อ.เจษฎ์ เตือนภัย ว่านจักจั่น ห้ามกินเด็ดขาด อาจถึงตาย
ว่านจักจั่น อย่ากินเด็ดขาด อันตรายถึงตาย!!!
เรื่องนี้ เริ่มจากมีคนในกลุ่มเฟซบุ๊ก “หากินแบบบ้านๆ แลกเปลี่ยนวิธีการล่าทุกชนิด” โดยรูป “ว่านจักจั่น” วางเรียงรายอยู่ในจาน พร้อมถามว่า “กินหรือเอาไปทำไรดีครับ”
มีการแชร์ต่อกันเป็นจำนวนมาก หลายคนสงสัย ว่านจักจั่น คืออะไร ซึ่งมีคนมาคอมเมนต์ตอบว่า “กินเท่ากับตาย”
ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เตือนภัยผ่านทาง “อ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์”
โดยข้อความ ระบุว่า ว่านจักจั่น เป็นเชื้อราชนิดหนึ่งครับ ไม่ควรนำมากินกัน อาจเป็นอันตราย เช้านี้มีการแชร์ภาพของแปลก คล้ายหนอนที่มีก้านงอกยื่นออกมา ในเพจเฟซบุ๊ก "หากินแบบบ้านๆ แลกเปลี่ยนวิธีการล่าทุกชนิด" โดยการตั้งคำถามว่า "กินหรือเอาไปทำอะไรดีครับ"
สิ่งที่เห็นในภาพนั้นคือ "ว่านจักจั่น" ครับ มันเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นอยู่ในตัวอ่อนของจักจั่นที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งไม่ควรนำมาบริโภค เพราะอาจจะรับสารพิษอันตรายได้ครับ "ว่านจักจั่น" นี่ บางคนก็ไปขุดเก็บกันมา โดยมองว่าเป็นวัตถุมงคล ตามความเชื่อว่าเป็นว่านกึ่งพืชกึ่งสัตว์ ประเภทเดียวกับพวกมักกะลีผล มีบูชาแล้วร่ำรวย
จริงๆ แล้วมันไม่ใช่พืช ไม่ใช่ว่าน แต่เป็นเป็นตัวอ่อนของจักจั่น ที่ตายแล้วเนื่องจากการติด "เชื้อราทำลายแมลง" ในขณะที่เป็นตัวอ่อน ช่วงที่ขึ้นจากใต้ดินมาลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยเหนือดิน ในระยะตัวอ่อนนี้ จักจั่นจะอ่อนแอมาก ขณะที่มีอากาศชื้นจากหน้าฝน ทำให้เชื้อราแพร่กระจายได้ดีในอากาศ
เมื่อเชื้อราตกลงไปอยู่บนตัวจักจั่น ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ทำให้เชื้อราสามารถแทงเส้นใยเข้าไป และงอกในตัวจักจั่นได้ดี โดยดูดน้ำเลี้ยงเป็นอาหาร อาจจะทำให้ตัวอ่อน ของจักจั่นตัวอื่น ติดเชื้อได้และตายในที่สุด
เมื่อจักจั่นตายแล้ว เชื้อราก็จะสร้างโครงสร้างสืบพันธุ์ ที่มีลักษณะเหมือนเขา ยืดขึ้นเหนือพื้นดิน เหมือนที่เห็นยื่นออกมาจากว่านจักจั่น
โครงสร้างสืบพันธุ์นี้ จะมีสปอร์ติดอยู่บริเวณปลาย เมื่อมันยื่นขึ้นมาเหนือพื้นดิน สปอร์จะอาศัยลมหรือน้ำ ในการพัดพาให้ไปตกที่อื่นๆ และอาจจะทำให้ตัวอ่อนของจักจั่นตัวอื่น ติดเชื้อกันต่อไป เราเรียกเชื้อราที่มีพฤติกรรมไปอาศัยอยู่ในตัวแมลงที่มีชีวิตแบบนี้ ว่าอยู่ในประเภท "เชื้อราทำลายแมลง"
จากการศึกษาของนักวิจัยจากศูนย์ไบโอเทค สวทช. พบว่า มีราทำลายแมลง ในประเทศไทยมากกว่า 400 ชนิด โดยพบได้ทั้งบนหนอน แมลงวัน มวน เพลี้ย และอื่นๆ ซึ่งพวกเชื้อราทำลายแมลงใน ว่านจักจั่น นี้เอง ปกติก็ไม่ใช่เชื้อที่มีพิษ แต่อาจจะมีราอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดพิษต่อคนที่กินเข้าไป มาเจริญเติบโตอยู่ด้วยได้
ถ้าโชคร้ายเจอสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดพิษแรงๆ อาจสร้างสารพิษพวก “tremorgenic mycotoxin” ขึ้น ซึ่งเป็นอันตรายมาก เพราะไม่มียาถอนพิษ ได้แต่ประคองอาการให้รอด
โดยสำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ก็ระบุว่า สำหรับประเทศไทย มีรายงานว่า ว่านจักจั่นมีความใกล้เคียงกับราชนิด “Ophiocordyceps sobolifera” กินแล้วคลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเหลว ชัก กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก ดวงตาหมุนวนไปรอบๆ ไม่มีทิศทางที่ชัดเจน อ่อนแรงใจสั่น และเวียนศรีษะ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
นอกจากนี้ในประเทศเวียดนาม มีรายงานการกินว่านจักจั่นชนิด “Ophiocordyceps heteropoda” พบว่า ผู้ที่นำมารับประทานเกิดอาการเวียนหัว อาเจียน น้ำลายไหล ม่านตาขยาย กรามแข็ง ไม่สามารถขับปัสสาวะได้ตามปกติ ชัก เพ้อคลั่ง เกิดภาพหลอน ง่วงซึม โคม่า และอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ จากการตรวจสอบสารพิษ พบว่าเป็น ibotenic acid ซึ่งสารพิษในกลุ่มนี้มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง
ในปี พ.ศ. 2562 มีชาวบ้านใน จ.อุบลราชธานี 2 คน เก็บว่านจักจั่นมากิน แล้วเกิดอาการเป็นพิษกะทันหัน จึงนำส่งโรงพยาบาล และในปี พ.ศ. 2559 ก็เคยมีข่าว ที่ จ.สกลนคร มีประชาชนเก็บมากิน แล้วได้รับพิษกระทันกัน เกิดอาการร่อแร่ เข้าโรงพยาบาลสกลนคร 2 ราย จนต้องเตือนกันว่าถ้าใครพบเห็น ห้ามนำรับประทานเด็ดขาด
ส่วน "ถั่งเช่า" ที่เอามาเป็นยาสมุนไพรชูกำลังกันนั้น ถึงแม้ว่าจะมีจุดกำเนิดในแบบเดียวกับว่านจั๊กจั่น คือมีเชื้อราทำลายแมลง พวกราคอร์ดิเซปส์ ชนิด Ophiocordyceps sinensis (หรือชื่อเก่า Cordyceps sinensis) ลงไปเจริญเติบโตตัวอ่อนของหนอนผีเสื้อ แต่มันเป็นเชื้อราชนิดที่ไม่ได้เป็นพิษ จึงนำมากินได้ครับ
นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ ยังได้แชร์โพสต์ของคุณหมอท่าน ซึ่งเคยโพสต์เตือนภัย พิษว่านจักจั่น เมื่อปี 2559 หรือประมาณ 7 ปีที่แล้ว
โดย รศ.ดร.เจษฎา ได้สรุปโพสต์ของหมอ ระบุว่า เอาเคสตัวอย่างปี 2016 อันตรายจากการกิน ว่านจักจั่น มาให้ดูครับคนไข้หญิง 44 ปี มาด้วยอาการชักเกร็งกระตุก ซึม ไม่พูด ชักนาน 40 นาที แพทย์พยายามให้ยารักษา แต่คนไข้ยังชักกระตุก แม้จะดูมีสติ แต่ตากรอก หมุนวนไปมาไม่มีทิศทางแน่ชัด
ผ่านไปเกือบครึ่งวัน อาการไม่ดีขึ้น แถมแม่ของคนไข้ก็มีอาการเหมือนกัน แต่น้อยกว่าญาติบอกคนไข้กับยายไปเก็บเห็ดเผาะ ขุดเจอว่านจั๊กจั่น เลยเอามาคั่วกินกันตอน 4 โมงเย็น พอตี 1 คนไข้เริ่มมีอาการ
ศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี ให้คำปรึกษาว่า อาการของคนไข้ที่เกิดจากพิษ "tremorgenic mycotoxins" จากเชื้อราในตัวว่านจั๊กจั่น ทำให้เกิดอาการเหมือนชัก ต้องส่งต่อคนไข้เข้า รพ. จังหวัดทั้งคู่เลย โดยพิษจากเชื้อรานี้ไม่มียาแก้พิษ antidote ทำได้แค่รักษาตามอาการ
อีจันอยากเตือนภัย คนชอบกินของแปลกให้ระวังกันค่ะ เพราะบางอย่างอาจจะทำให้เราตายไม่รู้ตัว