โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เวนิสวานิช’ และ ‘พวกยิวแห่งบูรพาทิศ’ : จีนและยิวอันเป็นอื่นในสยาม ปลายทศวรรษ 2450

The101.world

อัพเดต 07 ม.ค. 2568 เวลา 20.13 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. 2568 เวลา 00.14 น. • The 101 World

เชื่อว่าคนไทยคงคุ้นเคยกับวลี “อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองดังฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน” กับ “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเหมาะ เขานั้นเหมาะคิดกบฏอัปลักษณ์” แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่านี่คือส่วนหนึ่งของบทแปลใน เวนิสวานิช ของ วิลเลียม เชกสเปียร์ โดย รัชกาลที่ 6

บทความนี้จะชวนผู้อ่านย้อนอ่าน เวนิสวานิช เทียบกันในสองมุมมอง คือ จากสภาพแวดล้อมของตัวบท และจากเบื้องหลังของประวัติศาสตร์ไทยที่ไม่ได้มีแค่เรื่องยิว แต่มันพาดพิงไปถึงชาติพันธุ์จีนอีกด้วย

บทบาทของ ‘ไชล็อก’ พ่อค้ายิวแห่งเวนิส สะท้อนโลกเงินตราที่รุ่งเรืองขึ้นในคาบสมุทรอิตาลีแถบทะเลเมดิเตอเรนียน ก่อนที่จะย้ายไปบริเวณคาบสมุทรไอบีเรียอันเป็นที่ตั้งของจักรวรรดิโปรตุเกสและสเปนในอนาคต หากถือโดยคัมภีร์เคร่งครัดแล้ว ชาวคริสเตียนและอิสลามนั้นห้ามศาสนิกชนปล่อยกู้แบบมีดอกเบี้ย ศาสนายูดายและชาวยิวจึงมิได้อยู่ในเงื่อนไขทางศีลธรรมเช่นนั้น พวกเขาจึงมีบทบาทด้านการเงินและทำกำไรจากธุรกิจดังกล่าวได้เป็นอย่างดี การขยายตัวทางการค้าและการเดินทางเชื่อมโยงกับการเปิดมหาสงครามอย่าง ‘สงครามครูเสด’ เพื่อชิงเยรูซาเลมกลับมาเป็นของชาวคริสต์

‘เวนิสวานิช’ ของเชคสเปียร์

‘เวนิสวานิช’ หรือ ‘The Merchant of Venice’ เชื่อว่าถูกเขียนขึ้นหลังปี 1596 ภายใต้เงื่อนไขทางประวัติศาสตร์คือการที่โรเดริโก โลเปซ แพทย์เชื้อสายยิวประจำพระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 ถูกกล่าวหาว่าพยายามลอบวางยาพิษราชินี และในที่สุดก็ถูกประหารชีวิต และยังเป็นไปได้ว่าจะได้รับอิทธิพลจากบทละคร The Jew of Malta (1589) ของคริสโตเฟอร์ มาโลว์ อันมีตัวเอกคือยิวผู้โหดร้าย นาม ‘บาราบัส’ ซึ่งเป็นตัวละครต้นแบบของ ‘ไชล็อก’ นั่นเอง

ว่ากันว่า เวนิสวานิสได้รับความนิยมกว่าเรื่องอื่นๆ ในราชสำนัก มีผู้เชื่อว่ามันถูกนำมาใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า พวกยิวนั้นจ้องจะหาประโยชน์จากการขูดรีดเนื้อหนังและเงินทองของชาวคริสต์ด้วยความโลภแบบผู้ไม่ใช่คริสเตียน ดังนั้น บทละครดังกล่าวจึงปลุกอคติที่มีต่อชาวยิว ซึ่งส่งต่อมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในสมัยนาซีเยอรมันที่นำมาแสดงเพื่อเป็นโฆษณาชวนเชื่อถึง ความไม่เป็นมนุษย์ของยิว เพื่อสร้างความชอบธรรมในการสร้างความเกลียดชังและกำจัดพวกเขานั้นเอง ดังคำบรรยายว่า “เขาเดินไปมาบนเวทีราวกับหนู เป็นมารร้ายที่มีกลิ่นชวนคลื่นเหียน และมีมือดั่งกรงเล็บ” [1]

กระนั้น ก็มีผู้ชี้ว่า ไชล็อกนั้นมีมิติความเป็นมนุษย์มากกว่าเมื่อเทียบกับบาราบัส เพราะความโหดร้ายนั้นมีมูลเหตุมาจากความพยาบาทเดิมเนื่องจากอันโตนิโยนั้นมักจะลบหลู่เกียรติและเหยียดหยามเขาอยู่เสมอ

… มันนั้นไซร้ได้เคยทำให้ข้าอับอาย, และเคยทำให้ข้าฉิบหายขัดลาภตั้งกึ่งล้าน; เย้ยเวลาเสีย, เยาะเวลาได้, ดูถูกกระทั่งชาติ, กลางตลาดแย่งกำไร, ยุสหายให้แหนงจิต, แหย่อมิตรให้ขัดใจ; ทั้งนี้เพราะเหตุใด? เพราะเหตุที่ข้าเป็นยิวนั่นแล นี่แน่ ยิวไม่มีตาฤา? ยิวไม่มีมือ,ไม่มีอวัยวะ,ไม่มีกายหรือเจ้าคะ, หรือไม่มีสัมผัส, ตัดฉันทะแลโทสะได้สิ้นหรือไฉน?ไม่กินอาหารเหมือนกันหรือไร, หรือถูกศัสตราไม่เจ็บไม่บาดหรือไม่มีโรคาพาธ,ไม่รักษาด้วยยาเหมือนท่าน ไม่ร้อนไม่หนาวเพราะฤดูกาล เหมือนพวกท่านคริสตังละฤาไฉน? ถ้าแม้ว่าจี้, หรือเราจะไม่หัวเราะ? เพราะฉะนั้นไซร้ใครทำร้าย, จะไม่ให้เราหมายแก้แค้นหรือว่าไร? ถ้าเราเหมือนท่านอยู่แล้วไซร้, ก็ต้องเอาอย่างทางนั้นด้วยนา ถ้าแม้ยิวทำร้ายคริสตัง, เขานั้นตั้งตอบแทนอย่างไร ? แก้แค้นเป็นแน่, ก็แม้คริสตังทำร้ายยิว, ยิวควรจะทำอะไรบ้าง ตามแบบอย่างคริสตัง ? แก้แค้นนั่นซี…” [2]

เรื่องโดยย่อนั้น ตัวเอกของเรื่องคือ ‘อันโตนิโย’ พ่อค้าแห่งเมืองเวนิส และบัสสานิโยเพื่อนสนิท มีภารกิจที่ต่างกัน ของอันโตนิโยคือการค้าทางทะเล ที่พบปัญหาว่าเรือสินค้าของเขาเดินทางมาล่าช้า ส่วนบัสสานิโยจะเดินทางไปเมืองเบลมอนต์เพื่อทำพิธีเสี่ยงทาย เพื่อให้ได้นางปอร์เชีย หญิงสาวผู้เลอโฉมและมั่งคั่งจากกองมรดก แต่การที่จะลุล่วงภารกิจจะต้องมีเงินจำนวนหนึ่ง บัสสานิโยมาขอยืนเงินเพื่อนรัก อันโตนิโยที่กำลังขัดสนอยู่จึงเลือกวิธีการยืมเงินจากพ่อค้าเงินกู้ชาวยิวที่ขึ้นชื่อว่าหน้าเลือดอย่างไชล็อกเป็นเงิน 3,000 เหรียญ ไชล็อกเคยมีความบาดหมางกับอันโตนิโยมาก่อน กลับให้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย แต่หากไม่สามารถชำระหนี้ได้จะต้องใช้หนี้ด้วยเนื้อหนัก 1 ปอนด์ของตน นอกจากนั้นลอเร็นโซเพื่อนบัสสานิโยยังพาเจ็สสิก้า ลูกสาวไชล็อกหนีตามกันไปอีกด้วย

บัสสานิโยสามารถเสี่ยงทายได้ถูก ปอร์เชียมอบแหวนให้กับเขา ต่อมามีข่าวว่าเรือสินค้าของอันโตนิโยเกิดอับปาง อันโตนิโยทำท่าจะแย่ เพราะอาจไม่สามารถใช้คืนหนี้ได้ ปอร์เชียทราบข่าวจึงมอบเงินให้บัสนิโยเพื่อใช้หนี้ไชล็อก แต่ไชล็อกไม่รับเนื่องจากจะใช้โอกาสนี้แก้แค้น ปอร์เชียปลอมตัวเป็นชายและทนายความว่าความให้กับอันโตนิโย ปอร์เชียเปิดศาลด้วยประโยคที่เราคุ้นเคยกันว่า “อันความกรุณาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองดังฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน” [3] เพื่อโน้มน้าวขอความเห็นใจจากไชล็อก แต่แน่นอนว่า ตัวร้ายของเรื่องไม่ยอม

จุดตายของไชล็อกคือการเรียกร้องให้ชดใช้ด้วยการเชือดเนื้อ ก็ถูกนำไปตีความว่า หากเขาจะแล่เนื้ออันโตนิโยก็ได้ แต่ห้ามทำให้เลือดไหล หรือหากแล่เกินกว่า 1 ปอนด์ จะต้องถูกประหารชีวิตและริบสมบัติ คดีจบลงที่ไชล็อกแพ้อย่างราบคาบ ตามกฎหมายแล้ว สำหรับคนต่างชาติ หากมุ่งร้ายคิดฆ่าใครจะถูกริบทรัพย์ทั้งหมด ครึ่งหนึ่งให้เจ้าทุกข์ และอีกครึ่งหนึ่งเข้าท้องพระคลัง และจะประหารชีวิตจำเลยหรือไม่ก็ได้ กรณีนี้ไชล็อกได้รับการไว้ชีวิต ทรัพย์สินครึ่งหนึ่งอันโตนิโยไม่ยอมรับ แต่ยกเงินให้ลอเร็นโซ ลูกเขยไชล็อก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งของทรัพย์สิน พ่อเมืองมีเงื่อนไขว่าจะไม่ยึดทรัพย์หากยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์ ตามภาวะจำยอมดังกล่าว ไชล็อกจึงไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้แล้ว

เรือสินค้าของบัสนิโยอัปบางเพียงส่วนหนึ่ง ที่เหลือกลับมาได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ปอร์เชียในคราบทนายก็ลองใจโดยไม่รับเงินจากการว่าความ เพียงแต่ขอแหวนจากบัสสานิโย แต่แรกเขาปฏิเสธ หากต้องจำใจให้ด้วยสำนึกในบุญคุณ เมื่อกลับไปพบปอร์เชีย เขาถูกถามถึงแหวน บัสสานิโยก็เล่าตามความจริงเนื่องจากทนายได้ช่วยเพื่อนรักเอาไว้ได้สำเร็จ ปอร์เชียแสดงตนว่าไม่ถือโกรธอันใด ส่วนบท “ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดาลเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์ หรืออุบายมุ่งร้ายฉมังนัก มโนหนักมืดมัวเหมือนราตรี และดวงใจย่อมดำสกปรก ราวนรก ชนเช่นกล่าวมานี่ ไม่ควรใครไว้ใจในโลกนี้ เจ้าจงฟังดนตรีเถิดชื่นใจ”[4] นั้นคือบทก่อนที่ปอร์เชียจะเดินทางกลับมาถึงบ้าน หลังจากที่ปลอมเป็นชายไปว่าความให้กับบัสสานิโย

เวนิสวานิช ของ รัชกาลที่ 6

บทละครเดิมถือเป็น ‘กลอนเปล่า’ (blank verse) มีวรรคละ 10 พยางค์ และไม่มีบังคับสัมผัส บางแห่งอาจมีแทรกกลอนไว้บ้าง บางแห่งก็เป็นร้อยแก้ว ในฉบับแปลของรัชกาลที่ 6 เมื่อปี 2459 ใช้คำประพันธ์ชนิดกลอนแปด และมีโคลงสี่สุภาพแทรกบางส่วน หากส่วนใดเป็นร้อยแก้วก็จะคงความเป็นร้อยแก้วนั้นไว้ แตกต่างจากผู้ที่เคยแปลเรื่องเดียวกันนี้มาก่อนอย่าง ‘หลวงธรรมาภิมณฑ์’ (ถึก จิตรกถึก) ซึ่งแต่งเป็นคำฉันท์ รัชกาลที่ 6 บันทึกว่า “เมื่อคำนึงดูว่า ในภาษายุโรปโดยมากมีคำแปลของบทละครของเชกสเปียร์แล้ว และในภาษาญี่ปุ่นก็มีแล้ว ข้าพเจ้าก็นึกละอายแก่ใจ ที่ในภาษาไทยเราไม่มีบ้างอย่างเขา” [5] ต่อมา เวนิสวานิช ได้รับพระราชทานให้เป็นแบบเรียน จนได้มีการพิมพ์ ‘ฉบับศึกษา’ ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2466[6]

ดังที่รู้กันดีว่าเวนิสวานิชนั้น ตัวร้ายอย่างไชล็อกนั้นแยกไม่ออกจากอัตลักษณ์ความเป็นยิวของเขา ก่อนจะมีเวนิสวานิช ฉบับแปล รัชกาลที่ 6 ได้มีผลงาน พวกยิวแห่งบูรพาทิศ (2457)[7] ก่อนที่จะแปลเวนิสวานิชถึง 2 ปี เริ่มบทที่ 1 มาด้วยการออกตัวว่า “…ข้าพเจ้ามิได้มีความประสงค์มุ่งหมายชั่วร้ายอย่างหนึ่งอย่างใดเลย หรือว่าข้าพเจ้าจะได้เริ่มพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความเกลียดชังพวกจีนแต่ต้นมือก็หาไม่…ข้าพเจ้ายังมีมิตรสหายที่เป็นจีนชอบพอกันมาแต่ยังเยาว์ด้วยอีกหลายคน เพราะฉะนั้น ในการที่ข้าพเจ้าจะเขียนต่อไป ไม่ใช่เพราะความรู้สึกส่วนตัวเลย”[8]

ตัวบทนี้กล่าวถึงปัญหาความเป็นยิวในฐานะคนนอกของสังคมตามแบบที่ชาวตะวันตกมองยิว นั่นคือ “พวกยิวไม่เป็นชาตินักรบเลย เพราะฉะนั้นพงศาวดารของเขาจึงเต็มไปด้วยเรื่องที่พวกเขาต้องได้รับความทุกข์ความลำบาก เมื่อถูกจับไปเป็นเชลยอยู่ในเมืองบาบิลอน เมืองไอยคุปต์ และในเมืองต่างๆ การที่คนยิวมิได้สิ้นโคตรละลายหายสูญเสียนานแล้วนั้น ก็เป็นพยานดีที่ชี้ให้ปรากฏว่าชาติยิวเลือดแรงปานใด” [9] ทำให้ยิวไม่กลายเป็นคนพื้นเมืองหรือพลเมืองในชาตินั้นๆ แต่ “ประโยชน์ใดที่พลเมืองได้รับ พวกยิวมีความพร้อมใจที่จะรับด้วยเสมอ แต่ถ้าเป็นหน้าที่หรือความทุกข์ร้อนซึ่งพลเมืองจะต้องกระทำหรือต้องรับแล้ว พวกยิวก็มักหลีกเลี่ยงไม่รับด้วยเสมอเหมือนกัน” [10]

ประการต่อมา คือ การแบ่งแยกชาวยิวกับผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิว ที่เรียกว่า ‘เยนไตล์’ ซึ่งจะนับว่ายิวเท่านั้นที่เป็นมนุษย์ ส่วนที่เหลือจะถูกลงโทษโดยพระเจ้าในภายภาคหน้า[11] ประการต่อมาถือว่าสำคัญที่สุด คือ มีความฉลาดในการหาเงิน ครอบงำธุรกิจในที่ต่างๆ ที่ไปถึง แม้จะเป็นไปอย่างปราศจากความเมตตาปรานีก็ตาม กรณีของลูกหนี้เงินกู้ สิ่งที่สะท้อนออกมาได้อย่างชัดเจนก็คือ “…พวกยิวนั้น ถ้ามีทุนรอนและโอกาสเสมอกันกับพวกที่เขาเรียกว่าเยนไตล์แล้ว จะร่ำรวยได้เร็วกว่าพวกเยนไตล์เป็นอันมาก ยิวคนเดียวสามารถจะแข่งขันในทางหาเงินกับพวกเยนไตล์ซึ่งรวมกันหลายคนได้โดยสะดวก” [12] การสู้ยิวไม่ได้ ทั้งยังสาปแช่งก่นด่า แม้จะไม่ถูกต้องแต่ “ก็เป็นความรู้สึกอันเป็นธรรมดาแห่งมนุษย์ การแข่งขันในการใดๆ ถ้าเราแพ้เป็นครั้งคราวเราก็ไม่ว่า แต่ขอให้เรามีโอกาสได้ชนะบ้าง แต่ถ้าเราต้องแพ้ทุกคราวไป เราก็ไม่สามารถจะกลั้นโทสะและเหนี่ยวรั้งตัวให้อยู่ในบังคับได้ เพราะความโทมนัสอันเป็นสามัญลักษณะแห่งคนเรา” [13]

ตั้งแต่บทที่ 3 ไปจะเป็นการเปรียบเทียบชาวยิวกับชาวจีนว่ามีความคล้ายกันเพียงใด ประการแรกก็คือ การคงความเป็นชาวจีน หรือ ‘ถือโคตร’ ที่แม้จะจดทะเบียนในกงสุลต่างๆ ก็ไม่เลิกเป็นจีน นั่นคือ ไม่กลายเป็นพลเมืองของชาตินั้นๆ จ้องแต่หาประโยชน์จากประเทศนั้นๆ แม้แต่งงานกับหญิงไทย หญิงนั้นก็จะกลายเป็นจีน ลูกก็จะกลายเป็นจีนไปด้วย แม้จะมีชื่อเป็นไทยโดยนาม และเมื่อมีโอกาสก็จะกลับไปเมืองจีนพร้อมลูกเมีย หรือส่งไปเสียก่อน[14] ประการต่อมาคือการแบ่งแยกคนจีน กับผู้ไม่ใช่คนจีนที่ถูกถือว่าเป็น ‘ฮวน’ หรือคนป่า มีการยกตัวอย่างกรณีแรงงานเด็กชาวจีนว่า

ข้าพเจ้าเคยมีคนใช้เป็นจีนคนหนึ่ง เขาเป็นเด็กที่ฉลาดและในชั้นต้นก็ขยันขันแข็งต่อการงานดี แต่ครั้นพอรุ่นหนุ่มขึ้นก็กลายเป็นคนที่มีนิสัยอันไม่พึงปรารถนาหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือเกียจคร้าน ไม่ทำการตามหน้าที่เช่นเคย ครั้นข้าพเจ้าเรียกมาว่ากล่าว เขากลับแสดงกิริยาเย่อหยิ่งสามหาวใส่หน้าข้าพเจ้า แล้วมิหนำซ้ำกลับของเงินเดือนขึ้น ข้าพเจ้าจึงตอบว่า เงินเดือนที่เขาได้นั้นก็มากพออยู่แล้ว เพราะกินอยู่หลับนอนในบ้านข้าพเจ้า เขากลับตอบด้วยกิริยาอันปราศจากความเคารพว่า ข้าพเจ้านึกหือว่าการที่เขายอมให้ข้าพเจ้าใช้นั้นเป็นเพราะเขานับถือ ไม่ใช่เช่นนั้นเลย ที่เขายอมให้คนไทยใช้ก็เพราะเขาต้องหาเงินไปให้ลุงของเขา ข้าพเจ้าให้เขาไม่พอ เงินเดือนที่ข้าพเจ้าให้เป็นเงินเดือนสำหรับเด็ก บัดนี้เขาโตแล้วจึงต้องการค่าจ้างให้มากขึ้น…ลุงได้สอนไว้ว่าให้อุตส่าห์ยอมอดกลั้นยอมรับใช้ไปอีกสักหน่อยเถิด ไม่ช้าจีนก็จะควักกระเป๋าคนไทยหมด คนไทยก็จะกลับเป็นขี้ข้าซึ่งเป็นฐานะอันสมควรแก่คนฮวน” [15]

ไม่เพียงเท่านั้น สหายลูกจีนของผู้เขียนยังเล่าประสบการณ์ในวัยเยาว์ว่า วันหนึ่งขุนนางจีนมาเยี่ยมบิดา ทักว่าไฉนไม่กลับเมืองจีน เมื่อเก็บเงินทองไว้ได้มากแล้ว บิดาก็ตอบไปว่ามีครอบครัวอยู่ที่นี่แล้ว แต่ขุนนางจีนนั้นกลับตอบมาว่า “…เมียคนป่าของท่านจะต้องนับด้วยหรือ เอามาให้เป็นทาสของภรรยาจีนท่านก็แล้วกัน ส่วนอ้ายลูกป่าของท่านนั้นก็จะเป็นประโยชน์ดีสำหรับใช้เป็นบ่าวในบ้าน” [16]

ประการต่อมา ก็คือ ความสามารถในการหาเงินที่มองว่า

…จีนก็เหมือนกับยิว ถ้ามีทุนรอนและโอกาสเสมอกันกับชนภาษาใดๆ แล้ว จะร่ำรวยได้รวดเร็วยิ่งกว่าชนชาตินั้นๆ หมด เหตุผลอันทำให้จีนหาเงินได้สำเร็จรวดเร็วนั้น ก็มีอยู่หลายประการ ซึ่งโดยมากไม่ผิดกับที่ทำให้ยิวสำเร็จฉะนั้น ตามความคิดของจีน เงินเป็นทั้งปฐมปัจจัยและปัจฉิมปัจจัย ไม่มีสิ่งใดจะเลิศไปกว่าได้ จีนอาจจะทำอะไรๆ ทุกอย่างได้เพราะเห็นแก่เงิน…คนโทษที่เป็นเศรษฐีอาจจะจ้างคนจนให้มารับโทษประหารชีวิตแทนก็ได้ ซึ่งไม่มีประเทศไหนนอกจากเมืองจีน เพราะเห็นแก่เงิน จีนยอมสู้อดอยากตรากตรำทุกอย่างได้ ผู้ใดที่แลเห็นพวกกุลีจีนกินข้าว จะหลากใจไม่ใช่น้อย เพราะอาหารที่เขากินนั้นดูเหมือนแม้แต่หมาที่วิ่งอยู่ตามถนนก็แทบจะไม่เหลียวแล และเมื่อพูดถึงที่อยู่อาศัยก็น่าประหลาดใจจริงๆ ที่พวกจีนมากคนปานใดสามารถยัดเยียดกันอยู่ได้คลั่กๆ ในที่อันคับแคบ ซึ่งไม่มีมนุษย์ภาษาไหนในโลกจะอยู่ได้โดยหายใจออก…แม้ค่าจ้างจะเล็กน้อยซักปานใด ก็ยินดีพอใจรับ เพราะเขารู้จักวิธียังชีวิตให้เป็นอยู่ได้โดยเกือบจะไม่ต้องกินอะไร เพราะฉะนั้นไม่น่าพิศวงเลยที่คนงานชาวอเมริกันและแคนาดาไม่สามารถจะแข่งกับจีนได้” [17]

ประเด็นที่ผู้เขียนให้ความสำคัญคงไม่พ้นไปจากการชี้ให้เห็นว่า ชาวจีนมิได้เข้ามาอยู่ไทยแล้วตั้งใจฝังรกรากไว้ ไม่ยอมกลายเป็นพลเมือง หรือบางคนอยากจะทำ แต่ก็ติดที่เครือข่ายความสัมพันธ์กับหัวหน้าอั้งยี่ที่เขาไม่ยินยอมให้ทำเช่นนั้น ทั้งยังส่งเงินทองกลับบ้าน ทำตัวดั่ง ‘บ่างดูดเลือด’ [18]

ปัญหาที่กระทบต่อรัฐบาลที่อันที่จริงเป็นสิทธิแรงงานสากล ก็คือ ‘การนัดหยุดงาน’ ผู้เขียนประกาศในเชิงข่มขู่ว่า “เราชอบให้กิจการดำเนินไปด้วยความเป็นธรรมและด้วยความเห็นใจซึ่งกันและกัน เราพยายามที่จะทำตัวเป็นผู้มีน้ำใจอันดี แต่เราก็เป็นมนุษย์อย่างสามัญเท่านั้น เพราะฉะนั้น ความอดกลั้นของเรามีที่จำกัด ถ้ามีเหตุเช่นจีนหยุดงานขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าไม่อยากจะขอรับรองในผลที่จะมีนั้นเลย ถ้าจะเกิดมีเหตุฆ่าฟันกันขึ้นเพราะจีนหยุดงานแล้ว” [19]

ในตอนท้ายมีการเปรียบเทียบจีนกับยิวที่มีความแตกต่างสำคัญ คือ ‘จีนมีประเทศอยู่ แต่ยิวไม่มีประเทศอยู่’ ชาวจีนจึงสามารถส่งเงินทองกลับบ้านไปได้ แต่ชาวยิวนั้นไม่มี ก็ถือว่าได้จับจ่ายใช้สอยในเมืองนั้นๆ กระนั้นความน่ากลัวของยิวคือการผูกขาดอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจของเมืองนั้นๆ เช่นในอังกฤษที่ยิวเป็นถึงเสนาบดี อธิบดีศาลอุทธรณ์ชั้นสูงสุด และมองว่าหากจีนเสียเมืองจะยิ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับสยาม และยังกล่าวหาว่าจีนเป็นพวกนิสัยสอพลอยุยงและตั้งก๊กตั้งเหล่าคบคิดการชั่วร้ายอีก[20]

อย่างไรก็ตาม มีผู้มองการวิพากษ์จีนของรัชกาลที่ 6 ว่า งานเขียนพวกยิวแห่งบูรพทิศ เป็นเพียงนโยบายทางการเมืองที่ต้องการจะสร้างภาพลักษณ์คนจีนอันพึงประสงค์ มิให้ก่อความวุ่นวายเดือนร้อนต่อรัฐบาล และยังต้องการให้ชาวจีนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ และให้ตระหนักถึงความสำคัญของบ้านเมืองและให้จงรักภักดีต่อกษัตริย์ และสนับสนุนนโยบายของกษัตริย์[21]

เวนิสวานิช และพวกยิวแห่งบูรพาทิศ จึงเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกนึกคิดชนชั้นนำสยามในช่วงปลายทศวรรษ 2450 ในยุคที่จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากราชวงศ์ชิงไปสู่สาธารณรัฐ ในปี 2454 หรือก่อนที่จะมีการก่อตั้งประเทศอิสราเอลให้เป็นรัฐของชาวยิว หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สำหรับจีนถือเป็นประสบการณ์ใกล้ตัวกว่า และส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและการเมือง บทประพันธ์ที่มีท่วงทำนองชาตินิยมอย่างเข้มข้นนี้ถูกนำไปสานต่อแม้ในช่วงหลังปฏิวัติ 2475

[1] รชฏ นุเสน, โครงการบทละครแปลในฐานะพลังเสริมสร้างความยุติธรรมทางสังคม รายงานวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2561, หน้า 25-26

[2] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เวนิสวาณิช (พิมพ์ครั้งที่ 16, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2501), หน้า 106

[3] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 172

[4] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, หน้า 205-206

[5] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, หน้า ข

[6] มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, เรื่องเดียวกัน, ไม่ปรากฏเลขหน้า

[7] เทพ บุญตานนท์, “พวกยิวแห่งบูรพาทิศ: ประวัติศาสตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับชาวจีนโพ้นทะเล”, วารสารมนุษยศาสตร์, 24 : 1 (มกราคม-มิถุนายน 2560) : 61

[8] อัศวพาหุ (นามแฝง), พวกยิวแห่งบูรพทิศและเมืองไทยจงตื่นเถิด (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชวนพิมพ์, 2528), หน้า 1

[9] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 3

[10] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 3

[11] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 4-5

[12] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 7

[13] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 7

[14] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 14-15

[15] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 17

[16] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 18

[17] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 19-20

[18] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 23

[19] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 24

[20] อัศวพาหุ (นามแฝง), เรื่องเดียวกัน, หน้า 25

[21] เทพ บุญตานนท์, “พวกยิวแห่งบูรพาทิศ: ประวัติศาสตร์ว่าด้วยความสัมพันธ์ ระหว่างพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับชาวจีนโพ้นทะเล”, วารสารมนุษยศาสตร์, 24 : 1 (มกราคม-มิถุนายน 2560) : 76

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...