รู้หรือไม่? “SSF” ปีนี้เป็น “ปีสุดท้าย” แล้ว... ปัจจุบัน AUM กว่า 6.9 หมื่นลบ. กว่า 25% เป็น “หุ้นไทย” ปีนี้เงินไหลเข้าสุทธิ 5 พันลบ. ส่วน “SSF-ทองคำ” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +28.50%!!!
Fun of Funds: รู้หรือไม่?…ปีนี้เป็นปีสุดท้ายของ “กองทุนรวมเพื่อการออม” (SSF) แล้ว หลังจากที่ภาครัฐได้จัดตั้งขึ้นมาในปี2020 แทน “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” (LTF) ที่หมดอายุลงในปี2019 นั่นเอง
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออมระยะยาวของนักลงทุน ซึ่งเงินลงทุนในกองทุน “SSF” สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 5 ปี (ปี2020-2024) ซึ่งจะหมดอายุลงในสิ้นปีนี้นั่นเอง
ผู้เงินลงทุนสามารถลดหย่อนภาษีได้ 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุด“ไม่เกิน 200,000 บาท” และต้องลงทุน“10 ปี” (นับจากวันที่ซื้อ) เมื่อนับรวมกับกลุ่มกองทุนเพื่อเกษียณอื่นต้อง“ไม่เกิน 500,000 บาท”
กว่า 5 ปีที่ผ่านมา กองทุน “SSF” ก็เติบโตขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันมีสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านบาท (ข้อมูล ณ 31 ต.ค. 24)
ภาพรวมของกองทุน “SSF” เป็นยังไงบ้าง? ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ สรุปมาให้แล้ว ตามไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย
“SSF” ผลตอบแทนเฉลี่ย 3 ปียังติดลบ -4.0% ต่อปี…แต่ปีนี้โชว์ผลตอบแทนบวกเฉลี่ย +4.3% “SSF-ทองคำ” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +28.50%
จากข้อมูลของ “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ระบุผ่านรายงานว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของกองทุน “SSF” ย้อนหลัง 3 ปี (ณ วันที่ 31 ต.ค. 24) ยังคงติดลบเฉลี่ย -4.0% อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเภทกองทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยได้เป็นบวกในช่วงเวลาดังกล่าว เช่น กองทุนทองคำ, หุ้นญี่ปุ่น, ตราสารหนี้ที่เน้นลงทุนในประเทศ ทั้งตราสารหนี้ระยะสั้นและตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว เป็นต้น
หากดูผลงานรายปีของกองทุน “SSF” ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น พบว่าในปี2021 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีผลตอบแทนเต็มปีอยู่ที่ +10.2% เนื่องจากเป็นปีที่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นปรับตัวได้อย่างโดดเด่นทั้งหุ้นไทยและหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มหุ้นสหรัฐ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตามในปี2022 ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยปรับตัวติดลบ -14.6% จากการปรับตัวลดลงของตลาดในเกือบทุกประเภทสินทรัพย์ ในขณะที่ปี2023 ต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยของกองทุน “SSF” เริ่มฟื้นตัวขึ้นเป็นบวก +4.3%
และ 10 เดือนแรกปี24 นี้ ยังคงบวกได้เฉลี่ย +5.3% โดย 10 กองทุน “SSF” ที่มีผลตอบแทน “ดีสุด” เป็นกองทุนที่มีนโยบายลงทุน “ต่างประเทศ” ทั้งหมด ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยตั้งแต่ 7.11%- 28.50%
โดยกองทุน “SSF” ที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรกปีนี้ทำผลงานเฉลี่ยได้มากกว่า 10% ทั้งหมด นำมาโดย
“SSF-ทองคำ” 50%
“SSF-หุ้นอินเดีย” 40%
“SSF-หุ้นสหรัฐ” 11%
“SSF-หุ้นญี่ปุ่น” 13%
“SSF-หุ้นอาเซียน” 13%
“SSF-หุ้นไทย” แชมป์ส่วนแบ่งมากสุด 25.3%…ปีนี้เงินไหลเข้าสุทธิ 5 พันลบ. “SSF-หุ้นสหรัฐ” แชมป์เงินไหลเข้ามากสุด 1.1 พันลบ.
ปัจจุบันกองทุน “SSF” มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 6.9 หมื่นล้านบาท โดย “กองทุนหุ้น” มีสัดส่วนมากที่สุดราว 5 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 72% ของขนาดโดยรวม รองลงมาคือ “กองทุนผสม” ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ 16% “กองทุนตราสารหนี้” 5.5 พันล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 8% ทั้งนี้
แม้ว่ากองทุน “SSF” จะมีกรอบการลงทุนที่เปิดกว้างให้สามารถลงทุนในต่างประเทศได้ แต่หากพิจารณาแยกย่อยในด้านประเภทกองทุนตาม “Morningstar Category” พบว่า “กองทุนหุ้นไทย” ยังคงมีขนาดใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25.3% ของขนาดโดยรวม รองลงมาคือกองทุน “Global Equity” 20.1% และกองทุนผสมประเภท “Aggressive Allocation” 10.8% ตามลำดับ
“นอกจากนี้ยังมี ‘กองทุนหุ้นสหรัฐ’ และ ‘กองทุนหุ้นจีน’ ที่ติดอยู่ในกลุ่มกองทุน 5 อันดับแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วย โดยหากรวมสัดสวนของประเภทกองทุน 5 อันดับแรกนี้เข้าด้วยกัน จะคิดเป็นส่วนแบ่งตลาดถึง 72%”
ในด้านความสนใจของนักลงทุน กองทุน “SSF” มีเงินไหลเข้าสุทธิในปี2021-2022 เฉลี่ยปีละประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท และปรับตัวลดลงเล็กน้อยในปี2023 เหลือประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท โดยในปีนี้ มีเงินไหลเข้าเพียงประมาณ 5 พันล้านบาท ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ายอดเงินลงทุนจะเข้ามาในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูกาลของกองทุนลดหย่อนภาษี ทั้งนี้ ประเภทกองทุนที่มีเงินไหลเข้ามากที่สุดในปีนี้ 3 อันดับแรกได้แก่ กองทุนหุ้นสหรัฐ, กองทุนหุ้นทั่วโลก, และกองทุนหุ้นเทคโนโลยีตามลำดับ
“จุดเด่นของกองทุน SSF เมื่อเทียบกับกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษีอื่นๆ คือ นโยบายการลงทุนที่สามารถลงทุนได้ในสินทรัพย์หลายประเภทไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ โดยสามารถลงทุนได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งแตกต่างจากกองทุน ‘Thai ESG’ และยังไม่มีเงื่อนไขเรื่องการลงทุนต่อเนื่องอีกด้วย ลงทุนปีไหนใช้สิทธิปีนั้น”
สำหรับใครที่กำลังมองหากองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี เชื่อว่ากองทุน “SSF” น่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการลงทุนที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี และปีนี้ยังเป็น “ปีสุดท้าย” ที่โครงการจะหมดอายุการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอีกด้วย
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต