โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Teen Coach EP.92 : สารภาพมาซะดีๆ ใครยังติด 'ตุ๊กตา' หรือ 'หมอนเน่า' บ้าง?

Dek-D.com

เผยแพร่ 06 ก.ค. 2566 เวลา 07.43 น. • DEK-D.com
ต้าวตุ๊กตามีแล้วอุ่นใจช่วยให้เราเติบโต

ใครเป็นบ้าง..นอนไม่หลับถ้าไม่ได้กอดหมอนเน่า ผ้าห่มผืนเก่า หรือตุ๊กตาตัวโปรด?

มีใครบ้างคะ ที่แม้จะโตเลยวัยประถมไปแล้ว…แต่ยังติดผ้าเน่า ตุ๊กตานุ่ม (ขอเรียกว่า “น้องเน่า”) กันอยู่ น้องเน่าบางตัวอาจมีประวัติสืบทอดมาอย่างยาวนาน อยู่ด้วยกันตั้งแต่สมัยเรายังเป็นเบบี๋ ซักจนเปื่อย แต่เราก็ยังรัก ลูบไล้ เอามากอดเวลาที่เราเครียด กังวล หรือน้องเน่าบางตัวอาจได้มาจากคนที่เรารักและผูกพัน เราใช้น้องเน่าเป็นของแทนเจ้าตัวเวลาที่ต้องอยู่ไกลห่าง ช่วยลดความเหงาและไว้ปลุกปลอบใจในยามที่มีปัญหา

ผู้ใหญ่บางคนอาจจะมองว่าน้องเน่าเป็นแค่สิ่งของที่เด็กเล็กไว้ใช้เล่น แต่พอโตขึ้นต้องมีวุฒิภาวะที่โตไปตามอายุ ดังนั้นควรที่จะโละ how to ทิ้ง เหล่าน้องเน่าที่ดูเป็นของรกบ้านออกให้มากที่สุด แต่ที่จริงแล้วสำหรับคนที่ติดน้องเน่าไม่ว่าเราจะมีอายุเท่าไรมันยังมีประโยชน์ ส่งผลดีต่อด้านจิตใจ พัฒนาการด้านต่าง ๆ และการทำงานของสมองอย่างไม่น่าเชื่อ!!

เดี๋ยวจะหาว่าพี่หมอแมวน้ำโม้ แหม่..ผู้ใหญ่ที่ไหนจะยังเก็บน้องเน่าที่เป็นเศษซากของความเป็นเด็กเพื่ออะไร รู้มั้ยคะว่า มีผลงานวิจัยรับรองว่าผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยยังเก็บน้องเน่าไว้ อย่างข้อมูลการสำรวจปี 2017 พบว่าชาวอเมริกันวัยผู้ใหญ่มีมากถึงร้อยละ 50 ที่ยังเก็บน้องเน่าสุดรักในวัยเด็กเอาไว้แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแค่ไหน มีเพื่อนที่เป็นคนจริง ๆ หลายกลุ่มเท่าไร แต่น้องเน่ายังคงเป็นเพื่อน best friend forever ที่ไม่ทิ้งเราไปไหน ให้กำลังใจและสร้างความอุ่นใจให้ผ่านช่วงเวลาที่แย่ไปได้

ทำความเข้าใจน้องเน่าด้วยคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์

การกอดสัมผัสกับคนจริง หรือสิ่งที่นุ่มนิ่มเช่น สัตว์เลี้ยง ตุ๊กตาขนฟู (น้องเน่าของเรา) เป็นการกระตุ้นระบบประสาทสัมผัสหลายด้าน ผ่านเส้นประสาทนำไปสู่การกระตุ้นสมอง (Somatosensory Nerves in Grey Matter) ให้หลั่ง “สารอ็อกซิโทซิน” (Oxytocin) ซึ่งจะไปลดการหลั่งฮอร์โมนความเครียด "คอร์ติซอล" (Cortisol) ทำให้รู้สึกสบายใจ ลดอาการปวด สร้างความเชื่อใจ และทำให้ทักษะการเข้าสังคมดีขึ้น

นอกจากนี้ยังมีสารเคมี “ซีโรโทนิน” (Serotonin) ที่จะช่วยลดความกังวล เพิ่มความสุข และทำให้ใจสงบ ในช่วงวัยเด็กที่สมองยังมีการพัฒนาต่อเนื่อง หากต้องเจอกับความเครียดร่างกายจะหลั่งสารที่ทำให้สมองเกิดความเสียหาย มีโครงสร้างและการทำงานที่ผิดไปจากปกติ ส่งผลให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคทางจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล (Anxiety disorder), โรคซึมเศร้า (Depression), PTSD (Post Traumatic Stress Disorder) ดังนั้นการมีน้องเน่าไว้ติดตัวจะช่วยลดความเครียด และลดโอกาสการเกิดโรคทางจิตเวชได้

มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาพบว่า น้องเน่ามีผลดีต่อจิตใจและการทำงานของสมองต่อทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เช่น เด็กที่เข้าสังคมไม่เก่ง แยกตัวออกมาอยู่คนเดียว (Self Isolation) เมื่อได้อุ้มตุ๊กตาหมีจะมั่นใจมากขึ้นเมื่อต้องไปเข้าสังคมผู้ใหญ่ที่มีความภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ (Low Self-esteem) จะมีความกังวลมากกว่าคนอื่นที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกัน เมื่อจับตุ๊กตาหมีไว้จะช่วยลดความกังวลได้

น้องเน่ายังช่วยช่วยลดความทุกข์ในเด็กที่เจ็บป่วยทางกายหรือมีความเจ็บปวดตามส่วนต่างๆ เพราะมันจะเบี่ยงเบนความสนใจจากอาการทางกายให้เปลี่ยนเป็นความอบอุ่น สนุกสนานได้เช่น มีงานวิจัยประเมินระดับความเจ็บปวดที่เกิดหลังจากการผ่าตัด พบว่าเด็กที่ได้เล่นน้องเน่าจะเจ็บปวดน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้เล่น ส่วนในผู้ใหญ่ที่มีการเจ็บป่วยทางกายรุนแรงหรืออุบัติเหตุหรือต้องสูญเสียคนรักจากความตายจะรับมือกับอารมณ์ลบได้ดีมากกว่าเมื่อมีน้องเน่าอยู่ด้วย

ทำความเข้าใจน้องเน่าด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์

ทฤษฎีทางจิตวิทยาได้อธิบายเรื่องเด็กที่ติดอุ้มตุ๊กตา หมอนเน่าหรือผ้าห่มต่าง ๆ ว่าเป็น “สิ่งของแทนใจ” (Transitional Objects) ที่ช่วยให้เด็กรู้สึกอุ่นใจ (Secure / Comfort Objects) ในเวลาที่ต้องอยู่ห่างจากผู้เลี้ยงดูที่ใกล้ชิดกัน (Primary Care Givers)เพราะตามปกติเด็กเล็กต้องพึ่งพาคนเลี้ยงดูเป็นหลักในการที่จะเอาชีวิตรอดหากต้องอยู่ห่างกัน เด็กจะรู้สึกไม่มั่นคงกังวลกลัว (insecure) ว่าถ้ามีภัยอันตรายเข้ามาจะไม่มีใครช่วยได้ แต่หากมี Transitional Objects ที่เป็นของดูต่างหน้าผู้เลี้ยงดู เด็กจะอุ่นใจ รู้สึกมั่นคงมั่นใจว่าสามารถที่จะอยู่คนเดียวและสำรวจเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ซึ่งตามพัฒนาการปกติตามวัยเด็กอายุตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไปจะแยกแยะผู้เลี้ยงดูที่ไว้ใจออกจากคนแปลกหน้าได้ ดังนั้นเมื่อต้องแยกห่างจากผู้เลี้ยงดู เด็กจะมีความกังวลเรื่องการแยกจาก (Separation Anxiety) มากที่สุด ซึ่งความกังวลนี้จะลดลงจากการมี Transitional Objects พออายุ 3 ปีขึ้นไปอาการ Separation Anxiety จะหายไป เด็กบางคนไม่ต้องมี Transitional Objects ก็อยู่ได้แต่บางคนยังต้องการอยู่ ไม่ใช่แค่เด็กที่ต้องการสิ่งนี้ผู้ใหญ่เองก็เหมือนกัน เพียงแต่รูปแบบสิ่งของนั้นอาจต่างไปจากเด็กเช่น นักศึกษา พกพวงกุญแจตุ๊กตาหมีนุ่มที่ได้จากแม่ซ่อนไว้ในเป้เวลาที่โดนเหวี่ยงวีนจากเพื่อนอย่างน้อยสามารถล้วงมือเข้าไปจับ เพื่อสงบอารมณ์ตัวเองไม่ให้โกรธด่าทะเลาะกลับหรือปล่อยให้จิตตก

ส่วนงานวิจัยคลาสสิคเรื่องความต้องการของทั้งคนและลิงที่ต้องการการกอดสัมผัสเพื่อช่วยให้มีสภาพจิตใจและพัฒนาการด้านต่าง ๆ เป็นไปได้อย่างปกติ เป็นงานของคุณ Harry Harlow’s ที่ศึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) ในยุค 1960 เขาเริ่มจากข้อสงสัยว่าความรู้สึกสบายใจ (Comfort), การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น (Companionship) และความรักของคนเราส่งผลต่อพัฒนาการที่ดี (Healthy Development) อย่างไร เขาทำการทดลองทำกับลูกลิงที่เพิ่งคลอด โดยแยกมันออกจากแม่ลิง (Isolation/Maternal Deprivation) ตั้งแต่แรก ทำให้ลูกลิงไม่มีแม่คอยดูแล บางตัวเลี้ยงรวมกับลูกลิงตัวอื่น แต่อีกบางส่วนแยกเลี้ยงเดี่ยว พบว่าลูกลิงเหล่านี้มีพฤติกรรมต่างจากลูกลิงที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากแม่ลิง ลิงที่โดนแยกเลี้ยงเดี่ยวมีอาการผิดปกติหลายอย่าง เช่น เขย่ากรง ก้าวร้าว นั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไร นัยน์ตาว่างเปล่า กระตุ้นตัวเองด้วยการเอาหัวโขกกรง กัดมือ เมื่อนำมันกลับเข้าไปในฝูงมันจะวางตัวไม่ถูก มีพฤติกรรมที่คาดเดาได้ยาก เช่น นั่งซึม แยกตัว ไม่กินอาหารจนตัวมันตายไป ส่วนตัวที่ยังให้อยู่กับลิงตัวอื่นแต่ไม่มีแม่คอยดูแล ลูกลิงจะโหยหาสิ่งของที่มีความนุ่มนิ่มอบอุ่น (Contact Comfort) เช่น ผ้าขนหนู ตุ๊กตา เขามีสมมุติฐานว่าลูกลิงต้องการสัมผัสสิ่งที่มีความนุ่มและความอบอุ่นคล้ายแม่ลิง หลังจากนั้นมีการทดลอง “แม่จำลอง” (surrogate mother experiment) ซึ่งทำแม่ปลอม 2 แบบ คือ แม่ปลอมจากลวดเปล่าที่มาดัดให้มีรูปร่างคล้ายลิง แม่ปลอมลวดที่เอาผ้านุ่มห่อเอาไว้ชั้นนอก ผลพบว่าลูกลิงจะไปป้วนเปี้ยนคลอเคลียกับแม่ลิงปลอมที่เป็นผ้านุ่มมากกว่า ยิ่งต้องเจอกับสถานการณ์แปลก ๆ ที่ทำให้รู้สึกไม่ดี ลูกลิงจะถอยหลักกลับไปหาแม่ปลอมผ้านุ่มก่อน เมื่อสงบใจได้ถึงจะออกไปเผชิญสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง แต่ถ้าไม่มีแม่ลิงปลอมผ้านุ่มอยู่แถวนั้นเลย เมื่อเจอกับเรื่องที่ไม่คาดคิด ไม่สบายใจ ลูกลิงจะสติแตก บางตัวแน่นิ่ง บางตัวอาละวาด ท่วมท้นไปด้วยความหวาดกลัว ลิงที่เติบโตโดยไม่มีแม่จริงช่วยเลี้ยงดู จะมีพัฒนาการหลายอย่างที่ผิดปกติ ข้อสรุปจากการทดลองนี้ คือการที่ได้รับการกอดสัมผัสจากผู้เลี้ยงดูที่มีเลือดเนื้อ (ความนุ่มของผิวสัมผัส ความอบอุ่น) จะทำให้เด็กมีความมั่นคงทางใจที่ดี (Secure Attachment) เมื่อโตขึ้นไปส่วนใหญ่จะมีพัฒนาการที่ปกติ แต่ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้วเด็กจะพบความผิดปกติได้หลายอย่าง

สรุปประโยชน์จากการที่มีน้องเน่า

1. ทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมี Oxytocin และ Serotonin

เกิดความมั่นคงทางใจ ลดความกังวล เพิ่มความมั่นใจ สงบตัวเอง ในสถานการณ์ที่ไม่ชอบไม่คุ้นเคยจนปรับตัวกับสิ่งแวลล้อมได้ และสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมีทักษะทางสังคมที่ดีขึ้นมีพัฒนาการเป็นไปตามเกณฑ์ปกติ หรือในกรณีที่มีความเจ็บปวดทางใจ/ทางกายเกิดขึ้น ระดับความเจ็บปวดนี้จะลดลง

2. เป็นเครื่องมือที่ใช้สื่อสารความคิดและความรู้สึกระหว่างเรากับคนอื่น

เวลาที่เด็กเครียดยิ่งเด็กเล็กเท่าไรยิ่งมีข้อจำกัดทางด้านภาษาในการพูดความคิดและความรู้สึกในใจ เช่น พ่อแม่มีปัญหาทะเลาะกัน ถูกเพื่อนแกล้ง การมีน้องเน่าช่วยให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์และเป็นการจัดการความเครียดไปในตัว ผู้ใหญ่จะเข้าใจเด็กได้มากขึ้นหากสังเกตตอนที่เด็กเล่นกับน้องเน่า เช่น เด็กอิจฉาพี่ที่ได้เลโก้ชุดใหญ่กว่าเด็ก เลยแสดงออกพูดความไม่พอใจ เด็กบอกความลับให้กับน้องเน่าฟังแทนที่จะบอกกับผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการเล่าระบาย ในทางกลับกันผู้ใหญ่สามารถสอน ให้คำแนะนำ บอกสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดผ่านทางน้องเน่า เช่น ผ่านการเล่นสมมุติ เพราะถ้าคุยกันตรง ๆ เด็กจะไม่คุยด้วย แต่ถ้าบอกผ่านบุคคลที่สาม คือ น้องเน่า เด็กมีแนวโน้มจะร่วมมือมากกว่า

3. เป็นเครื่องมือในการทำจิตบำบัด (Psychotherapy) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

หนึ่งในอุปกรณ์ที่นักจิตบำบัด (Psychotherapist) ใช้ประกอบการรักษาเพื่อให้คนไข้รู้สึกผ่อนคลายและกล้าที่จะแสดงสิ่งที่ถูกกดทับไว้ในใจออกมาเช่น ร้องไห้เพราะเสียใจ แต่ไม่สามารถร้องที่บ้านได้ โดยการให้คนไข้กอดสัมผัสน้อลในการรักษา (Stuffed-Animal Therapy) นักจิตบำบัดบางคนเลือกที่จะใช้สัตว์เลี้ยง (Pet Therapy) กับคนไข้ เช่น น้องหมา แมว กระต่าย ทั้งตอนที่อยู่ในชั่วโมงการรักษาและตอนที่กลับไปอยู่ที่บ้าน เพื่อช่วยให้คนไข้รู้สึกมั่นคงปลอดภัย มีกำลังใจ ลดความกังวล สงบใจได้ แม้บางครั้งในชีวิตจริงจะไม่มีคนให้กอดสัมผัสแต่อย่างน้อยก็มีน้องเน่าหรือสัตว์เลี้ยงช่วยปลอบประโลม

จากข้อมูลมากมายทำให้เราได้ข้อสรุปว่า“การมีน้องเน่า” (Transitional Objects) ไม่สมควรถูกแบ่งแยกว่าเป็นของเด็กหรือของผู้ใหญ่ ทุกคนสามารถมีสิ่งนี้ได้ และไม่ได้ทำให้เราดูเหมือนเด็กไม่รู้จักโต เพราะสิ่งนี้มีประโยชน์มากมายทางด้านจิตใจ เพียงแต่ต้องระวังการพาน้องเน่าไปที่ต่าง ๆ ให้ถูกกาละเทศะเช่น เป็นนักศึกษาแล้ว ไม่แนะนำให้อุ้มน้องเน่าตัวใหญ่ไปมหาวิทยาลัย เพราะมันจะดูแปลก อาจถูกบูลลี่ได้ แต่ให้เปลี่ยนเป็นน้องเน่ามินิที่พกพาไปทุกที่แทน

พี่หมอแมวน้ำพยายามปรับสิ่งแวดล้อมที่ต้องไปอยู่ให้มีน้องเน่าๆ หลายสปีชี่ส์ หลายขนาด เวลาทำงานเหนื่อย ๆ เห็นแล้วก็ชื่นใจ️ใครมีน้องเน่า ๆ เอามาอวดหรือแชร์ประสบการณ์กันได้น้าาาาา

หมอแมวน้ำเล่าเรื่อง “จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...