โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เตรียมพร้อมอย่างไร เมื่อพ่อแม่เริ่มแก่ตัวไป แต่ไม่มีเงินเก็บ?

The MATTER

อัพเดต 15 มิ.ย. 2566 เวลา 08.07 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2566 เวลา 10.30 น. • Relationship

“มีเงินให้ยืมก่อนไหม”
“เดือนนี้เงินไม่พอ โอนเงินมาให้หน่อยได้หรือเปล่า”

ถ้าเริ่มมีประโยคนี้ซ้ำๆ เราคงรู้แล้วว่าสภาพการเงินของผู้พูดกำลังเกิดปัญหาอย่างจริงจัง หากเป็นคนอื่นไกลแล้วเราไม่พร้อม คงพอจะปฏิเสธได้ไม่ยาก แต่พอเป็น ‘พ่อแม่’ การจะปฏิเสธออกไปกลายเป็นเรื่องลำบากใจ แม้สุขภาพการเงินของเราจะอยู่ในขั้น ‘ดิ้นรน’ หรือเพิ่งสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาได้

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2564 ระบุว่า ผู้สูงอายุ 45.7% ไม่มีเงินออม โดย 32.2% ยังพึ่งพารายได้หลักจากลูก และผู้สูงอายุเพียง 1.5% เท่านั้นที่มีรายได้หลักมาจากเงินออมหรือดอกเบี้ย

เมื่อเจอสถานการณ์นี้ บางคนอาจเต็มใจและพร้อมดูแลพ่อแม่ แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีรายได้มากพอ ซ้ำร้ายบางครอบครัวอาจไม่ได้ดูแลใส่ใจลูกแล้วปล่อยให้ดิ้นรนเองมาตั้งแต่ยังเล็ก พอลูกเริ่มสร้างตัวได้ กลับกลายเป็นต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ไปด้วย

“ใจหนึ่งก็อยากสร้างเนื้อสร้างตัว แต่อีกใจ ก็เป็นห่วงพ่อแม่และรู้สึกผิดถ้าช่วยเหลือไม่ได้มากเท่าที่เขาต้องการ”

ถ้าคุณกำลังสับสนแบบนี้ เราคือเพื่อนกัน และเชื่อว่ามีอีกหลายคนที่ยังคงคิดไม่ตกว่าควรทำอย่างไร เราเลยรวบรวมข้อมูลและคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายแหล่งมาในบทความนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือล่วงหน้า หรือพอจะปรับใช้กับคนที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้อยู่

เปิดใจคุยเรื่องเงินกับพ่อแม่ (แต่ไม่ใช่การตำหนิ)

คาเมรอน ฮัดเดิลสตัน (Cameron Huddleston) ผู้เขียน Mom and Dad, We Need to Talk: How To Have Essential Conversations With Your Parents About Their Finances. แนะนำว่า การพูดคุยถึงสภาพการเงินและแผนวัยเกษียณของพ่อแม่ ช่วยให้เราวางแผนได้ถูกจุดว่าควรจะทำอย่างไรต่อ แต่ไม่ควรเริ่มด้วยการต่อว่าหรือตำหนิ เพราะทำให้คนฟังอยากจะปิดใจไม่คุยด้วยมากกว่า

ดังนั้นเราอาจจะลองเปลี่ยนมาเป็น ‘การถาม’ ที่ไม่ใช่ถามจี้ แต่ถามกว้างๆ ว่าพ่อแม่วางแผนวัยเกษียณไว้แบบไหนบ้าง แทนการถามว่ามีเงินเก็บเท่าไรแล้ว หรือถ้าบางบ้าน พ่อแม่ไม่สบายใจจะแชร์เรื่องนี้ออกมาทันที เราอาจจะเริ่มจากการแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองก่อน เช่น เข้าไปปรึกษาว่าเรากังวลเรื่องวัยเกษียณของตัวเอง ไม่รู้ว่าจะมีเงินเก็บพอไหม แล้วถามความคิดเห็นหรือขอคำแนะนำจากพ่อแม่ ก่อนจะเปิดบทสนทนาที่ลึกลงไปว่าพ่อแม่วางแผนไว้ยังไงบ้าง เพื่อหาทางออกร่วมกันและให้ความรู้สึกว่า ‘เราเป็นทีมเดียวกัน’ มากกว่า แต่วิธีการสื่อสารไม่ได้ตายตัวว่าต้องทำแบบนี้เท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วก็คงต้องปรับให้เข้ากับบริบทของแต่ละครอบครัว

ส่วนอีกวิธีที่น่าสนใจจาก แกรี่ ชอว์ (Gary Shaw) ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน แนะนำว่า เราอาจจะลองใช้สื่อกลางอื่นๆ มาช่วยเปิดบทสนทนา เช่น ‘family love letter’ จดหมายถึงคนที่เรารักที่ออกแบบมาเพื่อเตรียมรับมือในวันที่พ่อแม่จากไป โดยมีทั้งข้อมูลสำคัญด้านการเงินและสุขภาพเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นการคุยเรื่องนี้ สำหรับคนที่รู้สึกเขินหรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นถามยังไงดี (ถ้าเป็นบ้านเราคงคล้ายๆ ‘สมุดเบาใจ’ ฉบับเติมข้อมูลด้านการเงินลงไปด้วย)

วางแผนงบประมาณจากรายรับ-รายจ่ายของพ่อแม่

เมื่อพ่อแม่เปิดใจพูดคุยแล้ว คำถามต่อมาคือเราควรคุยเรื่องอะไรบ้าง? เบรนท์ ไวส์ (Brent Weiss) นักวางแผนการเงินและผู้ร่วมก่อตั้ง Facet Wealth บริการวางแผนการเงิน แนะนำว่า 3 เรื่องที่เราควรเช็คก่อนวางแผน ได้แก่

สิทธิและสวัสดิการที่พ่อแม่ได้รับในวัยเกษียณหรือยามเจ็บป่วย เช่น เงินบำเหน็จ-บำนาญจากประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุจากภาครัฐ สิทธิบัตรทอง เงินออมและสินทรัพย์ของพ่อแม่ เช่น บ้าน รถ ประกันสุขภาพ แหล่งรายได้หลักในแต่ละเดือน รายจ่ายของพ่อแม่ โดยค่าใช้จ่ายหลักๆ ที่เราไม่ควรมองข้าม ได้แก่ ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางและค่าอาหาร ซึ่งมักจะอยู่ในสัดส่วนราวๆ 60% - 70% ของงบวัยกษียณ ยังไม่รวมเบี้ยประกัน ของใช้ส่วนตัว การเดินทาง หนี้สินที่ยังผ่อนจ่ายไม่หมด และอีกหลายอย่างที่อาจจะเพิ่มเข้ามาด้วย

การรับรู้รายได้ สินทรัพย์และค่าใช้จ่ายทั้งหมดช่วยให้เราเห็นภาพรวมด้านการเงินพ่อแม่และสามารถวางแผนได้ว่า รายจ่ายเรื่องไหนที่พอจะใช้สิทธิหรือทรัพย์สินที่มีอยู่มาสำรองจ่ายได้ หรือเรื่องไหนที่เราเข้าไปช่วยจ่ายได้บ้าง รวมทั้งสามารถลำดับความสำคัญได้ว่าเรื่องไหนเร่งด่วน เรื่องไหนรอได้ และทำให้รู้ว่าในอนาคตเราควรเก็บเงินสำรองไว้เท่าไร ควรหาวิธีเตรียมพร้อมยังไงได้บ้าง เรียกอีกอย่างว่าเป็นการคุยเพื่อให้เห็นว่าปัญหาจริงๆ อยู่ตรงไหน แล้วเตรียมพร้อมและแก้ได้ถูกจุด

ลองหางานสำหรับผู้สูงอายุ

สำหรับพ่อแม่ที่ยังแข็งแรง แต่ไม่มีรายได้ เราอาจจะลองหางานที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุเผื่อไว้ เช่น ‘เทสโก้โลตัส’ ที่มีโครงการ 60 ยังแจ๋ว ‘ซีเอ็ดบุ๊ค’ ที่มีโครงการ 60 ปีมีไฟ ‘อิเกีย’ ที่เปิดรับผู้สูงวัยอายุ 55 – 60 ปีขึ้นไปเข้ามาทำงานในบางตำแหน่ง หรือบางคนอาจจะลองชวนพอแม่มาทำอาชีพที่ไม่ต้องออกจากบ้านไกล อย่างการไลฟ์ขายของหรืออาชีพที่ไม่หนักเกินไปสำหรับผู้สูงอายุ (สำหรับคนที่สนใจงานสำหรับผู้สูงอายุ ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ portal.info.go.th)

แต่ใช่ว่าเราจะบอกให้พ่อแม่ทำงาน แล้วไม่ช่วยเหลืออะไรเลย เพียงแต่งานเหล่านี้ช่วยให้มีรายได้เสริมซึ่งเป็นเหมือนฐานรองรับและแบ่งเบาในวันที่เราจ่ายไม่ไหว เพราะถ้าเราเป็นเดอะแบกที่รับไว้หนักจนกลายเป็นหนี้และดูแลตัวเองไม่ได้ สุดท้ายแล้วพ่อแม่ก็จะไม่สามารถพึ่งพาเราได้เช่นกัน

นอกจากนี้การหางานสำหรับผู้สูงอายุ ยังช่วยสร้างสังคมใหม่ๆ ให้พ่อแม่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาจนเกินไป และสำหรับลูกหลาน เราคงเบาใจได้มากกว่าการปล่อยให้ท่านอยู่บ้านเพียงลำพัง เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดอะไรฉุกเฉินก็มีคนมองเห็นและช่วยเหลือได้เร็วกว่า

สิ่งสำคัญคือการดูแลตัวเอง

แน่นอนว่า รูปแบบการดูแลพ่อแม่ของแต่ละคนแตกต่างกันออกไปตามสภาพแวดล้อม การเติบโต และความพร้อมทางการเงินของแต่ละคน เช่น ใครที่ยังพอมีเวลาและงบประมาณ แต่เป็นห่วงสุขภาพการเงินของพ่อแม่ ก็อาจจะทำประกันสะสมทรัพย์หรือเก็บออมแยกไว้ เพื่อเป็นงบสำหรับพ่อแม่ในวัยเกษียณ

ส่วนคนที่ไม่ได้มีงบสูงและเพิ่งจะเริ่มทำงาน ก็อาจจะช่วยเท่าที่ทำได้ เช่น ให้เฉพาะค่าใช้จ่ายที่ฉุกเฉินและจำเป็น บางคน (ที่ไหว) อาจจะหางานเสริมหรือเปลี่ยนไปทำงานที่ค่าตอบแทนสูงกว่า แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน สิ่งสำคัญคือช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ซึ่งเราเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ก็พูดง่ายทำยากสำหรับใครหลายคน

“ฉันกลัวมากๆ ว่าจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเหล่านี้เมื่อพ่อแม่เกษียณและไม่รู้จริงๆ ว่าเราจะช่วยพวกเขายังไง เพราะฉันเองก็กำลังพยายามสร้างเนื้อสร้างตัวและสร้างอนาคตของตัวเอง” เจสสิก้า เค. (Jessica K.) สัมภาษณ์กับ ramseysolutions พร้อมกับบอกว่าเธอรู้สึกผิดและคิดว่าเป็นความรับผิดชอบที่ต้องเข้าไปช่วยเหลือพ่อแม่ในยามลำบาก

แต่เราอยากจะบอกว่า ไม่เป็นไรเลยถ้าเราจะทำเท่าที่ไหว เพราะจริงๆ แล้วการดูแลตัวเอง ในอีกทางหนึ่งคือการแสดงออกถึงความรักและห่วงใยต่อพ่อแม่ด้วยเช่นกัน เพราะนั่นหมายความว่าเราอยากเป็นที่พึ่งให้เขาได้ในระยะยาว วันนี้เราอาจจะทำเท่าที่ไหว แต่ใช่ว่าจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เพราะในอนาคตเราอาจจะช่วยได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามกำลังของตัวเอง ซึ่งคงจะดีกว่าการช่วยเหลือจนเราเดือดร้อน เพราะวันที่เราล้ม พ่อแม่ก็ไม่สามารถพึ่งพาเราได้เช่นกัน และถ้าบางคนมีลูก การกู้หนี้ยืมสินไปเรื่อยๆ จนตัวเองเดือดร้อน ท้ายที่สุด เราอาจส่งต่อปัญหาไปยังรุ่นลูกและกลายเป็นวงจรที่ไม่มีวันสิ้นสุดอีกต่อไป วันนั้นอาจเป็นฝันร้ายและชวนรู้สึกผิดมากกว่าการช่วยเท่าที่เราทำได้ซะอีก

เพราะการดูแลตัวเองให้ดี ทั้งสุขภาพกายใจและสุขภาพการเงินคือพื้นฐานสำคัญก่อนที่เราจะยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือคนอื่นๆ ไม่ว่าใครคนนั้นจะเป็นพ่อ แม่ คนที่เรารัก หรือใครก็ตามในชีวิต

อ้างอิงจาก

Prachachat

Northwesternmutual

Thebalancemoney

Ramseysolutions

Finnomena

Realsimple

Thumbsup

Graphic Designer: Kotchamon Anupoolmanee
Proofreader: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...