โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

’10 ข่าวเด่นเศรษฐกิจ’ ที่สุดแห่งปี 2567

The Bangkok Insight

อัพเดต 30 ธ.ค. 2567 เวลา 19.33 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2567 เวลา 01.00 น. • The Bangkok Insight

โอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ได้สรุปคัดเลือก 10 ข่าวเด่นเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นในรอบปี 2567 และได้มีความสนใจมากที่สุด

สำหรับข่าวเด่นของเศรษฐกิจมีหลายข่าวที่น่าสนใจ แต่จะขอนำเสนอ 10 ข่าว ที่ได้รับความสนใจ และมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

10 ข่าวเด่นเศรษฐกิจ

Virtual Bank คืออะไร ดีกว่าแบบเดิมอย่างไร เริ่มสตาร์ทเมื่อไหร่

virtual bank หรือ ธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา เป็นธนาคารพาณิชย์รูปแบบใหม่ ที่ให้บริการผ่านช่องทางดิจิทัลเป็นหลักโดยไม่มีสาขา ไม่มีเครื่อง ATM หรือเครื่องฝากเงินสดอัตโนมัติเป็นของตนเอง แต่ยังสามารถให้บริการทางการเงินได้อย่างครบวงจร ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. คาดหวังไว้ให้ virtual bank เข้ามายกระดับการให้บริการกับกลุ่มลูกค้ารายย่อยและธุรกิจ SMEs เป็นหลัก

โดย virtual bank จะเข้ามามีบทบาทในการออกแบบกระบวนการทำงานและการให้บริการใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาศัยประโยชน์จากเทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นคล่องตัว พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีและเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน virtual bank ที่จะเปิดให้บริการจะต้องนำข้อมูลทางเลือกที่หลากหลายมาใช้วิเคราะห์พฤติกรรม เพื่อประกอบการนำเสนอบริการทางการเงิน ที่เหมาะกับความต้องการและความเสี่ยงของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งมิติด้านคุณภาพและราคา

อย่างไรก็ตาม หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรับฟังความเห็นจากสาธารณชนเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ธปท. จะนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่าง ๆ มาใช้จัดทำหลักเกณฑ์การขอจัดตั้ง virtual bank ที่จะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณา ภายหลังจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ก็จะเริ่มกระบวนการเปิดรับสมัคร การพิจารณาคัดเลือก และการเตรียมความพร้อมของผู้ได้รับใบอนุญาต โดยคาดว่า virtual bank จะพร้อมเปิดดำเนินการแก่ประชาชนได้ภายในปี 2568

10 ข่าวเด่นเศรษฐกิจ

ดิจิทัลวอลเล็ตทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ!!

กระทรวงการคลัง รายงานความคืบหน้าการจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ต หรือชื่อโครงการที่รัฐบาลใช้ปัจจุบัน คือ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2567 โดยเฟสแรกรัฐบาลจะจ่ายเงิน 10,000 บาท ให้กับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และคนพิการ มีกลุ่มเป้าหมายโครงการ รวมประมาณ 14.55 ล้านคน

ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2567 ถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2567 มียอดรวมที่จ่ายเงินสำเร็จแล้ว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 14,450,168 ราย หรือคิดเป็น 99.19% ของกลุ่มเป้าหมายที่ ครม. ได้อนุมัติไว้ ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวน 144,501.68 ล้านบาท

จากนั้น วันที่ 24 ธันวาคม 2567 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ หรือ โครงการดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของผู้สูงอายุให้มีโอกาสเข้าถึงการใช้จ่ายที่จำเป็นโดยการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ที่ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ ที่มีสัญชาติไทยและมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป จะจ่ายเงินแก่กลุ่มเป้าหมายจำนวน 10,000 บาท/คน โดยให้เร่งจ่ายเงินครั้งแรกภายในเดือนมกราคม 2568 ผ่านบัญชีพร้อมเพย์

ส่วนดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 รัฐบาลบอกมาแน่!!! แต่เป็นรูปแบบดิจิทัลวอลเล็ต 100% โดยคาดว่าจะเริ่มทดสอบระบบได้ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2568 เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มแจกเงินได้ภายในปี 2568

ธนาคารแห่งประเทศไทย

กนง. ลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ผลการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 2.50% เป็น 2.25% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 4 ปี โดยการประชุม กนง. ลดอัตราดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2562 แตะระดับต่ำสุด 0.50% ในช่วงผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19

กนง. ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงปลายปี 2567 ด้านกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้มีแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง คณะกรรมการฯ เห็นว่าจุดยืนของนโยบายการเงินที่เป็นกลางยังเหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ

ดังนั้น กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปีในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาภาระหนี้ได้บ้าง โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรับลดสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อรายได้ภายใต้บริบทที่สินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงอยู่ในระดับที่ยังเป็นกลางและสอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจ

ขณะที่กรรมการ 2 ท่าน เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่ระดับเดิมยังสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ และให้น้ำหนักกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว รวมถึงการรักษาขีดความสามารถของนโยบายการเงินในการรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

หุ้นไทยย่ำแย่!! ปิดสิ้นปี 2567 ยังร่วงติดต่อกันเป็นปีที่ 2

นับตั้งแต่เปิดตลาดหุ้นไทยวันแรกของปี 2567 จนถึงวันทำการสุดท้ายของปี 30 ธันวาคม 2567 ดัชนีปรับตัวลดลง -1.09% ติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่สองจากปี 2566 ปิดที่ 1,415.85 จุด โดยดัชนีปิดสูงสุดในวันที่ 17 ตุลาคม 2567 แตะระดับ 1,495.02 จุด และลดลงต่ำสุด 1,274.01 จุดในวันที่ 6 สิงหาคม 2567

ขณะที่ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ปี 2567 แตะระดับ 17,433,753.45 ล้านบาท และมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 45,133.96 ล้านบาท โดยซื้อขายสูงสุด 107,436.04 ล้านบาทในวันที่ 6 กันยายน 2567 และลดลงต่ำสุด 24,098.70 ล้านบาทในวันที่ 26 ธันวาคม 2567

สำหรับสถิติการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยนั้น พบว่า การระดมทุนในปี 2567 มีบริษัทเข้าไอพีโอทั้งสิ้น 32 บริษัท มูลค่าระดมทุนจำนวน 20,450 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ. ราคาไอพีโอ ที่ 112,806 ล้านบาท แบ่งเป็นการเข้าไอพีโอ ใน SET 14 บริษัท มูลค่าระดมทุน 15,015 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ. ราคาไอพีโอ ที่ 94,790.82 ล้านบาท

ส่วน mai มีจำนวนบริษัทเข้าไอพีโอทั้งสิ้น 18 บริษัท มูลค่าระดมทุน 4,435.27 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ณ. ราคาไอพีโอที่ 18,015 ล้านบาท

บล.ฟิลลิป ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทยปี 2567 ปิดสิ้นปีที่ 1400.21 จุด ผลตอบแทน YTD -1.09% ติดลบเป็นปีที่สองติดต่อกันในรอบ 20 ปี มีจำนวนหุ้นที่ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งสิ้น 26% (175 ตัว) และหุ้นผลตอบแทนเป็นลบ 73% (491 ตัว) สะท้อนแนวโน้มขาลงอย่างเห็นได้ชัด

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ผลตอบแทนดีที่สุด 3 อันดับ คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA, CCET) กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) และกลุ่มสื่อ (VGI, MCOT, MONO) ส่วนผลตอบแทนแย่ที่สุด 3 อันดับ คือ กลุ่มบรรจุภัณฑ์ (SCGP) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC, EPG) และกลุ่มยานยนต์ (SAT, AH)

10 ข่าวเด่นเศรษฐกิจ

"ทองคำ-น้ำมัน-ค่าเงิน" ผันผวนทั้งปี

ราคาโภคภัณฑ์สำคัญ ๆ ของโลก อย่างทองคำ และน้ำมัน รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ในปี 2567 นี้ เรียกได้ว่า เป็นไปคนละทิศคนละทาง โดยในช่วงปลายปีนี้เงินบาท เคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวนนับจากต้นปี 2567

เงินบาทเริ่มต้นปีด้วยการทยอยอ่อนค่าทะลุแนว 37.00 ในช่วงปลายเดือนเมษายน 2567 ก่อนจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 จนหลุดแนว 34.00 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากเงินดอลลาร์ ถูกกดดันจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

เงินดอลลาร์ที่อ่อนค่า และสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางดันให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ซึ่งเพิ่มแรงหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอีกทางหนึ่ง

ภาพดังกล่าว ไม่ได้ปรากฏเฉพาะค่าเงินบาท แต่เกิดขึ้นกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาคเช่นกัน อาทิ เงินริงกิตของมาเลเซีย และเงิยดอลลาร์สิงคโปร์

ขณะที่ในปี 2567 นี้ ทองคำ ทำราคาทุบสถิติเป็นเวลาเล่นนับตั้งแต่ต้นปี โดยที่ราคาทอง spot ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลรอบใหม่ไปแล้วมากกว่า 40 ครั้ง ขณะที่ราคาทองคำในประเทศ ตลอดทั้งปีนี้ เพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 8,900 บาท

ปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้นนั้น รวมถึง การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงครามระหว่างรัสเซีย และยูเครน และเหตุการณ์สู้รบในตะวันออก ที่ทำให้นักลงทุนหันมาซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

และความต้องการทองคำจากธนาคารกลางหลายประเทศ ที่ยังคงทยอยสะสมทองคำในทุนสำรองอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่

ส่วนสถานการณ์ ราคาน้ำมัน ในปีนี้ผันผวนอย่างมาก โดยทะยานสูงขึ้นในช่วงต้นปีก่อนที่จะค่อย ๆ ปรับตัวลงมา เพราะกังวลเรื่องการความต้องการบริโภคจากจีนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นทเพราะความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ในขณะที่ผู้ผลิตหินน้ำมันของสหรัฐกลับมาควบรวมกิจการกันมากขึ้น และยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับการเติบโตของการผลิต

มัดรวมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • Easy E-Receipt 2.0

ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สามารถนำค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการ ตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้สูงสุด 50,000 บาท โดยนำ e-Tax Invoice เต็มรูปแบบ และ e-Receipt มาใช้ลดหย่อนภาษีสำหรับปีภาษี 2568 ได้

ลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30,000 บาท สำหรับสินค้าและบริการทั่วไป (ยกเว้น สุรา ยาสูบ น้ำมัน ก๊าซ รถยนต์และจักรยานยนต์ ค่าสาธารณูปโภค ค่าเบี้ยประกัน ค่าบริการนำเที่ยว/ค่าที่พัก
ลดหย่อนภาษีได้เพิ่มอีกไม่เกิน 20,000 บาท

ค่าซื้อสินค้า OTOP สินค้าหรือบริการของวิสาหกิจชุมชน และสินค้าหรือบริการของวิสาหกิจเพื่อสังคม

  • โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”

มาตรการที่ 1“จ่ายตรง คงทรัพย์” ช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้สินเชื่อบ้าน รถ และ SMEs ขนาดเล็ก ที่มีวงเงินไม่สูงมาก แบบลดค่างวดและพักภาระดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยค่างวดที่จ่ายจะนำไปตัดชำระเงินต้นทั้งหมด ขณะที่ดอกเบี้ยที่พักไว้ตลอดเวลา 3 ปี จะได้รับการยกเว้น หากลูกหนี้สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขได้ตลอดระยะเวลาของมาตรการ (ชำระเงินตรงเวลาและไม่ทำสัญญาสินเชื่อเพิ่มเติมในช่วง 12 เดือนแรกของการเข้าโครงการฯ) จะช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องเหลือ สำหรับดำรงชีพเพิ่มเติม

มาตรการที่ 2 “จ่าย ปิด จบ” ช่วยลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย (สถานะ NPL) แต่มียอดคงค้างหนี้ไม่เกิน 5,000 บาท ลูกหนี้ต้องเข้ามาเจรจาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อชำระหนี้บางส่วน จะทำให้ลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้เสียและยอดหนี้ไม่สูง สามารถเปลี่ยนสถานะ จาก “หนี้เสีย” เป็น“ปิดจบหนี้” เริ่มต้นใหม่ได้เร็วขึ้น

มาตรการที่ 3 ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางของ SFIs ช่วยลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) 4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ผ่านการลดดอกเบี้ย ให้สินเชื่อใหม่ดอกเบี้ยต่ำ ให้รางวัลกับลูกหนี้ที่มีประวัติการชำระดี รวมถึงพักชำระเงินต้น ไม่คิดดอกเบี้ย

มาตรการที่ 4 ช่วยเหลือลูกหนี้ของผู้ประกอบการ Non-Banks ช่วยลดภาระหนี้ให้แก่ลูกหนี้กลุ่มเปราะบางของผู้ประกอบการ Non-Banks ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่มีหนี้ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีการคิดอัตราดอกเบี้ยสูง โดยจะช่วยเหลือลดภาระการชำระหนี้ ผ่านการลดภาระผ่านชำระ 3 ปี เหลือ 70% และลดดอกเบี้ยลง 10% (เช่น จากเดิน ดอกเบี้ย 25% ต่อปี จะลดเหลือ 15% ต่อปี) ตลอดระยะเวลา 3 ปี และได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ผ่อนปรน ทั้งนี้ หากลูกหนี้มีสถานะเป็น NPL และมียอดคงค้างไม่เกิน 5,000 บาท สามารถเปลี่ยนสถานะปิดจบหนี้ได้

10 ข่าวเด่นเศรษฐกิจ
  • โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 จำนวน 4 ล้านคน ที่มีเงินได้ไม่เกิน 840,000 บาทต่อปี เงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท จะได้รับเงินจำนวน 10,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ ที่ผูกกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ

  • การลดภาษีสถานบริการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและสนับสนุนการจ้างงาน

ในปี 2568 สถานบริการทั่วประเทศ (ผับ บาร์ คาราโอเกะ ไนท์คลับ) จะได้รับการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 10% เป็น 5% ของรายรับ ช่วยเหลือผู้ประกอบการ และกระตุ้นการท่องเที่ยวและการจ้างงานในพื้นที่

  • โครงการช่วยเหลือชาวนา “ไร่ละพัน”

เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร จะได้รับเงินไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว

ไม่ง่าย! ค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ

การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ เป็นนโยบายสำคัญที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยประกาศไว้ตอนหาเสียงที่มีเป้าหมาย 600 บาทต่อวันในปี 2570 ธงแรกหลังจากเข้ามาบริหารงาน คือ ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ โดยในวันที่ 8 ธันวาคม 2566 บอร์ดค่าจ้างได้สรุปตัวเลขการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำประจำปี 2567 ออกมาที่อัตรา 2-16 บาทแล้วแต่จังหวัด โดยจังหวัดภูเก็ตได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเพิ่มขึ้นมากที่สุดอีก 16 บาท จาก 354 บาทเป็น 370 บาท

อัตรานี้ยังถือว่าห่างไกลจากเป้าของรัฐบาลเพื่อไทย นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ออกมากล่าวว่า ค่าแรงต้องแฟร์กว่านี้ ทำให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน บอกว่าจะไปหารือกับบอร์ดอีกครั้งและถอนเรื่องออกจากครม. แต่บอร์ดไตรภาคียืนยันอัตราเดิม หากจะปรับเพิ่มให้พิจารณาในครั้งหน้า ครม.จึงมีมติเพื่อให้ค่าแรงอัตราใหม่บังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2567

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงงาน ประกาศเสนอพิจารณาขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในอีก 3 เดือนต่อมา แม้จะมีเสียงคัดค้านออกมา เพราะการพิจารณาค่าแรงจะทำปีละครั้งในช่วงปลายปี แต่กระทรวงแรงงานยังเดินหน้าจนทำให้บอร์ดค่าจ้างปรับค่าแรงเป็นวันละ 400 บาท ในบางพื้นที่ของ 10 จังหวัด เฉพาะธุรกิจโรงแรม 4 ดาวที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ซึ่งมีผลเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2567

จากนั้นนายพิพัฒน์ ออกมาประกาศอีกครั้งว่า เดือนตุลาคม 2567 ทั่วประเทศจะได้ค่าแรง 400 บาท การประกาศครั้งนี้ ทำให้กลุ่มนายจ้างออกมาคัดค้าน รวมถึงคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ก็ทำหนังสือถึง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุไม่เห็นด้วย เพราะจะเพิ่มต้นทุนให้ผู้ประกอบการขณะที่ธุรกิจยังไม่ฟื้นตัวจากโควิดและเศรษฐกิจซบเซา อีกทั้งจะเกิดปัญหานักลงทุนต่างชาติย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยได้ จากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

การขึ้นค่าแรงครั้งที่ 3 ไม่ง่ายนัก แม้นายพิพัฒน์ จะยืนยันว่าจะหาแนวทางเยียวยาผลกระทบกับผู้ประกอบการก็ตาม การประชุมบอร์ดค่าจ้างเพื่อขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในเดือนกันยายน จึงเกิดปัญหาการประชุมล่มถึง 2 ครั้งติดต่อกัน เนื่องจากบอร์ดค่าจ้าง หรือคณะกรรมการไตรภาคี ตัวแทนฝ่ายนายจ้างไม่เข้าร่วมประชุม โดยอ้างว่าติดธุระ รวมไปถึงตัวแทนฝ่ายรัฐเกษียณอายุ ทำให้นายพิพัฒน์ ต้องออกมาขอโทษแรงงานทั่วประเทศที่ไม่สามารถทำตามที่สัญญาไว้ได้ และยืนยันเดินหน้าผลักดันขึ้นค่าแรงเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2568 ให้กับแรงงาน

ล่าสุด วันที่ 23 ธันวาคม 2567 บอร์ดค่าจ้าง ได้มีมติปรับขึ้นค่าแรง อัตรา 7-55 บาท โดยมี 4 จังหวัดที่อัตรา 400 บาท คือ จังหวัดภูเก็ต ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และอีก 1 อำเภอ คือ อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานี โดยให้มีผลทันทีในวันที่ 1 มกราคม 2568

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ลดภาระค่าเดินทางให้ประชาชน

รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เป็นอึกหนึ่งโครงการที่เป็นหน้าเป็นตาของรัฐบาลก็ว่าได้ เกิดขึ้นจากเสียงต่อว่าต่อขานของประชาชนคนกรุงเทพที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง-ไปกลับที่ทำงานสูงมาก เป้าหมายเพื่อต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคให้ประชาชนทุกระดับ

โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2566 รถไฟฟ้าให้บริการ 2 สาย คือ โครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ช่วงเตาปูน – คลองบางไผ่ และ โครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง สายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์ - ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์ - รังสิต)

หลังจากเริ่มโครงการปรากฎว่าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ดันยอดผู้ใช้งานรถไฟฟ้าทั้งสองสายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้าที่จะเริ่มโครงกา รถไฟฟ้าทั้ง 2 สายขาดทุนวันละ 6.9 ล้านบาท แต่เมื่อมีนโยบายเก็บค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายส่งผลให้ผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แม้ช่วงแรกรายได้อาจจะลดลงไปบ้าง แต่ไม่ถึง 3 เดือนรายได้ของทั้ง 2 สาย ก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

และหลังจากให้บริการมาครบ 1 ปี เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าปัจจุบันสายสีม่วงมีผู้โดยสารรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วงเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 66,000 คนต่อเที่ยวต่อวัน เพิ่มขึ้น 17.70% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเริ่มมาตรการ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างเนื่อง เช่นเดียวกับสายสีแดง และล่าสุดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ครม.ก็มีมติต่ออายุโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายออกไปอีก 1 ปี สิ้นสุดในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

นอกจากนี้ นายสุริยะ ยังประกาศที่จะขยายโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ให้ครบทุกสาย ทุกสี ในเดือนกันยายน 2568 ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากรถไฟฟ้าหลายสายยังอยู่ในความดูแลของภาคเอกชน

คงต้องจับตาดูว่าทางออกการเจรจาเพื่อดึงราคาค่าโดยสารให้ลงมาที่ราคา 20 บาท คำตอบจะอยู่ตรงไหน ระหว่างรัฐบาลเอางบมาอุดรายได้ส่วนที่หายไปให้กับเอกชน หรือการขยายระยะเวลาสัมปทานการบริหารของเอกชนออกไป?

เพื่อผู้ประกันตนมีที่อยู่อาศัยง่ายขึ้น

กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ประกาศ“โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน พ.ศ. 2567” โดยให้ผู้ประกันตนมาตรา 33, 39, 40 เข้าถึงสินเชื่อ เพื่อซื้อบ้าน สร้างบ้าน และซื้อที่ดินพร้อมก่อสร้างบ้าน วงเงินไม่เกินคนละ 2 ล้านบาท โดยเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อขอสินเชื่อตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 ธันวาคม 2568

วิธีการก็คือ กองทุนประกันสังคม นำเงินไปฝากไว้กับ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ให้เป็นผู้ปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตน โดยมีวงเงินทั้งหมดรวม 10,000 ล้านบาท และหากได้รับความสนใจจากผู้ประกันตนจนเต็มวงเงิน กองทุนประกันสังคมก็จะพิจารณาขยายวงเงินเพื่อให้ผู้ประกันตน ได้รับสินเชื่ออย่างทั่วถึง

ผู้กู้จะได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในช่วง 5 ปีแรก เพียง 1.59% ต่อปี ส่วนปีที่ 6 – 8 เท่ากับ MRR – 2.00% ต่อปี และปีที่ 9 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR – 0.50% ต่อปี หากวงเงินกู้ส่วนที่เกิน 2 ล้านบาท สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่นของธนาคารได้

สำหรับคุณสมบัติจะต้องมีสถานะเป็นผู้ประกันตน มาตรา 33 หรือมาตรา 39 หรือมาตรา 40 โดยผู้ประกันตนมาตรา 40 จะต้องส่งเงินสมทบต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ปื ก่อนเดือนที่ขอใช้สิทธิ์ โดยผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งผู้ประกันตน หรือผู้กู้ร่วม ต้องไม่อยู่ระหว่างผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อยู่อาศัยในปัจจุบัน

ผู้ประกันตนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ต้องลงทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคม ผ่านทาง Application SSO Plus เพื่อขอหนังสือรับรองสถานะความเป็นผู้ประกันตน และรับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ พร้อมนำเอกสารส่วนตัว เอกสารแสดงรายได้ และเอกสารหลักประกัน ยื่นขอสินเชื่อได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ

ทั้งนี้ มีผู้ประกันตนได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารแล้ว 762 ราย เป็นเงิน 1,238.06 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2567)

ผลประโยชน์ MOU 44 เกาะกูด

พื้นที่ทับซ้อนเกาะกูด จังหวดตราด กลายเป็นประเด็นร้อนอีกครั้ง หลังรัฐบาลมีแผนเจรจาใช้ผลประโยชน์ร่วมกันของก๊าซธรรมชาติ ระหว่างไทย-กัมพูชา ถึงการจัดการพื้นที่ทับซ้อน 26,000 ตารางกิโลเมตร และมีข้อกังวลว่าไทยจะเสียดินแดน ซึ่งตัวแทนรัฐบาลออกมาตอบโต้ปม MOU 44 ที่ถูกตั้งคำถามมาถึงปัจจุบัน

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ว่า ไทยยังไม่ได้เสียเปรียบในข้อตกลงนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการขีดเส้นนานมาแล้ว จึงสร้าง MOU ขึ้นมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้เจรจา และตกลงร่วมกันในผลประโยชน์

นายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามเกี่ยวกับแนวทางการเจรจาเรื่องพลังงานใต้ทะเลว่า ต้องคุยกันระหว่างประเทศก่อน และต้องมีการศึกษารายละเอียดว่าจะแบ่งกันอย่างไรได้บ้าง เพื่อให้ผลประโยชน์ที่จะเกิดกับ 2 ประเทศยุติธรรมมากที่สุด รัฐบาลจึงส่งคณะกรรมการที่รู้รายละเอียดไปศึกษาร่วมกันกับทางกัมพูชาให้ได้คำตอบที่จะสามารถตอบประชาชนได้อย่างชัดเจน

ในระหว่างการเปิดแถลงชี้แจงประเด็นเกาะกูดนั้น นางสุพรรณวษา โชติกญาณ ถัง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ยังได้อธิบายที่มาของ MOU 44 ว่า ไทยและกัมพูชามีความพยายามจะเจรจาพื้นที่ทับซ้อนไหล่ทวีปในอ่าวไทยตั้งแต่ปี 2513 ก่อนที่กัมพูชาประกาศ "เส้นเคลม" หรือเส้นเขตแดนของกัมพูชาในปี 2515 แต่การเจรจาไม่เดินหน้าไปไหน เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นไม่ตรงกัน

อย่างไรก็ตาม หลังจากกัมพูชาประกาศเส้นเขตแดนทางทะเลในปี 2515 ไทยก็ประกาศเส้นของไทยเองเช่นกันในปี 2516 ซึ่งปรากฏในพระบรมราชโองการประกาศเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทยปี 2516 และตามด้วยการประกาศเขตไหล่ทวีปของเวียดนามในปี 2517

การประกาศเขตแดนของไทยและกัมพูชาดังกล่าวทำให้เกิดพื้นที่ทับซ้อนกันซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “พื้นที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” Overlapping Claims Area (OCA) ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นอ้างสิทธิ์ที่แต่ละประเทศต่างประกาศออกมา ซึ่งอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวกว้างใหญ่กว่าพื้นที่ OCA ระหว่างไทยและกัมพูชา 4 เท่า

10 ข่าวเด่นเศรษฐกิจ

อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ยืนยันว่า MOU 44 "ไม่ได้ทำให้ไทยเสียเกาะกูด" เพราะว่าในตัวสนธิสัญญากรุงสยาม-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 ระบุชัดเจนว่า เกาะกูดเป็นของไทย ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการยืนยันกรรมสิทธิ์เหนือตัวเกาะ และไม่เคยเป็นประเด็นที่เกิดความสงสัย

ส่วนเรื่องการสัมปทานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชานี้ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ชี้แจงว่า มีการกำหนดพื้นที่ต่าง ๆ แต่ยังไม่มีการเดินหน้าใด ๆ จนกว่าจะมีความชัดเจนเรื่องเขตแดนทางทะเล ซึ่งความชัดเจนดังกล่าวจะเป็นตัวบอกว่าทรัพยากรเป็นของใคร ทรัพยากรอยู่ที่ไหน

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...