โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อหนังไทยไปไกลกว่ากำแพงภาษา : 'พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์' ผู้กำกับ 'หลานม่า'

LINE TODAY

เผยแพร่ 06 ม.ค. 2568 เวลา 05.00 น.

ในปี 2567 หากจะมี 'กระแส' ที่ทำให้คนเจนใหม่กับเจนเก่าได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น คงหนีไม่พ้นการมาของภาพยนตร์ไทยเรื่อง 'หลานม่า' ที่จุดประเด็นให้เรากลับมาครุ่นคิดถึงความสำคัญของ 'ครอบครัว' มากกว่าเดิม

'พัฒน์ บุญนิธิพัฒน์' ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยแห่งปีเรื่องนี้ ที่กำลังจะได้เข้าชิงสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ของสถาบันอันทรงเกียรติของวงการภาพยนตร์โลกอย่าง Academy Awards (97th Academy Awards : International Feature Film) ได้รับการยกย่องจาก LINE TODAY ในรางวัล PEOPLE OF TODAY สาขา 'Social Movement in Cinematic Storytelling'

เรื่องราวของ 'หลานม่า' สามารถเชื่อมโยงหัวใจของคนเป็นลูกหลาน คนเป็นพ่อแม่ และคนเป็นอากงอาม่าเข้าด้วยกันอย่างไร้ข้อกังขา ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังก้าวข้ามอุปสรรคสำคัญของการดูหนังอย่าง 'กำแพงภาษา' ไปครองใจผู้ชมอีกฟากหนึ่งของโลกอย่างน่าประทับใจ

ภาพรวมของ 'พัฒน์และหลานม่า' ในปี 2567

"'หลานม่า' ฉายวันที่ 4 เมษายนครับ ฟีดแบ็กที่ได้รับคือดีตั้งแต่แรกเลย แล้วมันดีหลายสเต็ปด้วย ดีใจแรกคือ เฮ้ย! คนที่บ้านผมชอบ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผมนะ คนที่บ้านชอบ หลังจากนั้นคนในเน็ตก็ชอบ แล้วพอมันเริ่มถ่ายทอดไปสู่คนดูกลุ่มใหญ่ คนดูก็ยอมรับในวงกว้างอีก ในแง่รายได้ของตัวหนังก็สูงด้วย เสร็จปุ๊บพอฉายในเมืองไทยมันได้รับความนิยม จากนั้นเริ่มฉายต่างประเทศอย่างอินโดฯ ต่อ คนอินโดฯ ก็นิยม ไปมาเลฯ ก็นิยม สิงคโปร์ก็นิยม แล้วค่อยๆ เหมือนขยายเป็นคลื่นออกไปเป็นระลอก จนถึงตอนนี้ผมรู้สึกว่ามันเกินจริงมากเลยฮะ

เรียกว่ากราฟชีวิตขึ้นก็ได้ แล้วมันขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าตั้งแต่ต้นเมษายนจนมาถึงตอนนี้ (ธันวาคม 2567) เราก็เพิ่งไปเดินสายที่อเมริกามา คือไปที่ LA แล้วก็นิวยอร์ก ฟีดแบ็กฝั่งนั้นก็ดีมากไม่ต่างจากคนไทยเลย เลยกลายเป็นว่ายิ่งดีใจขึ้นไปอีก

ล่าสุดเพิ่งได้รางวัล PLUS Award for Best Film by the Young Jury จากเทศกาลภาพยนตร์ Zagrab Film Festival ซึ่งเป็นรางวัลที่ตัดสินโดย Young Jury ซึ่งคือผู้ตัดสินอายุ 10 กว่าถึง 20 ปี เป็นวัยรุ่นทั้งนั้นเลยครับ มันดีใจเหมือนกันนะที่คนเจนนี้เขายอมรับหนังเราเหมือนกัน

แล้วคือเราเป็นคนชอบดูหนังจากทั่วโลกอยู่แล้ว หนังไทยก็ชอบดู รู้สึกดีใจมากกว่า เออ เราเล่าเรื่องออกไปแล้วมันทะลุกำแพงภาษาได้นะ ทีนี้ไม่ว่าคนชาติไหนมาดู แค่เขามีซับไตเติ้ลเขาก็เข้าใจแล้วอะ"

'หนังครอบครัว' โจทย์ยากของการเล่าเรื่องอย่างเรียบง่าย

"ผมสนิทกับครอบครัวมากๆ เป็นคนที่มีอะไรก็พูดกับที่บ้านได้หมดเลย แต่แค่รู้สึกว่าธีม 'ครอบครัว' มันใกล้ตัวมากจนเราไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นหนังได้ด้วยซ้ำ จนกระทั่งมาอ่านบทของ 'พี่เป็ด' (ทศพล ทิพย์ทินกร) นี่แหละครับ

พี่เป็ดซึ่งเป็นคนเขียนบท เขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาม่าของเขาส่งมาที่ GDH แล้วพี่เก้ง (จิระ มะลิกุล) พี่วัน (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์) ที่เป็นโปรดิวเซอร์เนี่ย ได้อ่านแล้วเขาชอบ ก็เลยส่งมาให้ผมอ่าน ผมอ่านผมก็ชอบ เพียงแต่ว่าตอนแรกมันเป็นหนังเล็กมากๆ เลย แต่ยังไงก็รู้สึกว่าต้องทำ เพราะไม่รู้จะได้ทำหนังแบบนี้อีกเมื่อไหร่

เอาเข้าจริงตอนแรกยากมากเลยครับ เพราะว่ามันละเอียดจนเราไม่เข้าใจอะ มันละเอียดจนทำให้เราเกือบจะมองข้าม แล้วไปโฟกัสอะไรที่เป็นคอนฟลิกต์ (Conflict) ใหญ่ๆ หรือเรื่องที่แบบโฉ่งฉ่างกว่านี้ เรื่องที่ฟังดูว้าวกว่านี้แทน จนได้พี่เป็ดที่เป็นคนเขียนบทนี่แหละ ที่เป็นคนสนใจในดีเทลมาก แล้วเราก็เหมือนพยายามเรียนรู้จากเขา

พี่เป็ดเป็นคนที่ต่างกับผมมากเลยนะ ผมเป็นคนชอบมองภาพรวม พี่เป็ดเป็นคนมองภาพรวมเหมือนกันแต่เขาจะชอบมองดีเทลด้วย เราก็เหมือนได้เรียนรู้สิ่งนั้นจากเขา แล้วก็มาพบว่าอ๋อ หนังเรื่องนี้มันเป็นหนังของดีเทล ซึ่งดีเทลต่างๆ ในหนังจะค่อยๆ ประกอบเป็นภาพใหญ่อีกที

พอเราเริ่มเข้าใจวิธีคิดนั้นเราก็เริ่มจูนกับมันติด แล้วประกอบกับที่เราย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านพอดี ก็ได้ไปสังเกตดีเทลของอาม่าเรา แม่เรา ญาติเรา คนนู้นชอบทำแบบนี้ คนนี้ชอบพูดจาแบบนี้ สิ่งเหล่านั้นมันทำให้เริ่มเข้าใจว่า เออ ประโยคนี้โคตรดีเลยเพราะเราโดนมากับตัว ก็จะใส่รายละเอียดพวกนี้ซึมๆ เข้าไปในบทครับ"

'อาม่าของเอ็ม' vs 'อาม่าของพัฒน์'

"ตอนเขียนบท เราอยากเอาความสนใจ 100% ของเรามาอยู่ที่อาม่าเรา ก็เลยย้ายกลับบ้าน ตอนแรกๆ ยาก เพราะเราแอบมีความขี้เกียจย้ายกลับไปบ้านนั้นนิดหน่อย แต่พอย้ายกลับมา ความทรงจำเก่าๆ หลายอย่างก็ค่อยๆ กลับมาด้วย กลายเป็นที่มาของหลายซีนในหนังเหมือนกัน อย่างตอนที่ 'เอ็ม' (รับบทโดย บิ้วกิ้น-พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล) บอกอาม่าว่าจำอะไรไม่เห็นได้เลย แล้วค่อยมาจำได้ตอนช่วงท้ายของหนัง

พูดถึง 'อาม่าของผม' กับ 'อาม่าของเอ็ม' ถ้าเป็นนิสัยจริงๆ แทบจะเหมือนกันเลยฮะ แบบบุคลิก วิธีการพูดจา ความแข็งนอกอ่อนใน คือผมก็เอามาจากอาม่าผมล้วนๆ เลย ตอนกลับไปอยู่กับเขาที่บ้านก็รู้สึกสนิทกันมากขึ้น อย่างตอนแรกที่ผมกลับไปแล้วยังไม่ค่อยจูนกัน เขาพูด "คะ" เลยนะ คือเหมือนลงท้ายบางประโยคด้วยคำว่า "คะ" ผมตกใจเลย แบบเฮ้ย! ทำไมอาม่าพูดจาแบบนี้วะ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเรียกกูมึงนะ แต่คงเพราะว่าเราห่างกันนานด้วยแหละ"

สูตรลับฉบับ GDH

"ตอนแรกเราไม่กล้าคาดหวังอะไรเลย คือคาดหวังแรกสุดคือคาดหวังแค่ว่า 'มันได้ทำ' เพราะวิธีการของ GDH คือพอเขียนบทจบ เราจะส่งเข้าไปในบอร์ด GDH แล้วเขาจะคอมเมนต์ว่าโอเคไหม อยากลงทุนหนังเรื่องนี้มั้ย ซึ่งเราคาดหวังแค่ว่าเขาอยากทำแค่นั้นเลย

ด้วยความที่ 'หลานม่า' เป็นหนังครอบครัว แล้วตอนนั้นในตลาดมีแต่หนังผีไม่ก็หนังตลก ซึ่งเราก็คิดแล้วว่าไม่น่าได้ทำ แต่ว่าก็ตั้งใจสุดความสามารถนะครับ เพื่อให้เขาอ่านแล้วรู้สึกว่าน่าทำ น่าลงทุนกับหนังของเรา ซึ่งพอเราได้ทำแล้วได้เล่าเรื่องแบบที่อยากเล่า ผมก็จบแล้ว ทีมงานแฮปปี้ โปรดักชั่นแฮปปี้ ผลลัพธ์วันนี้ไม่ได้คาดหวังเลยครับ

และการทำให้ 'หลานม่า' ออกมาเป็นแบบนี้คือยากที่สุด เพราะมันคือการทำหนังที่เล่าเรื่องราวธรรมดาๆ เล่าความสัมพันธ์ของมนุษย์ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรโฉ่งฉ่าง ไม่ได้มีความ Thriller ไม่ได้มีอะไรมากระแทกความรู้สึกขนาดนั้น ทุกอย่างจะค่อยๆ ซึมๆ ออกมา เหมือนเราฟังเรื่องเล่าที่ถูกเล่าไปเรื่อยๆ ไม่ได้ตะโกน อันนี้คือวิธีการทำหนังยากที่สุดสำหรับผม ซึ่งผมก็ใช้เวลาทั้งหมดที่ผมมีในการเรียนรู้ว่าเราจะทำออกมายังไงให้ดีที่สุด"

'หลานม่า' ฟีเวอร์

"กระแสของ 'หลานม่า' เป็นสิ่งที่พวกเราไม่ได้คิดไว้เลย แต่ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นครับ อย่างแรกเลยคือเราไม่คิดว่าคนแก่จะมาดูด้วยซ้ำ เพราะจากประสบการณ์ อาม่าผมไม่เคยดูผลงานผมเลย (หัวเราะ) ทำสารคดี ทำ SOS ทำฉลาดเกมส์โกงซีรีส์งี้ อาม่าผมดูแล้วไม่สนใจเลย แต่ว่ากับเรื่องนี้ ผมตั้งเป้าว่าอยากให้หนังมันถ่ายจบตอนที่อาม่าผมซึ่งอายุ 92 แล้ว ยังมีชีวิตอยู่แล้วได้ดูนะ ไม่ใช่แบบว่าทำเสร็จแล้ว อ้าว! อาม่าเสียแล้ว มันไม่ได้ แล้วพออาม่าได้ไปดู อาม่าก็ดูจนจบด้วย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นกับงานผมมาก่อน

ถ้าถามว่าอาม่าร้องไห้ไหม แกไม่ร้องไห้นะ ออกมาจากโรงผมถามว่าร้องไห้ไหม เขาบอกว่าก็ธรรมดา ตอบแบบคาแร็กเตอร์เขาเลย แต่วันต่อมาเขาเดินมาหาผมแล้วบอกว่าหนังมันธรรมดานะ เพราะชีวิตกูลำบากกว่านี้เยอะ พอเขาพูดๆ เขาก็เริ่มเล่าชีวิตเขา ทีนี้พูดไปก็น้ำตาคลอไป

อีกอย่างถ้าอาม่าผมดูได้ ผมก็รู้สึกว่าเออหรือว่าผู้สูงอายุคนอื่นก็สามารถดูได้เหมือนกัน ซึ่งวันที่ฉายวันแรกผมก็แอบไปส่องอยู่หน้าโรงหนัง ไปหลายๆ โรงเลยนะ ก็เห็นมีผู้สูงอายุมาดู มากดซื้อตั๋วหลานม่างี้ ผมดีใจมากเลย"

'หลานม่า' ฟีเวอร์ (Subtitled : CHINESE/ENGLISH)

"นอกจากนี้กระแสที่คนพูดถึงชื่อหนังภาษาอังกฤษ (How to Make Millions Before Grandma Dies) ก็เซอร์ไพรส์ครับ แต่ที่เซอร์ไพรส์จริงๆ คือตอนที่มันฉายโซนยุโรป โซนตะวันตกหรือโซนอเมริกา เรามีคำถามเหมือนกันว่าคนดูเขาจะอินไหม เพราะคัลเจอร์เขาต่างจากเรา แต่ปรากฏว่าเขาอินมาก แบบไม่ต่างกันเลย

หลายๆ คนที่ผมเจอที่ LA กับนิวยอร์ก แล้วเขาอยู่ในวัยที่มีลูกมีหลาน เขาบอกว่ามันกลับกันด้วยซ้ำ คือเขารู้อยู่แล้วแหละว่าพอลูกเขาโตลูกเขาต้องออกจากบ้านไป มันไม่ได้มีชอยส์ว่าลูกเขาจะอยู่กับเขาเลย และพอหนังมันพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็เลยรู้สึกว่าเหมือนโดนเสียบที่หัวใจเลยแหละ

อีกฟีดแบ็กที่ผมรู้สึกประทับใจมากก็เพิ่งวันนี้เลย ผมเพิ่งไปเจอแก๊งเพื่อนสองคนที่เขาทำ Film Festival อยู่ที่ซานโถว (ซัวเถา ประเทศจีน) ที่นั่นเป็นชุมชนแต้จิ๋วที่ใหญ่ที่สุด ชาวไทย-จีนที่อยู่ที่เมืองไทยส่วนใหญ่ก็อพยพมาจากที่นั่นแหละครับ

คนที่เขามาคุยกับผมวันนี้ เขาบังเอิญมาจากหมู่บ้านเดียวกับบรรพบุรุษของพ่อผมด้วย เขาเดินมาบอกผมเองเลยว่าเขาอยากให้ผมได้รับรู้สิ่งนี้เพราะคิดว่าผมคงไม่รู้ เขาบอกว่าหนังเรื่องนี้มันมีความหมายกับคนที่อยู่ที่นั่นมหาศาลเลยนะ คือผมรู้ว่าที่เมืองจีนมันดังประมาณหนึ่ง แต่ปรากฏว่ามันดังสุดๆ ที่เมืองซานโถวครับ คือเป็นกระแสผู้สูงอายุไปเข้าโรงหนัง ดูหลานม่าแล้วออกมาร้องไห้ กลายเป็นอีเวนต์ของเมืองไปเลยที่ทุกคนต้องมาดูหนังเรื่องนี้กัน คือผมเพิ่งรู้แล้วก็ประทับใจมากเลย"

'พัฒน์' กับเส้นทางก่อนมาเป็นผู้กำกับ

"ผมไม่ได้ชอบหนังมาตั้งแต่เด็กๆ นะ จริงๆ แล้วไม่ได้สนใจเลย ผมเข้าคณะนิเทศอินเตอร์ เพราะตอนแรกมีชอยส์ว่าจะเลือกเรียนวิศวะฯ ตามพ่อไหม แต่ผมไม่ไหวแน่ เพราะผมเรียนมัธยมโรงเรียนทางเลือก ก็เลยมาเลือกเรียนอินเตอร์ เพราะมันใช้แค่เลขซึ่งผมพออ่านได้

พอเข้าไปเรียนปุ๊บก็เจอเด็กๆ ที่ทำกิจกรรมกันเก่งมาก เลยไปขอเขาทำด้วย แล้วก็ค้นพบว่า โห ทำไมคณะนี้คนเก่งเยอะจัง หลังจากนั้นก็ไปจับพลัดจับผลูช่วยพี่คนหนึ่งถ่ายงาน ลองซูมเข้าซูมออก แล้วก็เออเจ๋งว่ะ ก็เลยเริ่มสนใจในการใช้กล้อง ในการถ่ายทำต่างๆ

แต่ที่รู้สึกว่าทำให้อินจริงๆ เลยคือตอนที่ผมไปดูหนังเรื่องหนึ่งของผู้กำกับญี่ปุ่นชื่อ'นาโอมิ คาวาเสะ' ชื่อหนังเรื่อง 'The Morning Florest' ตอนที่ผมเข้าไปดูมันเกิดเหตุเหมือนเขาส่งฟิล์มมาผิด ส่งมาเป็นซับไตเติ้ลภาษาสเปน เราดูไม่รู้เรื่องเลยแต่ผมก็นั่งดูไปจนจบ แต่ปรากฏว่าพอดูจบผมน้ำตาไหลเฉยเลย

คือมันเป็นความรู้สึกที่เราไม่เคยเจอ เป็นความอิมแพ็กที่เราไม่รู้จะอธิบายยังไง เราก็เลยรู้สึกว่าการดูหนังมันทำให้เรารู้สึกขนาดนี้เลยเหรอ เลยเริ่มสนใจมันมากขึ้น แล้วก็สนใจวิธีการเล่าเรื่องของหนังในรูปแบบต่างๆ ด้วยครับ"

'ความสำเร็จ' ที่วัดจากการทำ 'หนังแมส' สำเร็จ

"ก็อาจจะใช้คำว่าทำหนังแมสได้สำเร็จแล้วเหมือนกันนะ อันนี้เล่าไปอาจจะพาดพิงคนอื่น (หัวเราะ) คือผมได้เติบโตมากับคนที่เขาเก่งๆ หลายคน อย่างเช่น ผมได้ฝึกงานเป็นผู้ช่วยของ 'พี่ย้ง' (ทรงยศ สุขมากอนันต์) ช่วงที่เขาทำ 'ฮอร์โมน' ซีซั่น 1 2 3 และ 'พี่โต้ง' (บรรจง ปิสัญธนะกูล) ผมอาจจะไม่ได้ช่วยเขาโดยตรงแต่ก็ได้คุยกับเขา ได้อยู่กับคนเก่งๆ เยอะ แล้วผมก็จะมีความแบบ เฮ้ย! หนังมันต้องมีความเป็นศิลปะสิวะ! อะไรแบบเนี้ย (หัวเราะ) เขาก็จะเอ็นดู แต่ก็จะบอกว่า "มึงยังไม่เข้าใจหรอก มึงต้องทำงานที่มีความมวลชนก่อนให้ได้ ศิลปะก็เรื่องศิลปะนะ" แล้วเขาจะสอนเราตลอดว่าแมสคืออย่างนั้น แมสคืออย่างนี้

พอเราฟัง เราก็มีความรู้สึกว่าอยากทำให้ได้ คือผมเป็นคนชอบเอาชนะมากๆ พอเขาถามว่าเราจะทำได้เหรอ เราก็จะแบบ ชอบ! จะทำให้ได้! (หัวเราะ) แล้ววันนี้พอมีคนดูหนังเราในวงกว้าง เราก็รู้สึกว่า Achieve เหมือนกันนะ ที่พวกพี่ๆ พยายามพร่ำสอนกึ่งด่าเราตลอดมา"

'หนังแมส' ของ 'พัฒน์'

"คำว่า 'หนังแมส' นี่มันเป็นแค่ผิวมากๆ ของการบรรยายหนังเรื่องหนึ่ง สำหรับผมจริงๆ เหมือนเราพูดถึงผิวน้ำน่ะ แต่ 'น้ำ' มันไม่มีผิวน้ำใช่ไหมครับ น้ำก็คือน้ำอะ สำหรับผมความแมสมันคือแบบนั้น สิ่งสำคัญคือตัวน้ำนั่นแหละ

'ความแมส' มันไม่ได้เกี่ยวกับหนัง แต่เป็นเรื่องของความสนใจของคนมากกว่า มันเป็นผลพวงที่เกิดจากประเด็นสังคม หรือการใช้ชีวิตของคนส่วนมาก ณ ขณะนั้น สำหรับผมนะ

ยกตัวอย่าง 'หลานม่า' มันพูดเรื่องที่หลายๆ คนเขากำลังนึกถึงอยู่พอดีในขณะนั้น เขาอาจจะกำลังคิดถึงครอบครัวของตัวเอง หรือความทรงจำในวัยเด็ก ส่วนตัวผมคิดว่าเป็นผลมาจากการที่ครอบครัวเราอยู่แยกกันมากขึ้น คือเราไม่ได้อยู่ในครอบครัวใหญ่เหมือนสมัยก่อน คนที่เคยดูแลเราตอนเด็กๆ อาจจะห่างๆ เราไปแล้วหรืออาจจะจากไปแล้วก็ได้

เพราะว่าสังคมมันเคลื่อนไป ในขณะที่สิ่งเหล่านี้กำลังจะหายไป แล้วหนังเรื่องนี้มันพูดถึงสิ่งที่เขาคิดถึงพอดีมันก็เลยลงตัว ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลคือจะบอกว่าผมแฮปปี้นะครับ ได้ทำหนังแมส (หัวเราะ) "

'หนังไทย' ในโลกที่ไร้ Genre

"ที่ผ่านมาหนังมักจะถูกแบ่งแยกด้วยประเทศใช่ไหม เมื่อหนังถูกผลิตออกมา มันมักจะถูกแปะฉลากไปละว่า เรื่องนี้ Made in Thailand อะไรอย่างนี้ แต่ผมรู้สึกว่ามุมคนดูในปัจจุบัน เขาไม่ได้ดูหนังด้วยความคิดแบบนั้นแล้ว เช่นความคิดแบบ "เรื่องนี้หนังเกาหลี ดีชัวร์" คนดูเขาไม่ได้คิดแบบนั้นแล้ว ก็เหมือนกันกับหนังไทยครับ คนดูหนังไม่ได้ดูสัญชาติ เราดูที่การถูกพูดถึงและเรื่องราวมากกว่า

ซึ่งในบริบทของประเทศไทย ผมว่าเรามี 'ของ' เยอะ มันมีความอุดมสมบูรณ์ทางคอนเทนต์มากๆ เลยทำให้คนที่ทำงานสร้างสรรค์สามารถหยิบหลายอย่างไปต่อยอดได้ นี่คือสิ่งที่ดีของความไทยครับ"

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...