ทียู เป้าปี’73 รายได้ 2.45 แสนล้าน ปักธงธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงโต 3 เท่าตัว
สัมภาษณ์
“ทียู” เล็งเป้าหมายอีก 6 ปี กำไรโตเท่าตัว จาก 1.4 หมื่นล้าน เป็น 2.8 หมื่นล้าน ปักธง 2 โปรเจ็กต์ทรานส์ฟอร์ม “Sonar-Tailwind” เปิดน่านน้ำธุรกิจใหม่ ลุยธุรกิจโตเร็ว เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารแช่แข็ง เสริมธุรกิจหลักอาหารทะเลแปรรูป มั่นใจ “ทรัมป์” มา ได้ประโยชน์
บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือทียู ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารทะเลระดับโลกมากว่า 47 ปี มีการจ้างงานทั่วโลกกว่า 44,000 คน และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตปลาทูน่าที่ใหญ่ที่สุด เจ้าของแบรนด์ที่วางจำหน่ายทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ Chicken of the Sea, John West, Petit Navire, Parmentier, Mareblu, King Oscar, Hawesta เป็นต้น
รวมทั้งแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ ซีเล็ค ฟิชโช คิวเฟรช โมโนริ OMG MEAT เบลลอตต้า และมาร์โว่ โดยไทยยูเนี่ยนมีเป้าหมายที่จะสร้าง “การมีสุขภาพที่ดีและท้องทะเลที่อุดมสมบูรณ์ หรือ Healthy Living, Healthy Oceans” ที่ให้ความสำคัญด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ท้องทะเล
ล่าสุดบริษัทไทยยูเนี่ยนได้ประกาศเปิดตัว “กลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573” โรดแมปใหม่เพื่อสร้างการเติบโตครั้งสำคัญ โดยตั้งเป้าหมายทำยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2.45 แสนล้านบาท หรือประมาณ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573 จากปี 2566 มีรายได้อยู่ที่ 1.36 แสนล้านบาท หรือประมาณ 3,900 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา
และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้น 100% จากประมาณ 14,000 ล้านบาท หรือประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 24,500-28,000 ล้านบาท หรือ 700-800 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 6 ปีข้างหน้า เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารและโภชนาการเพื่อสุขภาพจากท้องทะเล
มั่นใจ “ทรัมป์” มาได้อานิสงส์
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของโลกตั้งแต่ผลกระทบจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ไปจนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และล่าสุด นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ ซึ่งมีนโยบายการค้าที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ-การค้าทั่วโลก หากจะให้ประเมินถึงผลกระทบในตอนนี้อาจจะยังเร็วไป
แต่จากการติดตามนโยบายของ “ทรัมป์” ที่จะมีมาตรการลดภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 15% ถือว่าเป็นผลบวกกับธุรกิจ อีกทั้งแนวโน้มเรื่องของการลดอัตราภาษี เงินเฟ้อที่จะลดลง จะมีผลต่อราคาสินค้าและกำลังซื้อของผู้บริโภคดีขึ้น ซึ่งนั่นจะเป็นผลดีต่อรายได้ของทียู
ส่วนในเรื่องการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน จะเป็นผลดีต่อประเทศอื่น รวมไปถึงประเทศไทย และประเทศในภูมิภาค หรือหาก “ทรัมป์” ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ากับทุกประเทศ ซึ่งทุกประเทศก็ได้รับผลกระทบเหมือนกัน แต่เราเชื่อมั่นในบริษัทที่มีความแข็งแกร่งในด้านการเงิน รวมไปถึง “กลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573” จะพาให้บริษัทเติบโตไปได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งด้านรายได้ การเสริมแกร่งให้กับธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ และบุคลากร เป็นต้น
ส่วนปัญหาภายในประเทศ การขึ้นค่าแรงไม่ใช่เรื่องใหม่ บริษัทได้เตรียมความพร้อมและรับมือในเรื่องนี้ไว้แล้ว รวมไปถึงประเด็นสำคัญ ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยกลยุทธ์ที่เราดำเนินการอยู่นี้และครอบคลุมประเด็นทั้งหมดแล้ว
“ผมและทีมงานได้มีการหารือและวิเคราะห์วิกฤตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะยกระดับธุรกิจ เพื่อมุ่งไปสู่การเติบโต จากทีมของเราที่มีความพร้อมเมื่อเทียบ 5-10 ปีก่อนแล้ว เรามีทีมที่แข็งแกร่งขึ้น กับ 2 โครงการใหม่ที่ใหญ่ที่สุดของเรา ซึ่งเราพัฒนาตนเองตลอดเวลา เชื่อว่าสิ่งที่ดำเนินการจะมุ่งสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้”
เชื่อ ศก.โลกผ่านจุดต่ำสุดแล้ว
นอกจากนี้ ยังมองว่าเศรษฐกิจโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว และแนวโน้มเรื่องของอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อเองก็ลดลง รวมไปถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งจะมีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค จึงเป็นโอกาสทางธุรกิจของบริษัทที่จะขยายตลาดผ่านกลยุทธ์สำคัญ โดยยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจปี 2568 จะดีกว่าปีนี้แน่นอน ซึ่งทุกประเทศก็มีการปรับตัวและมีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสหรัฐเองก็มี ยุโรปก็มีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ย ซึ่งเราก็พร้อมจะเดินหน้าธุรกิจเต็มที่ เพื่อยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารทะเล ซึ่งก็พร้อมที่จะเดินหน้าลงทุนในธุรกิจใหม่ นวัตกรรมใหม่ เพื่อตอบโจทย์ให้กับตลาดและลูกค้าได้มากขึ้นด้วย
“ล่าสุดผลการเติบโตรายได้ ยังคาดว่าไตรมาส 4 ของปี 2567 จะขยายตัวได้ดีโต 3-4% จากการเติบโตที่เกิดขึ้น การขยายธุรกิจในตอนนี้อาจจะเร็วไป แต่เราก็พร้อมจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่สู่ตลาด เพื่อสนองลูกค้า ส่วนการลงทุนเรายังไม่ต้องระดมทุนใหม่ เพราะมีความพร้อมด้านการเงินอยู่แล้ว”
เผย 2 โปรเจ็กต์หลักสู่เป้าปี’73
สำหรับกลยุทธ์เพื่อมุ่งสู่ปี 2573 ของไทยยูเนี่ยนเพื่อให้ได้เป้าหมายรายได้ที่ตั้งไว้ แบ่งออกเป็น 3 แกนหลักสำคัญคือ การเสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ รวมถึงการควบรวมกิจการ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ซึ่ง 3 แกนหลักนั้นคือ 1.เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่เย็น และอาหารสัตว์ เพื่อสร้างกระแสเงินสดสำหรับการขยายธุรกิจ
2.สร้างคลื่นลูกใหม่ของการเติบโต มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็ว เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน และอินกรีเดียนต์ 3.การเปิดน่านน้ำใหม่ มุ่งเน้นการแสวงหาไอเดียและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และโปรตีนทางเลือก
ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายใน 6 ปีข้างหน้า เราได้วาง 2 โปรเจ็กต์ทรานส์ฟอร์เมชั่น ที่จะสนับสนุนกลยุทธ์คือ โปรเจ็กต์โซนาร์ (Project Sonar) ซึ่งเป็นโครงการทรานส์ฟอร์เมชั่นของกลุ่มบริษัท มุ่งวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว ตั้งเป้าที่จะลดต้นทุนเฉลี่ยต่อปีได้ 2,625 ล้านบาท หรือประมาณ 75 ล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ประมาณ 40% ของเงินส่วนนี้ จะถูกนำกลับมาลงทุนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจ โดยโปรเจ็กต์นี้จะสร้างขีดความสามารถด้านการจัดซื้อและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัล เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจ และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินหน้าโครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างเต็มรูปแบบ
โปรเจ็กต์เทลวินด์ (Project Tailwind) ซึ่งมุ่งเน้นที่การเร่งการเติบโตในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก โดยกำหนดเป้าหมายที่จะเพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ประมาณ 1,750 ล้านบาท หรือประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ตั้งแต่ปี 2570 และโปรเจ็กต์นี้จะเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในปัจจุบัน บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะมุ่งสร้างการเติบโตจากการควบรวมกิจการ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้สามเท่าอยู่ที่ประมาณ 52,500 ล้านบาท หรือ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2573
อย่างไรก็ดี ไทยยูเนี่ยนได้เริ่มต้นดำเนินการเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายแล้ว รวมถึงโครงการทรานส์ฟอร์เมชั่นทั้ง 2 โครงการ โดยมีการดำเนินการสำคัญ ๆ เช่น การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรมแห่งใหม่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ การเพิ่มการลงทุนด้านการส่งเสริมการตลาด เพื่อคงความเป็นผู้นำแบรนด์อาหารทะเลแปรรูปชั้นนำของโลกหลากหลายแบรนด์ของกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านการผลิต การขยายทีม และยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัลของกลุ่มบริษัททั่วโลก เป็นต้น
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทียู เป้าปี’73 รายได้ 2.45 แสนล้าน ปักธงธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงโต 3 เท่าตัว
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net