โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 พ.ค. 2568 เวลา 05.20 น. • เผยแพร่ 16 ม.ค. 2568 เวลา 02.00 น.

เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” ได้เริ่มโครงการใหญ่ ตั้งแต่ราว พ.ศ.2555 ในการเปลี่ยนโฉมรูปแบบการจัดแสดงให้ดูทันสมัย สวยงาม การจัดไฟส่องสว่างที่ทั้งดึงดูดความสนใจและขับเน้นคุณค่าของโบราณวัตถุให้เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่หลากหลายรูปแบบเข้ามาช่วยการเรียนรู้

และที่สำคัญที่สุดคือ การอนุญาตให้สามารถถ่ายภาพโบราณวัตถุได้โดยไม่ใช้แฟลช ซึ่งทั้งหมดถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ข้อดีมากมายที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาลงลึกไปในระดับเนื้อหาการจัดแสดงและ “สาร” (message) ที่ส่งผ่านออกมา น่าสังเกตว่า ยังมีลักษณะที่ไม่แตกต่างจากในอดีตเท่าที่ควร

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า การจัดแสดงใหม่มีความแตกต่างในรายละเอียดหลายอย่างจากอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดแสดงใน “พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน” ที่เปิดกว้างทางความคิดและมีประเด็นหลากหลายน่าสนใจมากขึ้น

แต่โดยภาพรวม โดยเฉพาะเนื้อหาการจัดแสดงในส่วนอาคาร “มหาสุรสิงหนาท” และ “ประพาสพิพิธภัณฑ์” ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคที่สวยงามตื่นใจ แต่ “สาร” กลับมิได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก

ความไม่เปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นประเด็นที่ทั้งน่าสนใจและน่าหาคำอธิบาย

ส่วนตัวคิดว่า สาเหตุหลักประการหนึ่งของความไม่เปลี่ยนแปลงนี้ คือ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทยมีภาระหน้าที่ถาวรทางวัฒนธรรมประการหนึ่ง ที่ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานในวัฒนธรรมองค์กรภายใต้บริบททางสังคมการเมืองไทย โดยไม่จำเป็นจะต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษรในที่สาธารณะ แต่รับรู้กันลึกๆ กันในหมู่คนทำงาน

นั่นก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทย (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) จะต้องจัดแสดงโบราณวัตถุสถานในดินแดนประเทศไทยในฐานะเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมืองในการสร้างและค้ำยัน “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม” ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 รวมไปถึงการสร้าง“รัฐชาติไทยสมัยใหม่” ในช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ต่อเนื่องมาจนถึงการสร้างและผลิตซ้ำอุดมการณ์“ชาตินิยมไทย” ในยุคสงครามเย็น

หากพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของไทยต้องทำหน้าที่ “สร้างชาติไทย” ผ่านการจัดแสดงโบราณวัตถุสถานต่างๆ

การสร้างชาติเป็นกระบวนการที่ไม่มีวันจบสิ้นนะครับ เพราะชาติเป็น “ชุมชนจินตกรรม” (ตามนิยามของ Ben Anderson) ที่ต้องสร้างและผลิตซ้ำต่อเนื่องเรื่อยไปไม่จบสิ้น แม้ความเข้มข้นในการปลูกฝัง อุดมการณ์นี้ผ่านการจัดแสดงอาจหนักเบาต่างไปตามบริบทในแต่ละยุคสมัย แต่บทบาทหน้าที่นี้ไม่เคยหายไปไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมไทย

อาจพูดได้โดยไม่เกินไปนักว่า สิ่งนี้คือบทบาทหน้าที่หลักถาวรที่สำคัญที่สุดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่ดำเนินคู่ขนานกันไปโดยตลอดกับบทบาทหน้าที่ในการให้ความรู้แก่ประชาชน

หากดูความหมายของคำว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ราชบัณฑิตยสภานิยามเอาไว้ว่า

“…พิพิธภัณฑสถาน เป็นศัพท์ที่ใช้แทนคำภาษาอังกฤษว่า museum หมายถึง สถานที่รวบรวม เก็บรักษา และจัดแสดงสิ่งของต่างๆ ที่เป็นโบราณวัตถุหรือเป็นศิลปวัตถุของประเทศ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า…เพื่อประโยชน์ให้บุคคลเข้ามาศึกษาหาความรู้หรือชมเพื่อความเพลิดเพลินใจ. คำว่า พิพิธภัณฑสถาน เมื่อมีคำว่า แห่งชาติ ตามมา เป็น พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หมายถึง พิพิธภัณฑสถานที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมและจัดแสดงสิ่งของอันเป็นสมบัติมีค่าของประเทศ…”

พิจารณาตามความหมายและหน้าที่ที่ระบุเพียงแค่นี้ คำว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” อาจไม่ตรงกับบทบาทหน้าที่ที่แท้จริงของตัวมันเองเท่าไรนัก

ในทัศนะผม คำที่อาจเหมาะสมและสะท้อนบทบาทที่แท้จริงมากกว่าก็คือ “พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ”

เพื่อสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว ชุดบทความนี้ จะลองพาย้อนกลับไปดูที่มา หน้าที่ ตลอดจนเนื้อหาการจัดแสดงใน “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” นับตั้งแต่แรกเริ่มตั้งมาจนถึงการจัดแสดงล่าสุดเพื่อชี้ให้เห็นว่าภายใต้ความเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดแสดงหลายต่อหลายครั้งนั้น หัวใจสำคัญที่สุดของ “สาร” ที่ต้องการสื่อออกมาให้ผู้ชมรับรู้กลับไม่แตกต่างจากเดิม

“พิพิธภัณฑ์” ในสังคมไทยอาจสืบย้อนกลับไปได้ไกลถึงในสมัย รัชกาลที่ 4 ที่ทรงจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ขึ้นภายใน “พระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์” ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยทำหน้าที่เก็บรักษา โบราณวัตถุ ของแปลก ตลอดจนเครื่องราชบรรณาการต่างๆ

ล่วงมาถึงรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายสิ่งของทั้งหมดมาจัดแสดงใหม่ใน “มิวเซียม” ณ อาคาร “ศาลาสหทัยสมาคม” (หอคองคอเดีย) เมื่อ พ.ศ.2417

พ.ศ.2430 สิ่งของถูกย้ายมาจัดแสดงใหม่อีกครั้งในพื้นที่ “พระราชวังบวรสถานมงคล” (วังหน้า) แทน ภายหลังจากที่ “กรมหมื่นบวรวิไชยชาญ” ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งวังหน้าทิวงคตลงเมื่อ พ.ศ.2428 และรัชกาลที่ 5 ทรงยกเลิกตำแหน่งดังกล่าว พร้อมทั้งยุบเลิกสถานะของการเป็นพระราชวัง

การปรับพระราชวังมาเป็นพิพิธภัณฑ์ครั้งนั้น ใช้พระที่นั่ง 3 องค์คือ “พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน”, “พระที่นั่งพุทไธสวรรย์” และ “พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย” พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อพระราชวังใหม่ว่า “พิพิธภัณฑ์วังหน้า” โดยในครั้งนั้นมี พระยาภาสกรวงษ์ (พร บุนนาค) และ Henry Alabaster เป็นผู้อำนวยการจัดแสดง

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาการจัดแสดงครั้งนั้น เอาเข้าจริงแล้ว มีลักษณะไม่ต่างเลยจากพิพิธภัณฑ์ยุคแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 เท่าไรนัก

การจัดแสดงยังคงเน้นโชว์สมบัติมีค่า เครื่องบรรณาการ และซากสัตว์แปลกหายาก ตามแบบที่กษัตริย์และชนชั้นนำในยุโรปในช่วงราวคริสต์ศวรรษที่ 17-18 นิยมทำกัน (ดูเพิ่มในบทความของ สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ เรื่อง “พิพิธภัณฑ์ สิ่งของต้องแสดงและการปกปิดซ่อนเร้น” ในวารสารเมืองโบราณ)

กล่าวได้ว่า ยังเป็นพิพิธภัณฑ์ยุคเก่าที่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ บารมี ความร่ำรวย และรสนิยมส่วนตัวของกษัตริย์และผู้ปกครอง (ดูเพิ่มในหนังสือ Inventing the Louvre: Art Politics, and the Origins of the Modern Museum in Eighteenth-Century Paris โดย Andrew McClellan)

ความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบ วิธีคิด และเนื้อหาการจัดแสดงครั้งสำคัญจะเกิดขึ้นเมื่อ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ มาดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการเมื่อ พ.ศ.2433

พระองค์มีแนวคิดที่จะพัฒนาขยายพิพิธภัณฑ์วังหน้าให้ใหญ่ขึ้นและมีความทันสมัย ถึงขนาดมีการส่งข้าราชการไปศึกษาดูงาน ณ ประเทศอังกฤษ และมีการจัดทำรายงานนำเสนอเพื่อใช้ในการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ครั้งใหญ่

โดยสรุป หัวใจของความเปลี่ยนแปลง คือ การเปลี่ยนสิ่งของจัดแสดงจากที่เน้นของสะสม ของแปลก และซากสัตว์ มาสู่การจัดแสดงศิลปวัตถุและโบราณวัตถุที่สำคัญของ “รัฐ” (ชาติ) แทน

คำถามคือ ในการจัดแสดงแบบโบราณ การแบ่งหมวดหมู่การจัดแสดงอาจแยกตามประเภทของสิ่งของ เช่น เป็นห้องที่จัดแสดงซากสัตว์ ห้องที่จัดแสดงของแปลก ห้องแสดงเครื่องราชบรรณาการ ฯลฯ แต่เมื่อเปลี่ยนของจัดแสดงมาเป็นศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ โครงเรื่องและการจัดหมวดหมู่ในทัศนะของพระองค์คืออะไร

คำตอบคือ พระองค์วางแนวคิดในการจัดหมวดหมู่และวิธีการแสดงสิ่งของบนฐานความรู้สมัยใหม่ทางประวัติศาสตร์ศิลปะที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเป็นระบบในช่วงเวลานั้นเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ แนวคิด “ประวัติศาสตร์ศิลปะสกุลดำรง-เซเดส์”

ผมเคยเขียนไว้ในที่อื่นโดยละเอียดแล้วว่าแนวคิดนี้คืออะไร ดังนั้น จะไม่ขอลงรายละเอียด (อ่านเพิ่มในบทความ “ประวัติศาสตร์ศิลปะสกุลดำรง-เซเดส์ : ข้อสังเกตเบื้องต้น” ในวารสารเมืองโบราณ) โดยจะขอสรุปเฉพาะสาระสำคัญของแนวคิดนี้ ซึ่งก็คือ

การจำแนกและจัดหมวดหมู่โบราณวัตถุที่ค้นพบในดินแดนประเทศไทยตามขอบเขตอำนาจทางการเมืองของรัฐและอาณาจักรสำคัญๆ ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นผ่านการทำงานร่วมกันของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ และ ยอร์ช เซเดส์

แนวคิดนี้จะปรากฏเป็นรูปธรรมในช่วงปลายทศวรรษ 2460 และต้นทศวรรษ 2470 ผ่านหนังสือเล่มสำคัญ 2 เล่ม คือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” แต่งโดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2469 และ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” แต่งโดย ยอร์ช เซเดส์ ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2471

เนื้อหาในหนังสือได้ทำการแบ่งโบราณวัตถุในดินแดนสยามออกเป็น 7 ยุคสมัย โดยเล่มแรกจะแบ่งเป็น สมัยทวารวดี, สมัยศรีวิชัย, สมัยลพบุรี, สมัยเชียงแสน, สมัยสุโขทัย, สมัยศรีอยุธยา, สมัยรัตนโกสินทร์

ส่วนเล่มสองจะแบ่งเป็น สมัยทวารวดี, สมัยศรีวิชัย, สมัยลพบุรี, สมัยเชียงแสนรุ่นเก่า, สมัยสุโขทัย, สมัยเชียงแสนรุ่นหลัง, สมัยอู่ทอง

แม้รายละเอียดจะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่โดยสาระสำคัญและกรอบวิธีคิดหลักเหมือนกัน

การจำแนกโบราณวัตถุออกเป็นยุคสมัยข้างต้น คือจุดเปลี่ยนสำคัญต่อการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์วังหน้าในเวลาต่อมา และเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่บทความนี้เรียกว่า “พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ”

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...