมรับว่า เรื่องราวที่ถ่ายทอดบนจอเงินหลายต่อหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จในระดับสูงมากทั้งในแง่เรตติ้งและรายได้นั้นเคยเป็น “หนังสือ” หรือ “นิยาย” มาก่อน
ยกตัวอย่างเช่น Harry Potter and the Deathly Hallows II ที่เป็นหนังจากหนังสือที่สามารถสร้างรายได้ไปมากที่สุดถึง 1.34 พันล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ The Lord of the Rings: The Return of the King 1.15 พันล้านเหรียญJurassic Park 1.03 พันล้านเหรียญ Alice in the Wonderland 1.03 พันล้านเหรียญ และ The Hobbit: An Expected Journey 1.02 พันล้านเหรียญ เป็นต้น
เรียกได้ว่าภาพยนตร์ที่สร้างมาจากหนังสือ หรือ Based on Book Movies แทบจะกลายเป็นอีกสูตรสำเร็จในการทำภาพยนตร์ไปแล้ว
©Shayna Douglas/Unsplash
มีฐานแฟนจากผู้อ่าน แต่ก็ยังมีความท้าทาย
สาเหตุหลักที่ทำให้ Based on Book Movies ประสบความสำเร็จ คือการที่ “ผู้อ่าน” ที่กำลังจะกลายมาเป็น “ผู้ชม” ซึ่งจะได้เห็นสิ่งที่เคยจินตนาการไว้จากในหนังสือออกมาโลดแล่นเป็นภาพเคลื่อนไหวนั่นเอง
หลายครั้งที่เราอ่านนวนิยาย จริงอยู่ที่น้ำหมึกและตัวอักษรของผู้เขียนสามารถบรรยายภาพและฉากไว้อย่างแจ่มชัด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การได้เห็นตัวละครที่เรารักได้ออกมาโลดแล่น เคลื่อนไหว ออกเสียงพูดให้เราได้ยิน ได้เห็นฉากที่เราอ่านแล้วประทับใจด้วยสองตา ไม่ได้อยู่แค่ภาพในหัว เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความตื่นเต้นและเติมเต็มความสุขให้ผู้อ่านได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิชวลเอฟเฟ็กต์ของหนังนั้นถูกจำกัดด้วยงบประมาณและเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้หลายครั้งภาพยนตร์ก็ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่บทประพันธ์บรรยายไว้ได้ทั้งหมด นั่นทำให้การผลิตภาพยนตร์หลายเรื่องเลือกที่จะใช้การดัดแปลงเนื้อหาจากในหนังสือออกไป นำมาสู่ความท้าทายก็คือจะดัดแปลงอย่างไรให้ยังถูกใจผู้อ่านอยู่ และไม่ถูกคนอ่านก่นด่าที่ทำไม่ครบหรือไม่ได้ดังใจ ภาพยนตร์หลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จจึงอาจเลือกใช้วิธี “ทำไม่ครบตามหนังสือไม่เป็นไร แต่วิชวลเอฟเฟ็กต์ที่ออกมาต้องมีคุณภาพที่สุด”
©Ergo Zakki/Unsplash
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ The Lord of the Ring ที่นับตั้งแต่ตัวละคร “โฟรโด” เริ่มปรากฏตัวครั้งแรกในภาพยนตร์ไตรภาคเรื่องนี้ สิ่งที่ผู้ชมได้เริ่มสัมผัสจากการตีความเรื่องราวมหากาพย์แห่งแหวนโดยผู้กำกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน ในตอนนั้นก็อาจเรียกได้ว่าเอฟเฟ็กต์ที่ใช้ในภาพยนตร์นั้นไม่ได้ว้าวเกินความคาดหมาย แต่กลับกลายเป็นภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่ง ชนิดที่ซีรีส์ต่อมาที่กำกับโดยผู้กำกับคนเดิมอย่าง The Hobbit ก็ไม่สามารถแซงหน้าได้ด้วยซ้ำ
แต่กลับกันคือ ใน The Hobbit: The Desolation of Smaug ฉากต่อสู้ระว่างกลุ่มคนแคระของบิลโบ แบ็กกินส์ เป็นฉากที่ใช้เทคนิค CGI เยอะมาก เพื่อพยายามที่จะให้เห็นถึงการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ แต่ความพยายามทั้งหมดกลับสร้างความผิดหวังให้แฟน ๆ นิยายเรื่องนี้ เพราะในนิยาย การต่อสู้นี้ไม่เคยเกิดขึ้น และนั่นทำให้เห็นว่าอันที่จริง การสร้างภาพยนตร์ตามในเนื้อเรื่องในหนังสือเป็นสิ่งสำคัญกว่าเสมอ
©Douglas Bagg/Unsplash
อิงเนื้อเรื่องหลักไว้ ยังไงก็ถูกใจคนดู
เมื่อปรับหนังสือมาเป็นภาพยนตร์ ก็เป็นเสมือนการพยายามใส่เรื่องราวของนวนิยายหลายร้อยหน้าลงไปในภาพยนตร์ความยาวจำกัดราว 90 นาที โดยต้องไม่ตัดเนื้อหาบางส่วนออกไปจนเกินพอดี ซึ่งอันที่จริง แฟนหนังสือส่วนใหญ่รู้และเข้าใจว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องสละความสุข(บางส่วน)ที่จะไม่ได้เห็นภาพจินตนาการของทั้งเรื่อง แต่ถึงอย่างนั้น บางคนก็อาจไม่ค่อยพอใจนัก หากการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นกับส่วนที่สำคัญของเรื่อง
ตัวอย่างคือเรื่อง The Lord of the Rings ฉากที่อาร์เวนช่วยอารากอร์นพาโฟรโดไปที่ริเวนเดลล์แทนที่จะเป็นกลอร์ฟินเดลเหมือนในนิยาย มีแฟน ๆ ไม่กี่คนเท่านั้นที่โวยวายไม่พอใจกับเรื่องนี้ แม้ว่าภาพยนตร์จะผิดเพี้ยนไปจากโครงเรื่องเดิม นั่นเป็นเพราะการที่ภาพยนตร์ยังคงต้องให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่น ๆ ของโครงเรื่อง เช่น การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอาร์เวนกับอารากอร์นอยู่ เลยทำให้แฟนนิยายส่วนใหญ่ไม่ติดใจเรื่องเนื้อหาที่ผิดเพี้ยนสักเท่าไร
อย่างไรก็ตาม หลักการทั่วไปที่ดีสำหรับการสร้างหนังโดยดัดแปลงจากหนังสือเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากแฟนนิยายดั้งเดิมก็คือ ต้องยึดโครงเรื่องหลักและส่วนสำคัญของเรื่องไว้นั่นเอง
©Tuyen Vo/Unsplash
ยิ่งหลายภาค ยิ่งประสบความสำเร็จ
อย่างที่ยกตัวอย่างไปข้างต้นว่า หนึ่งใน Based on Book Movies ที่ประสบความสำเร็จในระดับสูง ได้แก่ Harry Potter และ The Lord of the Rings/The Hobbit สิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพยนตร์หลายเรื่องจากซีรีส์เหล่านี้ ติดอันดับ 10 ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากหนังสือที่สร้างรายได้สูงสุดตลอดกาล
นั่นดูเหมือนว่า การเพิ่มจำนวน “ภาค” ให้มหากาพย์แต่ละเรื่อง จะยิ่งช่วยเสริมความสำเร็จ (ในแง่ของตัวเงิน) และความนิยมให้กับภาพยนตร์ในภาคถัดไปได้มากขึ้น ไม่ว่าในเชิงของเนื้อเรื่องหรือโปรดักชั่นนั้นจะดีขึ้นหรือไม่ก็ตาม
ฐานแฟนหนังสือที่มีอยู่แล้ว ผสมกับกลุ่มคนดูที่ไม่ได้เป็นแฟนหนังสือ แต่เป็นแฟนภาพยนตร์ ทำให้คนที่รอคอยหนังภาคต่อเข้าฉายนั้นยังมีอยู่ และทำให้ภาพยนตร์ภาคต่อมีแนวโน้มสูงมากที่จะไม่ล้มเหลว
©Amelia Solekha/Unsplash
สูตรสำเร็จ…สร้างจากหนังสือที่เป็นที่นิยม
จากทั้งหมดที่กล่าวมา อาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จของภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือหลายเรื่อง ไม่ได้วัดจากความสมบูรณ์ทางศิลปะ แต่วัดจากเม็ดเงินที่สร้างได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศว่ามากน้อยแค่ไหน เพราะสำหรับผู้ผลิตภาพยนตร์แล้ว เรตติ้งอาจมีความสำคัญน้อยกว่าผลกำไร
เพราะจากสถิติพบว่า Based on Book Movies ที่ประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ มักไม่ได้คะแนน IMDB (ซึ่งเป็นแหล่งหลักที่รวบรวมเสียงวิจารณ์จากสื่อส่วนใหญ่) สูงมาก และ Based on Book Movies ที่ได้คะแนน IMDB สูง ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่หนังทำเงินเอาเสียเลย ยกตัวอย่างเช่นThe Shawshank Redemption ที่ได้คะแนน IMDB ไปสูงถึง 9.3 เป็นต้น
และถ้าหากดูใน 10 อันดับ Based on Book Movies ที่ได้คะแนน IMDB สูงสุด ก็มีเพียง The Lord of the Rings ทั้ง 3 ภาคเท่านั้นที่ติดอันดับ ส่วนHarry Potter ที่ติด 10 อันดับหนังทำเงินสูงสุดไปถึง 3 ภาค กลับไม่ติดอันดับ 10 ภาพยนตร์ที่ทำคะแนน IMDB ได้ดีเลยแม้แต่ภาคเดียว
©Bruno Guerrero/Unsplash
ที่น่าสนใจก็คือ หากเทียบอันดับความน่าอ่านจากคะแนน Goodreads กับคะแนน IMDB ของหนังสือและภาพยนตร์ที่เป็นคู่กัน ก็จะพบว่าหนังสือจะได้รับคะแนนสูงกว่าภาพยนตร์เสมอ แต่ภาพยนตร์กลับสร้างรายได้มหาศาล นั่นแสดงให้เห็นว่า หนังสือที่มีคุณภาพดี มีฐานคนอ่านแน่น ก็ช่วยทำให้ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จทางการเงินได้ไปด้วย
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ใช่ว่าหนังสือทุกเรื่องจะถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ และใช่ว่าภาพยนตร์ที่สร้างจากหนังสือทุกเรื่องจะประสบความสำเร็จ รวมถึงก็อาจไม่จริงเสมอไปที่ Based on Book Movies จะประสบความสำเร็จเสมือหากสร้างมาจากนิยายดัง
ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือ การที่หนังสือเรื่องหนึ่งถูกหยิบมาสร้างเป็นภาพยนตร์ ล้วนสร้างประโยชน์ให้กับอุตสาหกรรมหนังและอุตสาหกรรมหนังสือด้วย ภาพยนตร์หลายเล่มกลายเป็นตำนานได้ก็เพราะบทประพันธ์จากหนังสือ และหนังสือหลายเล่มก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าได้ มีฐานแฟนอ่านเพิ่มขึ้นได้ ก็เพราะถูกหยิบไปสร้างเป็นหนังนั่นเอง
นับเป็นประโยชน์ต่างตอบแทนที่หากหาจุดลงตัวได้ดีก็ถือเป็นสูตรสำเร็จที่ไม่ขี้เหร่เลย
ที่มา :
บทความ “Why Movies Based on Books Are So Successful?” จาก spacecoastdaily.com
บทความ “What makes a book-to-film adaptation so successful?” โดย 1883 film จาก 1883magazine.com
บทความ “What Makes A Book-To-Film Adaptation So Successful” โดย WPGM Staff จาก conversationsabouther.net
บทความ “The Secrets Behind Successful Boook-to-Film Adaptations” โดย Tom Smith จาก ap2hyc.com
เรื่อง : ณฐมน ธนาตระกูล